การศึกษาเปรียบเทียบกลยุทธ์ทางการตลาดของธุรกิจขายตรงโดยใช้การศึกษากลยุทธ์ของตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นแบบอย่างในการศึกษา พีรพัฒน์ แพงมา(2546)ได้ทำการศึกษากลยุทธ์ทางการตลาดผลติภัณฑ์อาหารเสริมในประเทศไทยโดยการสัมภาษณ์ผู้บริหารหรือผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับบริษัทที่มีการผลิตหรือการนำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในประเทศไทย โดยคัดเลือกเฉพาะบริษัทที่มีขนาดใหญ่มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตั้งแต่ 10 ชนิดขึ้นไปจำนวน 30 บริษัทเพื่อวิเคราะห์และสรุปข้อมูลเกี่ยวกับกลยุทธ์ทางการตลาด(Marketing mix strategy)ในการทำธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร พบว่า
กลยุทธ์ทางการตลาดสำหรับผู้ผลิต นำเข้า และจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แบ่งตามส่วนประสมทางการตลาด(Marketing mix) ประกอบด้วย
1.กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ เป็นการทำกลยุทธ์แบบมีคุณภาพดีได้มาตรฐาน มีผลิตภัณฑ์หลายๆชนิด หลายยี่ห้อเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ทุกอย่างตามต้องการ มีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และมีการตั้งชื่อให้จำง่ายและน่าใช้ รวมทั้งการบรรจุผลิตภัณฑ์ที่สวยงาม ทันสมัย ควบคู่กับมีข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่น่าเชื่อถือให้เกิดความมั่นใจถึงประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ต่อผู้บริโภค
2.กลยุทธ์ในด้านราคา เป็นการใช้กลยุทธ์ราคาเดียวกันทุกตลาด โดยกำหนดราคาควบคู่ไปกับต้นทุนและคุณภาพเนื่องจากกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจ คือผู้บริโภคระดับกลางถึงระดับสูงที่มีรายได้และอำนาจการซื้อสูง แต่ไม่ควรสูงเกินค่าเฉลี่ยของตลาดมากเกิน ร้อยละ 30
3.กลยุทธ์ในด้านการจัดจำหน่าย โดยช่องทางในการจัดจำหน่ายผ่านทางร้านค้าปลีกประกอบด้วยร้านขายยาที่มีเภสัชกรให้คำปรึกษาและร้านขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบบต่างๆ โดยเน้นร้านที่มีทำเลดี และมีพนักงานขายที่มีความรู้ สำหรับธุรกิจขายตรงที่มีการจำหน่ายผ่านตัวแทนขายนั้น เน้นการกระจายฐานการจัดจำหน่ายให้มากที่สุดให้ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
4.กลยุทธ์ด้านการส่งเสริมการขาย บริษัทได้ใช้กลยุทธ์แบบดึง คือร่วมมือกับร้านค้าปลีกในการจัดทำกิจกรรมส่งเสริมการจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เช่นกิจกรรมสะสมแต้มการซื้อผลิตภัณฑ์ การจัดกิจกรรมให้ลูกค้ามีส่วนร่วม ประกอบกับการจัดโชว์สินค้าในร้านให้เด่นชัด การแจกแผ่นพับ ใบปลิว มีการฝึกอบรมพนักงานขายประจำร้านให้มีความรู้สามารถถ่ายทอดแก่ลูกค้าให้เข้าใจและสนใจในผลิตภัณฑ์ สำหรับบริษัทขายตรงจะมีการจัดฝึกอบรมสำหรับพนักงานขายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงาน จัดสัมมนาลูกค้า นอกจากนี้อาจจะใช้วิธีการลดราคาสินค้าในบางช่วงเพื่อกระตุ้นการลองใช้ตามเทศกาล มีการโฆษณาผ่านทางรายการทีวีที่ให้ความรู้ นิตยสารชั้นนำทั่วประเทศ และนิตยสารเกี่ยวกับสุขภาพให้ข้อมูลทางวิชาการ และมีการจัดตั้งศูนย์Hot Lineบริการตอบปัญหาสุขภาพ
ในการค้นคว้าเพื่อให้ได้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545ทำการเปรียบเทียบกฎหมายเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคของต่างประเทศให้เห็นความต่างในบทบัญญัติของกฏหมายและแนวทางการปฏิบัติ ศิริทิพย์ แสงทอง (2549) ได้ทำการศึกษาการคุ้มครองผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545โดยเปรียบเทียบในประเด็นของสัญญา สิทธิในการบอกเลิกสัญญาและผลภายหลังการบอกเลิกสัญญา และทำการศึกษาเชิงกฏหมายเปรียบเทียบกับกฏหมายของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน กฏหมายประเทศญี่ปุ่น และกฏหมายประเทศมาเลเซีย ซึ่งผลการศึกษาพบปัญหาการคุ้มครองผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ใน 3 ประเด็นใหญ่ คือ
1.ปัญหาในเรื่องคำนิยาม
พระราชบัญัติฉบับนี้ไม่ได้มีการให้คำนิยามคำว่า “ผู้ประกอบธุรกิจขายตรง” อันเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ในทางกฏหมายตามพระราชบัญญัติ
2.ปัญหาในเรื่องการตีความ
กฏหมายไม่ได้มีการบัญญัติกำหนดหน้าที่ของผู้จำหน่ายอิสระ ตัวแทนขายตรง หรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงให้มีความชัดเจนในทางปฏิบัติในกรณีการจัดทำและส่งมอบเอกสารสัญญาซื้อขาย ทำให้ผู้บริโภคอาจไม่ได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มที่ ตลอดจนไม่มีการกำหนดหน้าที่ผู้ขายในการแจ้งสิทธิการบอกเลิกสัญญาแก่ผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับทราบสิทธิดังกล่าวเพียงพอ
3.ปัญหาในเรื่องการขาดบทบัญญัติของกฏหมายบางประการ
การที่ยังไม่ได้มีการกำหนดประเภท ราคา หรือชนิดของสินค้าหรือบริการ ที่ผู้บริโภคไม่สามารถใช้สิทธิในการบอกเลิกสัญญาได้ อาจทำให้เกิดปัญหาแก่ผู้บริโภคในการปฏิบัติในการคืนสินค้าหรือบริการที่ไม่มีความชัดเจน ซึ่งผู้บริโภคอาจถูกโต้แย้งการใช้สิทธิ
ทิพยรัตน์ มุขยวงศา (2547) ได้ศึกษาในประเด็นการบังคับใช้พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรงโดยศึกษาเฉพาะกรณีตลาดแบบตรง การศึกษาทำการเปรียบเทียบหลักกฏหมายของสหภาพยุโรป กฏหมายของประเทศอังกฤษและกฏหมายของประเทศออสเตรเลีย โดยศึกษาเฉพาะตลาดแบบตรงและสรุปเปรียบเทียบกับกฏหมายของไทย พบว่าพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545ของไทยมีปัญหาในทางปฏิบัติดังนี้
1.ประเด็นเรื่องเอกสารการซื้อขายและคำรับประกัน ที่กฏหมายกำหนดระบุเกี่ยวกับเรื่องของภาษาที่ใช้ไว้อย่างชัดเจนว่าต้องเป็น “ภาษาไทย” เท่านั้นจะเป็นภาษาอื่นไม่ได้
2.ประเด็นเรื่องการไม่มีข้อยกเว้นเกี่ยวกับการจดทะเบียนผู้ประกอบธุรกิจ
3.ประเด็นเรื่องการไม่มีข้อกำหนดยกเว้นเกี่ยวกับการใช้สิทธิคืนสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับสินค้าที่ไม่สามารถคืนให้แก่กันได้ เช่นกรณีการซื้อขายซอฟแวร์หรือ ring-toneลงมือถือ
4.ประเด็นเรื่องการไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามส่งสินค้า หรือบริการที่ผู้บริโภคไม่พึงประสงค์ ทำให้ผู้บริโภคถูกรบกวนสิทธิความเป็นส่วนตัวที่จะได้อยู่อย่างสงบ
เราควรขายตรงไม่ควรขายส่งโดยที่ไม่เห็นของ
ใช่เราควรซื้อโดยตรง
สั่งซื้อถูกกว่านะ