ความจริงจริงๆ (absolute truth) จึงไม่มีอยู่ในโลก เพราะความจริง คือสิ่งที่เรากำหนดขึ้น ณ เวลาหนึ่งๆ ด้วยเงื่อนไขหนึ่งๆ ผ่านตัวเราเอง

จากประเด็นที่ทำไมเราถึงต้องพยายามอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา ใบไม้ที่มันไหวเป็นเพราะอะไร อาจมีใครไปเขย่า หรืออาจจะเป็นเพราะลมพัด หรือจริงๆ มันไม่ได้ไหว แต่สิ่งที่ไหวคือใจของเรา ทำไมต้องไปพิสูจน์สิ่งเหล่านี้ ในเมื่อธรรมชาติก็คือธรรมชาติ ดั่งปรัชญาเซ็นที่ว่า เริ่มต้นเรามองภูเขาเป็นภูเขา แต่เมื่อเกิดความสงสัยว่าทำไมมันถึงเป็นภูเขา มันก็จะไม่ใช่ภูเขาอีกต่อไป จนสุดท้ายเมื่อใจเราสงบ เราจึงรับรู้ว่าภูเขาก็คือภูเขา นี่คือความคิดการแสดงออกโดยชาวตะวันออกที่ถูกถ่ายทอดออกมาในลักษณะพรรณนาโวหาร


ในปัจจุบันอีกมุมหนึ่ง ด้วยระบบการศึกษาที่เราเป็นอยู่ เราได้รับการถ่ายทอดวิธีการมาจากชาวตะวันตกที่พยายามที่จะเข้าใจ พยายามหาตรรกะของสิ่งที่เกิดอยู่ล้อมตัว เช่น เมื่อ a=b และ b=c แล้ว a=c อารยธรรมตะวันตกได้รวบรวมสิ่งเหล่านี้แล้วเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรสะสมมาเป็นพันๆ ปี เป็นบันทึกระบบวิธีคิดที่ถูกเรียกว่า องค์ความรู้ (Body of knowledge) ซึ่งสามารถถ่ายทอดให้คนรุ่นหลัง และสามารถพัฒนาต่อยอดออกไปได้

การเรียนปริญญาเอกก็เช่นเดียวกันเป็นการฝึกตนในแบบตะวันตก หากมองว่าองค์ความรู้เป็นก้อนวงกลมใหญ่ๆ วงหนึ่ง การที่เราจะเรียนจบได้ก็คือการที่เราจะเอาความรู้ของเราไปแปะลงบนก้อนกลมๆ ใบนั้น แต่ที่สำคัญคือสิ่งที่เราจะแปะลงไปต้องไม่เคยมีมาก่อน (originality) แล้ววิธีการจะรู้ได้ก็ต้องกำหนดตัวเองก่อนว่าเราสนใจสิ่งใด (domain) และจากนั้นก็ไปยังพื้นที่นั้นแล้วขุดลงไป (literature review) เพื่อให้รู้ว่ามันเคยมีอะไรมาก่อน แล้วเราสามารถจะทำอะไรเพิ่มได้บ้าง สิ่งที่ได้อาจจะเป็น thesis หรือ anti-thesis โดยส่วนสำคัญอยู่ที่ที่มาที่ไปวิธีการได้มาซึ่งสิ่งนั้น (methodology) ที่จะต้องทำให้มันชัดเจนและสอดคล้องกับขอบเขตเรื่องที่เราสนใจ และนั้นก็คือความรู้ใหม่ที่เราจะมอบให้กับโลกใบนี้

nature
ที่มา: เว็บไซต์ www.tourthai.com

ดังนั้นความจริงที่เป็นความจริงจริงๆ (absolute truth) จึงไม่มีอยู่ในโลก เพราะความจริง คือสิ่งที่เรากำหนดขึ้น ณ เวลาหนึ่งๆ ด้วยเงื่อนไขหนึ่งๆ ผ่านตัวเราเอง ผ่านสิ่งแวดล้อมที่เราคุ้นเคย จึงอาจกล่าวได้ว่า "เป็นความจริงชั่ววูบ" เราอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับความจริงนั้นๆ เพราะเราตีความหมายด้วยเหตุผลที่เชื่อมโยงรอบตัวเรา ณ ขณะนั้น ภายใต้กรอบรอบข้างที่สังคมของเรายอมรับ แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าทุกสังคมจะยอมรับ

การตีความเป็น subjective แต่เรามักจะมองเป็น objective เพราะมนุษย์มีความต้องการอธิบายให้ได้ว่าสิ่งๆ หนึ่งมีที่มาที่ไปอย่างไร มนุษย์พยายามจะเข้าใจโลกที่ตนเองอยู่ การเรียนรู้คือการตอบสนองความต้องการอยากอย่างหนึ่งของมนุษย์ ธรรมชาติคือธรรมชาติ แต่เมื่อเราไปสนใจและพยายามที่จะเข้าใจมัน จิตใจของเราจะกระสับกระสาย แต่เมื่อใดที่เราเข้าใจมันอย่างแท้จริง เมื่อนั้นจิตเราจะสงบ เราจะรู้ว่ามันคืออะไร นั้นก็คือเราสามารถรู้เท่าทันตัวเอง ดังนั้นเมื่อใดที่เราทำสิ่งที่ไม่เข้าใจ เราเองก็จะไม่เชื่อ แม้ว่าจะมีใครเก่งมาจากไหนมาบอกก็ตาม สุดท้ายตนจะเป็นที่พึ่งแห่งตน เราจะเลือกเชื่อและเลือกทำในสิ่งที่ตนเองคิดว่าดีผ่านมุมมองของเราเอง ซึ่งมันไม่มีอะไรผิด อะไรถูก อย่างแท้จริงบนโลกใบนี้

มนุษย์ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยแค่ปัจจัยสี่ มนุษย์มีความโลภ มนุษย์มีกิเลส เราไม่เคยสามารถวัดใจมนุษย์ได้ ทำไมต้องใส่เสื้อมีสี ถ้ามองประโยชน์ของเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มคือการปกคลุมร่างกาย ไม่ให้หนาว แต่ประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองร้อน ไม่จำเป็นด้วยซ้ำไปที่จะต้องใส่เสื้อ บางทีไม่ใส่ยังอาจจะดีซะกว่า แต่นี้คือวัฒนธรรมตะวันตกที่เข้ามาและเราก็ยอมรับให้มันเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเรา ทั้งนี้ด้วยการปรุงแต่ง ด้วยความอยากเป็นปัจเจกชน ก็ทำให้เราสร้างสิ่งที่เป็นสไตล์รูปแบบการดำรงชีวิตของตนขึ้นมา ศิลปะได้เข้ามาตอบสนองความต้องการอยากส่วนเกิน และสามารถอธิบายได้มากกว่าวิทยาศาสตร์ แต่คำตอบหนึ่งที่ได้นั้นอาจจะเหมาะสำหรับคนเพียงบางกลุ่มที่ยอมรับมัน ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับการตีความและมุมมองที่มนุษย์เรามีต่อโลก แล้วคุณหละคิดอย่างไร How do u think?