การเพิ่มอำนาจให้กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เป็นหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

              คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเป็นองค์การที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

พ.ศ.2540  เพื่อที่จะดำเนินงานเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชน    ซึ่งในรัฐธรรมนูญ 2550  ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน  จึงนำมา  เป็นประเด็นในการแสดงความเห็น 2 ประเด็น   คือ

1.  จำนวนคณะกรรมการ

        จากรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มาตรา 199  กำหนดจำนวนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน

-          ประธาน 1 คน

-          คณะกรรมการ 10 คน

       แต่ทั้งนี้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550  ได้กำหนด จำนวนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนไว้ตาม

          -   มาตรา 246   ซึ่งกำหนดให้มีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ประกอบด้วย

                ประธาน 1 คน

                คณะกรรมการ 6 คน

    ซึ่งจะเห็นได้ว่าคณะกรรมการมีจำนวนน้อยลงกว่าที่รัฐธรรมนูญฉบับเดิมกำหนดไว้  

      ผู้เขียนมีความเห็นว่า   การกำหนดจำนวนคณะกรรมการที่ลดน้อยลงอาจจะเป็นไปเพื่อการปฏิบัติงานให้มีความสะดวก  และ รวดเร็ว  แต่ทั้งนี้ในปัจจุบันในเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นปัญหาที่สำคัญมากในปัจจุบัน  ทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยประชาชนด้วยกันเอง   และ  การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยภาครัฐ   ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกวัน  การมีคณะกรรมการขึ้นมาก็เพื่อที่จะช่วยไตร่ตรอง ตรวจสอบเรื่องต่าง ๆ  แต่การลดจำนวนคณะกรรมการลงไปก็อาจจะมีปัญหาในการปฏิบัติงานที่ทั่วถึงและรวดเร็วได้     อีกทั้งการมีคณะกรรมการที่มีจำนวนมาก  จะช่วยให้การทำงานมีการกลั่นกรองความคิดเห็น  และ แนวทางการแก้ไขปัญหาที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น    แต่ถึงอย่างไรจำนวนคณะกรรมการก็ไม่ถึงกับเป็นปัญหาที่สำคัญจนถึงขนาดทำงานไม่ได้ 

     เพียงแต่ผู้เขียนเพียงเห็นว่าการมีจำนวนคณะกรรมการจำนวนที่มาก ก็ย่อมดีกว่าการมีคณะกรรมการที่มีจำนวนน้อย  เพราะเป็นการช่วยกลั่นกรองความคิดได้อีกชั้นหนึ่ง เนื่องจากสิทธิมนุษยชนเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อน

 

2.  อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน

         ซึ่งในอำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 248 ที่ได้เพิ่มมาจากบทบัญญัติเดิม  คือ ให้อำนาจคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนในการที่ฟ้องร้องต่อศาล

(2) เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่เห็นชอบตามที่มี ผู้ร้องเรียนว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วย รัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

(3) เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลปกครอง ในกรณีที่เห็นชอบตามที่มี ผู้ร้องเรียนว่า กฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดในทางปกครองกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและมีปัญหา เกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและ วิธีพิจารณาคดีปกครอง

(4) ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมแทนผู้เสียหาย เมื่อได้รับการร้องขอจากผู้เสียหายและ เป็นกรณีที่เห็นสมควรเพื่อแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นส่วนรวม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

   ความคิดเห็นของผู้เขียน

        จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ได้มีการบัญญัติให้เพิ่มอำนาจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน  ทำให้ คณะกรรมการมีอำนาจในการเสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ  ในกรณีที่เห็นชอบตามที่มีผู้ร้องเรียนว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด กระทบต่อสิทธิมนุษยชนและมีปัญหา เกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ   อีกทั้งยังสามารถเสนอความเห็นต่อศาลปกครอง ในกรณีที่เห็นชอบตามที่มีผู้ร้องเรียนว่ากฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดในทางปกครองกระทบต่อสิทธิมนุษยชน    อีกทั้งยังสามารถฟ้องศาลยุติธรรมแทนผู้เสียหาย  ในกรณีที่ได้รับการร้องขอต่อผู้เสียหายซึ่งเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน   

           จะเห็นได้ว่าเป็นการเพิ่มอำนาจให้กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนในด้านการเสนอความคิดเห็นและการร้องเรียน  และ ฟ้องร้องต่อศาล จึงเป็นการดี  เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจสิทธิของตน   เมื่อถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนจึงไม่สามารถเรียกร้องให้เป็น ไปตามสิทธิของตน   อีกทั้งคนส่วนใหญ่ยังมองว่าการร้องเรียน หรือการฟ้องร้อง เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก และเสียเวลา  กล่าวคือ ยังไม่มีการคำนึงถึงและให้ความสำคัญถึงสิทธิมนุษยชน

           การที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้เข้ามามีอำนาจในส่วนนี้   ทำให้เป็นการเพิ่มความรู้  และ เป็นการช่วยให้ประชาชนได้รับการเยียวยาจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น   อีกทั้งยังเป็นการช่วยถ่วงดุลอำนาจรัฐเพื่อมิให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยอำนาจรัฐ

          ดังนั้น   การมีอำนาจเพิ่มขึ้นมาในเรื่องดังกล่าว จึงถือได้ว่าเป็นหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชนให้ได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น