วันเสาร์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ คณะบุคคลคือ แม่ อา แอม และเอก หลังจากจัดเตรียมอาหารเที่ยง-เย็นนำขึ้นรถกระบะเป็นที่เรียบร้อย จัดการดูความเรียบร้อยของบ้านเช่น ประตู หน้าต่าง น้ำ ไฟ ปิดเป็นที่เรียบร้อยดีหรือยัง จากนั้นจึงขึ้นไปนั่งประจำที่บนรถและเดินทางออกจากหาดใหญ่มุ่งหน้าไปรับสมาชิกอีกหลายคนที่บางเหรียง อำเภอควนเนียง เมื่อไปถึงบ้านแม่เฒ่า บรรดาหลานๆและน้าๆ ต่างยกของที่เตรียมไว้ขึ้นไปวางไว้บนรถให้เป็นระเบียบ เหลือที่ว่างไว้นั่งด้วย เกือบเที่ยงจึงมุ่งหน้าลัดเลาะไปตามถนนลูกรังออกถนนราดลางและเจอถนนใหญ่ เป้าหมายคือแหลมสมิหลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา รวมคณะบุคคลที่ไปด้วยเป็นจำนวน ๑๒ ชีวิต มีเด็กตัวเล็ก ๑ คน แต่รอบนี้แม่เฒ่าไม่ได้ไปด้วย เพราะเจ็บตา หลังจากไปลอกตาที่ มอ.เมื่อวาน

                เมื่อไปถึงที่หมาย ต่างคนต่างขนของลงจากรถ บางคนถือถังแก๊ส บางคนถือสื่อและหมอน บางคนถือหม้อข้าว และอาหารต่างๆ เช่นกุ้งลวก หอย ปลาหมึกแห้ง ยำถั่วพู เป็นต้นที่เราเตรียมไว้โดยไม่ต้องไปซื้อกินที่แหลมชายหาดใต้ป่าสน "แหลมสมิหลา"

                เราหาที่เหมาะๆ ใต้ร่มสนแห่งหนึ่งได้ จากนั้นจึงปูเสื่อ วางของต่างๆให้เป็นระเบียบ หลายคนไม่ได้กินข้าวเช้า "หิวตาลาย" จึงตั้งวงกินอาหารกันก่อน "จะกินข้าวหรือกินขนมจีน" "กินขนมจีนดีกว่า" เอกตอบคำถาม และเปรยออกไปว่า "ขนมจีนเคี้ยวง่ายกว่าข้าว" แอมจึงหยิบจานไปตักขนมจีนราดน้ำยา และผัก ต่างคนต่างกินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย คงไม่ใช่เฉพาะกลุ่มบุคคลที่กล่าวถึงนี้เท่านั้น หากกวาดสายตามองไปรอบๆ ป่าสนเลียบชายหาดจะเห็นแต่ละกลุ่มบุคคลมากหน้าหลายตาก็นั่งกินข้าว พักผ่อนหย่อนใจ ผู้หญิงบางคนมีผ้าบางสีดำคลุมศีรษะ บางคนลงไปเล่นน้ำทะเลแล้ว แต่กลุ่มของเรายังคงกินอาหารและคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน "วันนี้คือวันพักผ่อน"

                หากจะพิจารณาจะสิ่งที่มองเห็นนี้จะพบว่า อันที่จริงคนต้องการธรรมชาติ ต้องการต้นไม้ ต้องการสายน้ำ ต้องการอากาศดีๆ แต่แปลก "ทำไมคนจึงทำลายสิ่งดีๆ เหล่านี้ไปเสีย"

                แมน เป็นผู้ทำหน้าที่ย่างหอยแครง และปลาหมึกแห้ง น้าเป็ด น้าแก้ว จัดแบ่งกุ้งลวกแจกจ่ายไปตามวง ส่วนฟิวเจอร์คือเด็กเล็กสุดในทีม เดี๋ยววิ่งไปซบคนโน้น เดี๋ยวซบคนนี้

                หลังจากกินข้าวต่างคนต่างพักผ่อน น้าเป็ดและฟิวเจอร์ไปซื้อตุ๊กตามาระบายสี รอจนบ่ายสามโมงเห็นจะได้ อาแก้วจึงนำลงไปชายหาด เอกเปลี่ยนจากกางเกงกีฬาสีดำเป็นกางเกงขาก๊วย แต่คนบ้านนี้เขาเรียกว่ากางเกงเล ฟิวเจอร์เปลี่ยนจากชุดสวยสีฟ้าเป็นชุดว่ายน้ำ โดยพ่อคือ "ป้อม" เป็นผู้เปลี่ยนให้ จากนั้นจึงวิ่งตามอาแก้วลงไปชายหาด เอกวิ่งตามไปด้วย

                ณ ริมหาด เอกและฟิวเจอร์ช่วยกันก่อกองทรายขึ้นเป็นภูเขา อาแก้วเดินมาสมทบด้วยโดยทำเป็นอุโมงค์ แต่แล้วไม่นานคลื่นทะเลก็ซัดขึ้นมาทำให้สิ่งที่ก่อสร้างมากับมือมีอันต้องพังและสลายไปกับน้ำทะเล นี่กระมัง "สรรพสิ่งเกิดขึ้นแล้วดับไปเป็นธรรมดา" "สรรพสิ่งจะเป็นไปอย่างไร ขึ้นกับเหตุปัจจัย" รูปร่างภูเขาทรายเกิดจากการก่อขึ้นของสองมือ ภูเขานี้พังทลายลงเพราะน้ำทะเล น้ำทะเลที่สาดซัดขึ้นมาเพราะลม ลม........ฯลฯ ความเป็นเหตุปัจจัยของกันและกันทำให้เกิดสิ่งหนึ่ง จากสิ่งหนึ่งทำให้เกิดอีกสิ่งหนึ่งไม่มีวันจบสิ้น

                แต่แล้ว เราก็ก่อทรายขึ้นใหม่ สร้างเป็นเมืองมีคูล้อมรอบ มีกำแพงเพื่อกั้นน้ำทะเล มีทางเดินจากภูเขาทรายลูกหนึ่งไปสู่อีกลูกหนึ่ง แต่...ก็พังลงด้วยน้ำทะเลในอีกไม่นาน ถ้าอย่างนั้นก็เล่นอย่างอื่น เมื่อน้ำมาก็ขุดทรายให้เป็นบ่อ ปรากฏว่า ยิ่งขุดลึกเท่าไร ทรายรอบบ่อก็ถล่มลงมาให้กลายเป็นบ่อตื้นเท่านั้น "น้ำกับดินนี้แปลกดี"

                เราเปลี่ยนจากการเล่นทรายเป็นการเล่นคลื่นในทะเล อาแก้วจับมือฟิวเจอร์วิ่งออกไปในทะเล แต่คงไปไกลไม่ได้เนื่องจากฟิวเจอร์ยังเล็กเกินจะออกไป เสียงฟิวเจอร์ร้องหวีดหวายอย่างสนุกสนานตามประสาเด็ก ไม่นานแมน ตั้ม ศักดิ์ ป้อมก็มาร่วมสมทบด้วย เขาเอาฟุตบอลมาด้วย มีกลุ่มอื่นมาสมทบเพื่อเล่นฟุตบอลชายหาด ในกลุ่มนั้นมีชายชาวต่างชาติคนหนึ่งรวมอยู่ด้วย เล่นฟุตบอลจนเหนื่อยแล้วเลิกราลงไปเล่นคลื่น จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็น "ลิงชิงบอล" "ตี่จับ" "เต่ย" "หมากแหมด" ผสมกับการลงไปเล่นคลื่นในทะเล เรียกว่ารากแทบแตกกันทีเดียว  

                ข้อค้นพบเกี่ยวกับการเล่นคลื่น เราต้องทำตัวให้เป็นเป็นตามแรงคลื่น หากคลื่นยกตัวสูงเราต้องกระโดดสูงด้วย หากคลื่นดูด เราต้องปล่อยให้คลื่นดูด แต่ไม่ปล่อยตัวทั้งหมด กรณีที่ยืนปะทะกับคลื่นมีแต่จะเจ็บตัว บางคนถึงกับเจ็บก้น เมื่อโดนคลื่นซัดล้มก้นกระแทกพื้นทราย บางคนถูกคลื่นซัดที่น่าอกถึงกับจุก จากข้อค้นพบนี้สามารถนำมาใช้กับรูปแบบชีวิตในสังคมได้

                แอมเปรยให้ฟังว่า "คลื่นที่แหลมสมิหลาไม่ใหญ่เท่าคลื่นที่เกาะเสม็ด น้ำที่เกาะเสม็ดจะใส่กว่า ทรายขาวละเอียดนิ่มมากๆ แตกต่างจากที่แหลมสมิหลานี้" "ก็เกาะเสม็ดอยู่กลางทะเล น้ำย่อมใส่กว่า ทรายก็ดีกว่าอยู่แล้ว" อาแก้วร่วมสมทบ เอกกลับคิดในใจว่า "เกาะเสม็ดไม่ใช่เมืองไทย" ทำให้ย้อนนึกถึงคำพูดของแอมขณะที่นั่งกินข้าวเที่ยง เธอมองเห็นผู้หญิงขี้เหร่ทั้งจิตใจและร่างกายคนหนึ่ง จูบกับชายต่างชาติคนหนึ่งท่ามกลางวงของญาติตัวเอง "ดู..เขาทำได้อย่างไร เด็กๆก็นั่งอยู่ด้วย" เอกพูดต้านขึ้นว่า "ปล่อยเขาไปเถอะ หญิงคนนั้นคงพยายามแล้ว" "ดูสิ พ่อกับแม่ของเขาก็นั่งอยู่ด้วย ยังไม่อายเลย ทำไมพ่อกับแม่เขาไม่พูดอะไรบ้าง" "แหม จะให้พูดอะไรล่ะ ก็เขาเป็นคนเลี้ยงพ่อกับแม่นี่นา....เรื่องบางเรื่องคงกลืนไม่ได้คายไม่ออก" "ดูสิ..จูบอีกแล้ว" "ช่างเขาเถอะ" เอกพึมพำ แต่ในใจกลับนึกถึงภาพสุนัขที่เคยสังเกต สุนัขจะเลียปากอีกตัวหนึ่ง โดยไม่รู้ว่าทำไมต้องเลียปาก หรือว่านั่นคือการจูบกันของสุนัขที่พร้อมจะผสมพันธุ์ และให้นึกแปลกใจว่า ทำไมคนต้องจูบกัน และสิ่งที่คนน่าจะแตกต่างจากสุนัขคือ การผสมพันธุ์กันในที่ลับหูลับตามีที่มุงบังมิดชิด แต่นั่นแหละ ใครถืออะไรไว้ก็หนักสิ่งนั้น ถ้าไม่ถือก็ไม่หนักอะไร ฝรั่งเขาอาจไม่ถือในสิ่งที่คนไทยถือก็เป็นได้ โลกใบนี้มีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ อย่างไรก็ตามนั่นคือ "ปรากฏการณ์สังคม"

                เมื่อตะวันเริ่มจะลับขอบฟ้า เราเดินออกจากชายหาดไปอาบน้ำเปลี่ยนผ้าในสถานที่บริการแห่งหนึ่ง ๑๐ บาท/คน มีคนไปใช้บริการอีกจำนวนมาก จากนั้นจึงเก็บของขึ้นรถกระบะและเตรียมไปนั่งกินอะไรๆใต้แสงไฟนะสถานที่อีกแห่งหนึ่งของอำเภอเมืองสงขลา

                "เล่นน้ำทะเลวันนี้สนุกดีแต้ๆ แหลมสมิลา"