"คนรวยกับคนจน ใครได้รับประโยชน์จากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามากกว่ากัน?"

ภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่นำปรัชญาการสร้างสุขภาพเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพขั้นพื้นฐานโดยเท่าเทียมกัน โดยไม่ให้ความแตกต่างระหว่างฐานะ สังคม หรือความห่างไกลจากเมือง มาเป็นอุปสรรคจากการเข้าถึงการรับบริการสุขภาพ

 ซึ่งจากปรัชญาของการสร้างหลักประกันถ้วนหน้านั้น สอดคล้องกับหลักของความเป็นธรรมด้านสุขภาพ" Equity in health" ที่ให้คำนิยามโดย  The International Society for Equity in Health (ISEqH) 2001 คือ "  the absence of systematic and potentially remediable differences in one or more aspects of health across population groups defined socially, geographically, or demographically"

แต่จากสภาวะสังคมเศรษฐกิจในปัจจุบันที่เป็นคนรวยมีอำนาจและมีบทบาทในสังคม และมีโอกาสในการเลือก สินค้า บริการ ได้มากกว่าคนจน เมื่อย้อนกลับมามองปัญหาระบบสาธารณสุขในเรื่องของความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนในการเข้ารับบริการสาธารณสุข โดยที่รัฐบาลในอดีตตั้งแต่สมัยม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ มีโครงการ สปร. เพื่อช่วยเหลือคนจน และความพยายามของรัฐบาลในสมัยต่อมา นั้นยังพบปัญหาความความแตกต่างนี้อยู่ จนกระทั่งในสมัยรัฐบาล "30 บาทรักษาทุกโรค" หรือ "หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า" จากการเปลียนแปลงรูปแบบของระบบสุขภาพครั้งนี้ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ได้เขียนบทความถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่า "เป็นการคืนหัวใจสู่ระบบสุขภาพ"  โดยหลักปรัชญาของการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เมื่อสำรวจความคาดหวังจากมุมมองของประชาชน ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุข และบุคลากรสาธารณสุข ว่าจะทำให้เกิดความเป็นธรรมในระบบสุขภาพมากขึ้น

จากแนวคิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า....สู่การปฏิบัติจริง

จากการข้อมูลการศึกษาของ ภูษิต ประคองสาย (2550), สุพล ลิมวัฒนานนท์ (2548)  และ จิตปราณี วาศวิท (2547) พบผลการศึกษที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ คนจนมารับบริการที่สถานพยาบาลระดับปฐมภูมิมากขึ้น คือที่สถานีอนามัยและโรงพยาบาลชุมชน และเมื่อวิเคราะห์ถึงการได้รับประโยชน์จากบริการของรัฐ พบว่า คนจนได้รับประโยชน์จากบริการของรัฐมากกว่าคนรวย โดยเฉพาะการรับบริการที่สถานีอนามัยและโรงพยาบาลชุมชน เมื่อพิจารณาจากข้อมูลนี้ดูเหมือนว่า คนจนจะได้รับประโยชน์จากการรับบริการภาครัฐมากกว่าคนรวย

เมื่อศึกษาในมิติของคุณภาพบริการในเรื่องการได้รับยาระหว่างคนรวยและคนจน ในเรื่องการได้รับยาปฏิชีวนะในกลุ่มที่ติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน ในกลุ่มโรคที่จำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะ คือ ในกลุ่มโรค Pharyngitis และ Laryngitis   เปรียบเทียบระหว่างระบบหลักประกันสุขภาพนั้นไม่พบความแตกต่างในการสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะระหว่างหลักประกันสุขภาพ แต่เมื่อศึกษาการสั่งใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มโรคที่เกิดจากไวรัส พบว่า...ในภาพรวมทุกหลักประกันสุขภาพมีการสั่งใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มอาการ Flu ร้อยละ 36 และสั่งจ่ายยาในกลุ่ม common cold ร้อยละ 10 และเมื่อแยกต่อตามกลุ่มสิทธิประโยชน์ พบว่า กลุ่มผู้ที่ใช้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คิดเป็นร้อยละ 37 ของการสั่งใช้ยาทั้งหมด ถือเป็นกลุ่มที่สั่งใช้ยาปฏิชีวนะให้น้อยทีสุด เมือเปรียบเทียบกับกลุ่มข้าราชการและผู้ที่จ่ายเงินเอง จากข้อมูลนี้จะเห็นว่า คนจนมีแนวโน้มที่จะได้รับยาเหมาะสมมากกว่าคนรวย (สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข,2550)

ในมุมมองของผู้เขียน คิดว่าถ้าเรามองในมิติของการใช้ประโยชน์จากบริการสุขภาพแล้ว คนจนได้รับประโยชน์มากกว่าคนรวยในการเข้าถึงสถานบริการปฐมภูมิ แต่เมื่อดูในมิติของคุณภาพบริการแล้ว เป็นเรื่องที่ตัดสินได้ยากว่าใครได้รับความเป็นธรรมมากกว่ากัน เมื่อดูจากข้อมูลการสั่งใชเยาปฏิชีวนะ เพราะเป็นข้อมูลจาก first diagnosis ไม่ได้ติดตามอาการเปลี่ยนแปลงหลังจากนั้น คนจนอาจมีอาการเปลี่ยนแปลงจาก common cold เป็น pharyngitis ก็ได้ โดยที่กลับบ้านไปโดยไม่ได้รับยาปฏิชีวนะ หรือคนรวย กำลังจะเป็น pharyngitis อยู่แล้ว แต่อาการไม่ชัด แพทย์เลยวินิจฉัยว่าเป็น common cold ไปก่อน และได้ยาปฏิชีวนะไป ดังนั้นจึงยังไม่สามารถระบุได้ว่า ในเรื่องคุณภาพบริการ ใครได้รับความเป็นธรรม มากกว่ากัน