ถึงแม้นยามรัตติกาลจักเคยสร้างความสุข (สลับกับความทุกข์) อย่างแสน อุกฤต ให้กับเรา แต่ความสุข (ความทุกข์)นั้น เป็นภาวะที่สถิตเสถียรกระนั้นหรือ ความสุข(ความทุกข์) เพียงชั่วข้ามคืนแห่งโลกียะ หรือจะมาเทียบเท่าความสุขสถาวรแห่งโลกุตรธรรมได้
ราตรี : เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี
อินทรวสันตดิลกฉันท์
ราตรีก็แม่นมี........ขณะดีและร้ายปน
ไป่ผิดกะคนคน......คุณ(ะ)โทษประโยชน์ถม
ราตรีกลีกล(ะ)พิโรธ.......หฤโหดคระหึมลม
มืดตื้อกระพือพิรุณ(ะ)พรม.......และฤเราจะแยแส
ราตรีดิถีสุข..........นิรทุกข์ประเทืองแด
ฟ้างามอร่ามแล.........ระกะ ดฺอก กุดั่นหาว
โสมส่องสนองชุษณปักษ์.......ศุภลักษณ์ลำยองคราว
ยั่งยิ้ม ณ ริมพิภพ(ะ)ราว.........ทิพลาภบำเรอเรา
พิณฟ้า ณ ราตรี........ธรณีสุโนกเนา
ส่งเสียงประสานเสา-......วสภาพ พะนอสรวง
กลิ่นหล้านภาจร(ะ)จะปรน.......สุวคนธ(ะ)บำบวง
เรณูดำรูรส(ะ) ณ พวง...........พน(ะ)พุ่มผกาไพร
น้ำค้างพะพร่างโปรย........ชล(ะ)โชยชะดอกใบ
สุมทุมชะอุ่มใส..............ชิพ(ะ)สดเสมือนหมาย
ดึกดื่น ณ พื้นอุทย(ะ)ทิศ........สุริย์ฤทธิแพร่งพราย
ดาวเดือนก็เลือนรชนิ หาย.......ระพิจ้าทิวาแทน
ค่ำคืนระรื่นรัก............สุข(ะ)จักประจักษ์แสน
ราตรีฉะนี้แดน...........มธุรสธำรงเรือน
จริงหรือจะรักรมย(ะ)สุข.......นิรทุกข์ระทมเยือน
โลฃกียสุขสุข(ะ)เสมือน.......สุข(ะ)โลกอุดรหรือ?
คำฉันท์บทนี้ ผู้เขียนท่องจำได้ตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษา อ่านแล้วแปลความไม่ได้ แต่สนใจที่จะท่องจำ เพราะจับใจกับคำที่อ่านไม่รู้เรื่อง อ่านแบบไม่รู้คณะฉันท์ สิบกว่าปีต่อมา ย้อนกลับไปอ่าน ฉันท์ บทนี้อีกครั้ง พบปรัชญาหลายประการซ่อนอยู่ในฉันท์บทนี้
ช่วงเวลายามค่ำคืนนั้น มีทั้ง ช่วงเวลาที่ดี และช่วงเวลาที่เลวร้าย มีทั้งคุณและโทษ เสมือนกับชีวิตของมนุษย์ปุถุชน อันได้แก่
ยามเทพเจ้าแห่งรัตติกาลสำแดงความพิโรธโกรธเกรี้ยวบันดาลให้บังเกิดพายุใหญ่พัดกระพืออย่างโหมกระหน่ำ เสกสายฝนหล่นเทเป็นสาย (ซึ่งเปรียบได้กับชีวิตของมนุษย์ ยามเมื่อต้องประสบพบเจอกับอุปสรรคอันถาโถม สร้างความหม่นหมอง ในจิตใจ เหลียวไปทางใดก็พบแต่ความคว้างเคว้งหดหู่ ปนเปกับความหวั่นไหวหวาดวิตก)
แต่ดูเถิดเมื่อยามรัตติกาล อยู่ในสภาวะปกติ (normalization) ท้องฟ้าเต็มไปด้วย ดวงดาว (ดอกกุดั่นหาว) อันสุกสกาวรายล้อมดวงจันทรา คราข้างขึ้น (ชุษณปักษ์)
แหงนมองดูดวงจันทรา คล้ายกับว่าดวงจันทรากำลังยั่วยิ้มให้แก่เรา ช่างแสนงดงามยิ่งนัก เหล่านกการ่ำร้องขับขานปานประหนึ่งเสียง พิณ จากสรวงสรรค์
มวลหมู่บุปผชาตินานาพรรณ ส่งกลิ่นหอมฟุ้งจรุงใจ น้ำค้าง หยุดใสๆ พร่างพราว ปรายโปรยกลอกกลิ้งอยู่ตามใบไม้ น้ำค้างใสๆยามเมื่อต้องแสงจันทร์ ก็พลันระยิบระยับจับนัยน์ตา หมู่พรรณพฤกษาดูสดชื่น เขียวชะอุ่มชุ่มชื้น งดงาม (ซึ่งเปรียบได้กับชีวิตมนุษย์ยามเมื่อประสบกับความสำเร็จในชีวิต มองไปทางใด ก็พบแต่สิ่งงดงามจรุงใจ )
หากแต่เมื่อแสงอรุโณทัยไขแจ้งจากบูรพทิศ ปวงเดือนดาวทั้งหลายก็เลือนลาลับลงเสียสิ้น (เปรียบได้กับชีวิตของมนุษย์ที่กำลังใกล้ถึงวาระสุดท้าย สุขและทุกข์ ที่ได้ประสบพอเจอนั้น ก็ล้วนแต่เป็นเพียงมายาคติ (Mythologies) สิ่งที่จะทำให้เรารู้แจ้งเห็นจริงในความสุขและความทุกข์ ก็คือ ลำแสงแห่ง ธรรมาทิตย์ ลำแสงแห่ง ธรรมาทิตย์ นี้จะคอยปลุกเร้าเราให้ตื่นฟื้นจากความสลัวลางท่ามกลางยามรัตติกาล ได้โดยสิ้นเชิง )
ถึงแม้นยามรัตติกาลจักเคยสร้างความสุข (สลับกับความทุกข์) อย่างแสน อุกฤต ให้กับเรา แต่ความสุข (ความทุกข์)นั้น เป็นภาวะที่สถิตเสถียรกระนั้นหรือ ความสุข(ความทุกข์) เพียงชั่วข้ามคืนแห่งโลกียะ หรือจะมาเทียบเท่าความสุขสถาวรแห่งโลกุตรธรรมได้
พอเขียนถึง ฉันท์ เรื่อง ราตรี ก็ทำให้ผู้เขียน นึกถึงผลงานอีกชิ้นหนึ่งของท่าน เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี
เพื่อนท่านหนึ่งของผู้เขียนเคย ร้องเพลง คิดถึง เธอเล่าว่า เพลงนี้ ประพันธ์โดย เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เธอร้องเพลงนี้ให้ผู้เขียนฟังในยามรัตติกาล ซะด้วยซี ท่วงทำนองฟังแล้วช่างโหยหวนพิกล ก็ทำนองมันเป็นอย่างนั้นเอง เธอว่า
http://www.freewebs.com/payear04/Kittkun_KidTeung.wma
สวัสดีครับ
สวัสดีค่ะ
- ตามเข้ามาดูยามราตรี
- ได้ฟังเพลงด้วยไพเราะและโหยหาสำหรับคนโหยหานะคะ
- บ้างครั้งเราอ่านอะไรไม่รู้เรื่องแต่เราก็ชอบ
-ต่อเมื่อโตขึ้น......วุฒิภาวะเข้าถึง......เราจึงเข้าใจ
- มีปัญหามาฝากให้วิเคราะห์ค่ะ
- ถ้าวิเคราะห์ถูกใจคนทาย...มีรางวัลให้..เน้น...รางวัล....นะคะ
- ปัญหา
มีคำกล่าวว่าพระเวสสันดรเป็นบุคคลที่เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ.....เห็นได้จากการบริจาค ลูก เมีย ...( เป็นความเดือดร้อนของผู้อื่น )....เพื่อให้ตนเข้าถึงโพธิญาณ.....
โลกสวยราวเนรมิตร ประมวลเมืองแมน
ลมโชยกลิ่นมาลา กระจายดินแดน
เรียมนี้แสนคะนึง ถึงน้องนวลจันทร์
งามใดหนอจะพอทัดเทียบ เปรียบน้อง
เจ้างามต้องตาพี่ ไม่มีใครเหมือน
ถ้าหากน้องอยู่ด้วย และช่วยชมเดือน
โลกจะเหมือนเมืองแมน แม่นแล้วนวลเอย
ทำไมเขาเรียกผู้หญิงสมัยก่อนว่า...แม่นั่น แม่นี่นะคะ ....เช่นแม่เกด
คงแบบเดียวเรียกผู้ชายว่า พ่อนั่น พ่อนี่
สวัสดีอีกรอบครับ
ยินดีครับ ว่างๆ มาเขียนกลอนดีกว่านอนเปล่าๆ
เรื่องพระเวสสันดร เป็นปัญหาสนุกคิดมาทุกสมัย
และคนก็คิดไปแนวเดียวกัน ซึ่งมีอยู่้ไม่กี่แนว
ความคิดนี้มีมานับสองพันปีถ้าเคร่งครัดตามคัมภีร์ก็สองพันห้าร้อยปีถ้ามองอย่างนักวิเคราะห์วรรณคดี ก็ตั้งแต่มีพระไตรปิฎกเ้ป็นอย่างน้อย
เคยเรียนในห้องเรียน ถกประเด็นนี้ ท่านอาจารย์ (มหาเปรียญ ๙ พ่วงท้ายด้วย ดุษฎีบัณฑิต ด้านปรัชญาอินเดีย) ว่า อย่าเอาความรู้ตื้นๆ ของเราไปตัดสินปัญญาของอริยบุคคล หน้าม้านไปตามๆ กัน
การสร้างมหาทานถือเป็นบุญแก่ตน (ทำทานแล้วได้บุญ ไม่ใช่ทำบุญ ทำทาน) และแก่มหาชน เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้..
ทรงใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญบารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า
มารวมเวลาทั้งหมด ๒๐ อสงไขยกำไรแสนกัป
เป็นระยะเวลา ๗ อสงไขยกำไรแสนกัป
เป็นระยะเวลาอีก ๙ อสงไขยกำไรแสนกัป
สุดท้ายนับแต่ทรงได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรก
จนกระทั่งตรัสรู้สำเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณ
เป็นระยะเวลาอีก ๔ อสงไขยกำไรแสนกัป
โดยสรุป ไม้บรรทัด ที่พระโพธิสัตว์แต่ละพระองค์ทรงสร้างขึ้นใช้เวลานานมากๆ ครับ ความถี่ห่าง ความหยาบ ความละเอียด อาจต่างกันไปบ้าง ขึ้นอยู่กับเราที่จะเลือกนำไปใช้ครับ