สรุปแล้วออกเดินทางตั้งแต่วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ เวลา ๖ โมงเช้า (ถ้านับตั้งแต่ออกจากบ้านก็ตีสาม) มาถึงห้องพักตอนราวๆ ๓ ทุ่มวันที่ ๑๙ เหมือนเิดิม เพราะฉะนั้นใช้เวลาไปประมาณ ๒๗ ชั่วโมง door-to-door บ้านเก่า สู่บ้านใหม่ชั่วคราวหลังนี้ค่ะ

ในที่สุดก็ถึง leg สุดท้ายของการเดินทางจากกรุงเทพไปยังคอลเลจพาร์ค มลรัฐเมรี่แลนด์ ที่ตั้งของมหาิวิทยาลัยแมรีแลนด์ที่ คอลเลจ พาร์ค เสียที

คอลเลจ พาร์คนี้อยู่ในมลรัฐแมรี่แลนด์ ทางเหนือของเืมืองหลวงของสหรัฐหรือเมืองวอชิงตัน ดีซี (ดิสทริกออฟโคลัมเบีย) อย่าสับสน วอชิงตัน ดีซี กับมลรัฐวอชิงตันที่อยู่ทางตะวันตกสุดของประเทศติดมหาสมุทรแปซิฟิคนะคะ เมืองนี้อยู่ตะวันออกเรียกได้ว่าเกือบติดมหาสมุทรแอตแลนติกทีเดียว ถ้าจะอ้างอิงกับเมืองใหญ่ที่ทุกคนรู้จักก็ต้องบอกว่า ดีซี นั้นอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองนิวยอร์คมานิดเดียว น่าจะห่างไปสัก ๒๐๐ กม.ได้ค่ะ

เครื่องที่นั่งจากดีทรอยท์ไปวอชิงตัน ดีซี ที่ดิฉันอาศัยมาด้วยนั้นเต็มมากๆ ค่ะ ดิฉันได้ที่นั่งเรียบร้อยติดหน้าต่าง ก่อนขึ้นเครื่องเขาประกาศเลยว่าเครื่องนี้เต็มมาก ถ้าใครถือกระเป๋าแครี่ออนมาเกิน เขาจะให้นำไปโหลดใต้เครื่องแทน เครื่องนี้เป็นเครื่องเล็กประมาณ ๑๐๐ ที่นั่งกว่าๆ แถวนึงมีประมาณ ๖ ที่นั่ง มีทางเดินตรงกลางแถวเดียว เหมือนรถบัสคันใหญ่ๆ คันหนึ่งแหละค่ะ

พอขึ้นเครื่องก็ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่(สจ๊วตชาย)ที่ท้ายเครื่องลอยตามลมมาไกลๆ ว่า Dear, there's no space here. I closed it (overhead bin) because there's no more room there.  คือเขากำลังพูดกับคนที่นั่งท้ายเครื่องและพยายามจะโหลดกระเป๋าขึ้นที่เก็บสัมภาระเหนือศรีษะน่ะค่ะ มันเต็มจริงๆ คุณป้าคนนั้นแกก็กระเป๋าใบใหญ่เสียด้วย ไม่สามารถเอากระเป๋ามาใส่ใต้ที่นั่งได้ เขาก็เถียงกันอยู่นาน แต่พูดไพเราะ เรียก "ที่รัก" ตลอด แต่เสียงเข้มแล้ว  คุณป้าเธอก็ยืนยันว่าถ้าใส่ไม่ได้เธอจะขออุ้มกระเป๋าไว้ที่ตัว ...  คุณสจ๊วตแกก็บอกว่า "ที่รัก ฉันไม่สามารถให้เธอทำอันตรายกับตัวเองแบบนี้ได้หรอก ยังไงๆ กระเป๋านี้ก็ต้องเอาไปโหลดใต้เครื่อง"  สุดท้าย ป้าแกก็ยอม.. 

หลังจากนั้นคุณสจ๊วตคนนี้ก็ต้องจัดการกับกระเป๋าใบเล็กใบน้อยกับเสื้อโคทอีกหลายตัว (เป็นงานสจ๊วตที่หนักมากจริงๆ)  เสร็จแล้วก็ต้องแบกกระเป๋าที่ไม่สามารถใส่บนเครื่องได้แล้ว เดินออกประตูหลังเครื่องไปโหลดใต้ท้องเครื่องอีก  (เหมือนขึ้นรถบัส ไม่ใช่เครื่องบินเลยเนี่ย ^ ^ )

บนเครื่องนี้ดิฉันถ่ายภาพน้อยมาก เพราะกำลังถ่ายรูปแรกอยู่ คุณแอร์คนนึงมาบอกว่าให้ดิฉันปิดกล้อง อ้าว..ขึ้นมาตั้งหลายเครื่องเพิ่งเจอเครื่องนี้แหละไม่ให้ถ่าย  ไม่อยากเถียงเขาว่ากล้องดิจิตอลน่ะมันไม่มีสัญญาณวิทยุออกจากเครื่องหรอก แต่ขี้เกียจก็เลยปิด แถมง่วงมากๆ แล้วค่ะตอนนั้น เพราะเครื่องออกประมาณบ่าย ๓ ซึ่งก็คือตีสามประเทศไทย ^ ^

สุดท้ายเครื่องก็ออกช้าไป ๑๐ นาที ถึงช้ากว่ากำหนดการประมาณ ๑๕ นาที ลืมบอกว่าดิฉันไปลงที่สนามบินในเมืองดีซีเลย (สนามบินเรแกน - ชื่อประธานาธิบดีเรแกนแหละค่ะ)   แถวๆ เมืองนี้มีสนามบินหลายอันค่ะ   บนเครื่องเขาแจกเพรทเซล (Pretzel) กับเครื่องดื่มทั่วๆ ไป น้ำส้ม น้ำอัดลมประมาณนั้น ก็ได้ทานน้ำอัดลมไปกระป๋องนึง อันนี้เป็นประสบการณ์ส่วนตัว อาจช่วยนักเดินทางท่านอื่นได้คือ ดิฉันชอบทานน้ำอัดลมเพราะมันจะทำให้เราเรอออกมาได้ ซึ่งจะทำให้หายอึดอัดได้หน่อยนึง อิอิ แต่ก็ร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกันนะคะ ^ ^ สมัยก่อนตอนอยากหลับบนเครื่องก็จะทานไวน์ด้วยค่ะ เป็นยานอนหลับอย่างดีค่ะ เคยไปประชุมครั้งนึงที่ออสเตรเลีย นั่งติดขี้เมา ชวนคุยชวนกินสก็อตช์วิสกี้ด้วย ดิฉันกินไปได้จึ๋งเดียวค่ะ ประมาณเป๊กเล็กๆ หลับสนิทเลย อิอิ 

พอลงจากเครื่องก็ออกไปเอากระเป๋า เดินตามทางไปเรื่อยๆ สภาพสนามบินก็เก่าประมาณดอนเมือง เห็นคนที่เกทมากมาย  ลักษณะของการขึ้นลงสายการบินในประเทศของที่อเมริกานั้นเหมือนท่ารถค่ะ คือคนขึ้นเครื่องกับคนออกเครื่องใช้ทางเข้าออกเดียวกันเลย เพราะฉะนั้นเวลาเราเดินออก ก็จะเจอคนที่กำลังจะรอเข้า นั่งรออยู่กันเป็นแถว  (ไม่เหมือนที่ดอนเมือง ที่คนออกจากเครื่อง (arrivals) จะมีทางเดินต่างหากไปที่สายพานรับกระเป๋า ไม่เจอกับคนที่กำลังจะขึ้นเครื่องที่เกท (departures)) สมัยก่อนก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ ๑๑ กันยา  คนมาส่งหรือมารับสามารถมารอบริเวณเกทได้เลย แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้วค่ะ เฉพาะผู้เดินทางที่ผ่านการตรวจแล้วเท่านั้นถึงจะมาบริเวณเกทได้ 

พอไปถึงสายพาน ก็ประมาณ ๕ โมงเย็นแล้ว มองไปก็เป็นประตูทางออก เห็นรถแท็กซี่ กับรถส่วนตัวที่มารับส่งผู้โดยสารเลย (ช่วงนี้ลืมถ่ายรูป เพราะมัวแต่มองหาน้องที่จะมารับ)  ตอนไปถึงสายพาน ของยังไม่มา ก็เลยไปหารถเข็นก่อน ปรากฎว่าต้องเสียตังค์ คันละ ๓ เหรียญ แถมรับแต่แบงค์ย่อย ๑ เหรียญอีกต่างหาก แต่รับบัตรเครดิตด้วย ดิฉันลองใช้บัตรที่เป็นแบบ smart card ไปรูด มันไม่รับ เลยลองใช้แบบแถบแม่เหล็ก คราวนี้ใช้ได้ ก็รีบลากรถเข็นผ่านที่ล๊อกแม่เหล็กออกมา เดี๋ยวอดค่ะ  (จนปัจจุบันลองเช็คสเตทเมนท์ของบัตรเครดิตดูแล้ว ยังไม่คิดตังค์เลยค่ะ)

เสร็จแล้วก็ไปยืนรอต่อ..เอ..สงสัยจะมารับเราไหมหว่า เพราะยังไม่เจอน้อง ๒ คนที่จะมารับเลย ดิฉันไม่เคยเห็นเขา แต่เคยส่งรูปตัวเองไปให้ดู ^ ^ แต่ดูแล้วก็ไม่มีใครมากัน ๒ คนแล้วมาถามหาคนที่สายพานเลย  เริ่มคิดแผนสองในหัวแล้วว่าจะต้องไปหาโทรศัพท์โทรหาน้องเขา จริงๆ แล้วตัวเองเตรียมบัตรโทรศัพท์ (calling card) ไปจากเมืองไทย แต่ดันใช้ไม่ได้ (ลองโทรที่ดีทรอยท์) เพิ่งมาใช้ได้ตอนหลังตอนอีเมล์ไปแจ้งฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์เขาแล้ว

พอกระเป๋ามาหมดเรียบร้อย ก็เข็นรถไปถามประชาสัมพันธ์ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับสายพานแหละค่ะ ถามเขาว่า"ตรงนี้เป็นทางเข้า/ออกอันเดียวของนอร์ทเวสท์หรือเปล่า" เขาก็บอกว่า "ใช่ ถ้าเป็นที่นี่ ของนอร์ทเวสท์มีที่เดียว"  เอาล่ะซิ... ก็เลยถามต่อว่า"มีโทรศัพท์ที่รับบัตรเครดิตแถวนี้ไหม" เขาตอบว่า"ไม่มี" ก็เลยถามต่อว่า"แล้วมี Pay Phone หรือโทรศัพท์สาธารณะไหม"  เขาแทบไม่รู้เลย แสดงว่ามีการใช้หรือมีคนถามเรื่องนี้น้อยมาก สุดท้ายก็บอกว่า"มีเครื่องนึงแถวๆ ร้านกาแฟ ให้เดินไปตามทางตรงนั้นตรงนี้"  แต่ตอนนี้ปัญหาคือไม่มีเศษสตางค์หยอดเหรียญ ก็เลยเดินไปซื้อลูกอมเพื่อแตกเหรียญ  ตอนกำลังซื้ออยู่นี่เอง น้องที่มารับเขามาถึงพอดี ปรากฎว่าเขาไปจอดรถอีกที่นึง เพราะหาข้อมูลประตูทางออก กับสายพานที่ดิฉันต้องไปรับของไม่เจอ

สวัสดีทักทายกันเรียบร้อย ดิฉันก็ใจชื้น ไม่ต้องนั่งแท็กซี่ไปเอง ซึ่งคงจะลำบากมาก เพราะต้องไปที่ๆ เราไม่เคยไป ทิศทางไม่ค่อยรู้ แต่พิมพ์แผนที่บ้านที่จะพักจากกูเกิลแมปเตรียมไว้แล้ว เผื่อยังไงๆ จะได้ไปเองได้

หลังจากนั้นน้องสองคน (เป็นนายทหารมาเรียนปริญญาเอกทั้งคู่) ก็พาไปที่รถ แล้วก็คุยกันไปเรื่อยๆ เพราะน้องเขาอยู่โยธาเหมือนกัน อัธยาศัยดีมาก แล้วเขาก็รู้จักบ้านที่ดิฉันจะไปพัก เพราะที่บ้านมีน้องคนไทยเช่าห้องอยู่หนึ่งคนแล้ว เขาเคยไปมาหาสู่กันมาก่อน

ก็เลยคุยกันว่าให้ไปส่งดิฉันเอากระเป๋าไปเก็บก่อน แล้วค่อยไปหาอาจารย์ (ที่เป็นโฮสตอบรับการไปทำวิจัยเที่ยวนี้) เพราะอาจารย์บอกว่าเย็นนี้มีสอนถึงทุ่มครึ่ง ตอนขึ้นรถออกจากสนามบินก็ประมาณเกือบ ๖ โมงเย็นแล้วล่ะค่ะ ขับรถออกจากเขต ดีซี ไปคอลเลจ พาร์คนั้นไม่ไกล แต่อาจเจอรถติดเพราะคนออกจากเมืองกลับบ้านที่อยู่นอกเมืองน่ะค่ะ  พอ ๖ โมงครึ่งก็ึถึงบ้านที่จะพักแล้ว ปรากฎว่าเจ้าของบ้านที่จะให้เช่าไม่อยู่ ทั้งๆ ที่ดิฉันแจ้งแล้วว่าจะมาประมาณกี่โมง คราวนี้เข้าบ้านไม่ได้ เพราะไม่มีกุญแจ (ลืมบอกว่าห้องที่พักเป็น Half Basement คือใต้ถุนบ้านนั่นเอง แต่มีหน้าต่าง เ้จ้าของบ้านอยู่ชั้นบน เป็นบ้านชั้นเดียวมีใต้ถุน) น้องคนไทยที่อยู่บ้านหลังนี้ก็ยังไม่กลับจากที่ทำงาน (ที่มหาวิทยาลัย) 

น้องคนที่มารับก็เลยโทรหาน้องที่อยู่บ้านเดียวกัน นัดหมายกันว่าจะไปเจอที่โรงเรียน แล้วก็เลยจะไปหาอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยก่อน แล้วไปรับน้องมาด้วยกันจะได้เข้าบ้านได้  สุดท้ายก็เลยไปหาอาจารย์ที่ออฟฟิส น้องเขาเช็คผ่านเน็ตไร้สายที่โรงเรียน หาห้องเรียนที่อาจารย์สอนอยู่ให้ แล้วก็ไปรอที่หน้าห้อง ตอนเดินไปเดินมานี่แหละ หนาวชะมัด เกิดอาการ Thermo shock เล็กน้อย ฟันกระทบกันกึกๆๆๆ แบบควบคุมไม่ได้เลย ตลกดีค่ะ

รออาจารย์สักครึ่งชั่วโมง ทุ่มครึ่งแกสอนเสร็จ ก็ออกมาทักทาย แล้วก็นัดหมายกันว่าให้มาพบอีกทีวันศุกร์ ให้ไปพักก่อน แล้วก็ให้ไปติดต่อที่มหาวิทยาลัยเพื่อแจ้งการมาถึง ทำบัตรประจำตัวของมหาิวิทยาลัย เปิดบัญชีธนาคาร ฯลฯ ก่อน อาจารย์เขายุ่งๆ ด้วย บอกว่าวันศุกร์ถึงจะเข้ามหาวิทยาลัยและจะอยู่ในออฟฟิสทั้งวัน

 

Umcp1

ธงสีฟ้าคือตำแหน่งที่บ้าน ส่วนจุดสีแดงคือที่ทำงานเป็นตึกคณะวิศวฯ ตึกหนึ่งที่ภาควิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อมอยู่ ใช้เวลาเดินสัก ๑๐ นาทีได้ค่ะ ส่วนที่เห็นเป็นแก้วน้ำกับเบอร์เกอร์คือร้านเซเว่นค่ะ เป็นภาพจากกูเกิลแมป

จากนั้นน้องเขาก็พาดิฉันไปที่บ้านพัก ไปเอากระเป๋าเข้าบ้าน คราวนี้กลับไปก็เจอเจ้าของบ้าน (เป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยเหมือนกัน) เขาก็เอากุญแจอะไรให้เรียบร้อย ดิฉันก็จ่ายตังค์ที่เตรียมมาเป็นค่าบ้าน แต่ปรากฎว่าเข้าใจผิด เตรียมมาไม่พอ เขาก็บอกว่าไว้วันหลังค่อยให้  ก็เลยบอกเขาว่าเดี๋ยวขอเปิดบัญชีเพื่อเอาเงินสดออกมาจากเช็คที่ได้รับก่อนแล้วจะเอาที่ยังขาดอยู่มาให้ เขาก็บอกได้ 

หลังจากนั้นน้องก็พาไปทานอาหารเกาหลี (ตอนแรกก็ไม่อยากไป เกรงใจ แต่คิดดูแล้วก็ต้องกิน ไม่งั้นคงแย่อยู่)  ร้านนี้อร่อยดีค่ะ เสียดายที่เหนื่อยจากการเดินทางเลยกินได้น้อยไปนิด อิอิ  กิมจิกับเครื่องเคียงเยอะดี ผักสดก็อร่อยค่ะ พูดแล้วหิวเลยนะเนี่ย ^ ^ 

กว่าจะมาเข้าที่พักอีกทีก็ ๓ ทุ่มกว่าแล้ว มาถึงก็พยายามจัดกระเป๋า จัดไม่สำเร็จเพราะง่วง ก็เลยไปอาบน้ำก่อน แล้วก็รีบมาเปิดเครื่องคอมพ์หาสัญญาณ เผื่อมี ปรากฎว่ามีสัญญาณอ่อนๆ มาจากไหนไม่รู้ เลยได้อานิสงส์ใช้ที่บ้านได้มาจนทุกวันนี้แหละค่ะ ได้สัญญาณก็รีบเขียนอีเมล์ไปบอกน้องสาวแล้วก็เขียนหาน้องสาวผ่านกูเกิลคาเลนดาร์ (มันจะไปเตือนที่มือถือน้องสาว) จะได้บอกพ่อแม่ได้ว่าถึงเรียบร้อยดีแล้ว

เป็นอันถึงบ้านใหม่เสียที...แล้วจะมาเล่าต่อเรื่องที่มหาวิทยาลัย การตั้งต้นใช้ชีวิตที่อเมริการอบนี้ค่ะ  สรุปแล้วออกเดินทางตั้งแต่วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ เวลา ๖ โมงเช้า (ถ้านับตั้งแต่ออกจากบ้านก็ตีสาม) มาถึงห้องพักตอนราวๆ ๓ ทุ่มวันที่ ๑๙ เหมือนเิดิม เพราะฉะนั้นใช้เวลาไปประมาณ ๒๗ ชั่วโมง door-to-door บ้านเก่า สู่บ้านใหม่ชั่วคราวหลังนี้ค่ะ