สวัสดีครับ...

ขณะที่สนทนาธรรมกันสักระยะกับท่าน อ.กะปุ๋ม

ผมได้เล่ากรณีของจิตที่ปฏิบัติต่อ  ผู้คนรอบข้าง...

ผู้คนที่เราอาจจะรู้สึกหวาดกลัว  แปลกแยก หวั่นไหว (เป็นความรู้สึกของกิเลสหรือโมหะ)

 

ครั้งหนึ่ง..เมื่อผมต้องพานพบกับผู้ที่จิตจะรู้สึกกลัว  หวั่นไหวที่ต้องเผชิญ...

แต่ด้วยการฝึกและสติที่พอมีบ้าง...

ทำให้ผมต้องเปิดใจ  เปิดความรู้สึก  และนำสู่การแสดงออกที่ควรจะเป็น 

คือการทักทายด้วยสิ่งที่ผมคิดและรู้สึกว่าน่าจะดีที่สุดของขณะจิตนั้นๆ

คือการสบตา  ย้ม  และไหว้ทักทาย....ด้วยจิตที่อ่อนโยน(แม้ว่าอาจจะไม่บริสุทธิ์นัก แต่ก็พยาม)

  เป็นการแสดงเพื่อก้าวผ่านตัวตน  ความกลัวและอัตตา....

 

ในการเริ่มต้นนี้...ผมต้องรอ  และสบตาถึง 3 ครั้ง.... และเมื่อเราต้องไกล้กัน  ผมจึงได้แสดงออกถึงมุฑิตาจิตอันนี้...

 

  เมื่อเล่าให้ท่านอาจารย์ฟัง....

  ท่านกล่าวว่า..

  จริงๆแล้วเราต้องเดินเข้าไปหาเลยถึงจะดีที่สุด  มันเป็นการสื่อถึงความกล้า เป็นการแสดงออกของปัญญา...

 

  จากเรื่องราวที่เกิดขึ้น  ทำให้ผมเข้าใจต่อว่า...

  ความรู้สึก  กลัว  ไม่มั่นใจ  หวาดหวั่น  หรือความคิดอะไรต่อผู้อื่นในลักษณะที่เป็นอกุศลจิตนั้น  ทั้งหยาบและเอียด  มันคือการแสดงออกโมหะ  หรือบอกว่า  สติปัญญาเรายังไม่กล้าแกร่งพอ

 

      เรายังประกอบด้วยความมีตัวตน....อัตตา และกิเลสที่เกาะเกี่ยวจิตอยู่มาก

 

 อาจารย์แนะนำและสอนว่า

                     เราควรมีจิตที่เมตตาต่อทุกผู้ทุกคน  ด้วยสติ...

 

  ทำให้ผมตื่นและรู้สึกว่า..      เสียงที่บอกว่าคนนนั้นคนนี้ไม่ดี  นั่นเป็นเสียงของกิเลส...

  แต่ถ้าผมรู้สึกและมีเสียงภายในที่เปี่ยมด้วยเมตตาจิตคิดกุศลกับทุกผู้ทุกคน  กับสรรพสิ่งต่างๆ...

 

            น่าจะเป็นสิ่งที่พอจะบอกถึงสภาวะจิตที่เบาแล้ว  สะอาดขึ้นแล้ว  ดีแล้ว...