จากนี้เมื่อผมได้รับการอนุมัติให้ละวางจากงานบริหารเหล่านี้แล้ว ภาพชีวิตของผมและคนในครอบครัวที่ตะลอนทัวร์ไปกับนิสิตก็คงจากจางไปในที่สุด ...

พักนี้ผมทำงานหนักต่อเนื่องกันจนเกรงใจลูกน้อง   เพราะหลายคนก็ดูจะออกอาการแผ่วและผุโทรมกันอย่างเห็นได้ชัด   แต่ผมก็พยายามกระตุ้นเป็นระยะว่า  งานช่วงนี้มันเหมือน "ฝนสั่งป่า  ปลาสั่งหนอง.."   ซึ่งมันหมายถึงเป็นห้วงสุดท้ายของปีการศึกษา  และเป็นโค้งสุดท้ายที่ผมและน้อง ๆ จะได้ทำงานร่วมกันอย่างถึงที่สุด    เพราะถัดจากนี้ไป   ผมก็จะได้ทำในสิ่งที่ตนเองปรารถนา  นั่นก็คือ  ก้าวลงจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่  และเปิดทางให้สายเลือดใหม่ได้ก้าวขึ้นมาพัฒนาตนเองและพัฒนาองค์กรอันเป็นที่รักแห่งนี้  !

 

 

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้  อีกไม่นานจนเกินไปนัก  คนในครอบครัวของผม  ก็คงจะได้รับสิ่งที่พวกเขาขาดหายคืนกลับไปบ้างไม่มากก็น้อย  แต่ที่แน่ ๆ  เลยก็คือ  ผมจะมีเวลาอยู่กับพวกเขามากกว่าที่ผ่านมาอย่างแน่นอน    ซึ่งหากวันนั้นมาถึง   ผมเองก็ไม่ใคร่แน่ใจนักว่า  ผมจะมีเรื่องอันใดมาบอกเล่าเรื่องราวในบันทึกเหล่านี้อีกต่อไป   หรืออาจจะค่อย ๆ เร้นหายไปจากการเป็นชาวบล็อกทีละนิด  และทีละน้อย ... (นึกแล้วก็หวาดหวั่นอยู่บ้างเหมือนกัน)

 

 

 

 

แต่นั่นยังเป็นเรื่องอนาคตที่ยังเดินทางมาไม่ถึง  แต่ก็ยังอุ่นใจว่า  ระยะทางที่ว่านั้นได้ใกล้เข้ามาทุกขณะ  และการตัดสินใจของผมก็เป็นไปตามแบบฉบับของตนเอง คือ  "ไม่ติดยึดกับศักดินาแห่งงานบริหาร.."

 

 

และนี่คือเสี้ยวชีวิตที่ยังต้องกรำงานหนักแบบไม่รู้ตื่น  ซึ่งเสาร์และอาทิตย์ที่ผ่านมา (23 - 24  กุมภาพันธ์  2551)   ผมพร้อมทีมงานหลายชีวิตพาน้องนิสิตอันเป็น "คนค่าย"  หลากองค์กรหลีกหลบจากระบบในมหาวิทยาลัยไปจัดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ณ  บ้านเม็กดำ  ต.เม็กดำ  อ.พยัคภูมิพิสัย  จ.มหาสารคาม  โดยครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่แหวกขนบนิยมที่มักจมปลักอยู่ในห้องหับของมหาวิทยาลัยไปสู่ห้องเรียนธรรมชาติที่มีชุมชนเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ....

 

 

 

 

 

แรกเริ่มเดิมทีนั้น,   ผมลงพื้นที่พร้อมทีมงาน  โดยไม่มีคนในครอบครัวติดตามไปด้วยสักคน  ระยะทางจากมหาวิทยาลัยถึงพื้นที่ตั้งแห่งการเรียนรู้นั้นก็เกือบ ๆ  120  กิโลเมตร  แต่จนแล้วจนรอดพวกเขา (ซึ่งหมายถึงคนของความรัก)  ก็สร้างความประหลาดใจให้กับผมอย่างที่สุด  เมื่อจู่ ๆ พวกเขาก็ปรากฏตัวอยู่ในชุมชนที่ผมไม่รู้เลยว่า "พวกเขาจะตามมา...."

 

 

จากนี้ไปคือส่วนหนึ่งของชีวิตที่ผมต้องพาลูก ๆ  สัญจรตะลุยพื้นที่แห่งการเรียนรู้อย่างแสนสนุก   โดยเฉพาะการเดินเท้าในป่าใหญ่โคกจิกร่วม 3  ชั่วโมงนั้น  ผมได้เห็นแววตาอันเปี่ยมสุขของลูก ๆ  อย่างน่าชื่นใจ   และจากนี้เมื่อผมได้รับการอนุมัติให้ละวางจากงานบริหารเหล่านี้แล้ว  ภาพชีวิตของผมและคนในครอบครัวที่ตะลอนทัวร์ไปกับนิสิตก็คงจากจางไปในที่สุด ...