ในการทำแผนพัฒนาคุณภาพร.พ.ปีนี้ มีมุมมองใหม่เชิงระบบที่ได้รับการแทรกไว้เป็น highlight หนึ่งของระบบงานระดับร.พ. ซึ่งขอเรียกชื่อว่า ระบบสวัสดิการสังคม ระบบงานนี้มิใช่งานที่มีกรอบเฉพาะนักสังคมสงเคราะห์ งานประกันสุขภาพ งานบริหารการเงิน เท่านั้น หากแต่เป็นกรอบใหญ่ในบทบาทของการดูแลกันและกันเยี่ยงมนุษย์ภายใต้ความเป็นไปได้ที่องค์กรสามารถหนุนเนื่องได้
วงสนทนาเล็กๆซึ่งได้นัดหมายกันมาเพื่อเตรียมข้อมูลการบริการผู้พิการไว้ ลปรร.กับกลุ่มแกนนำผู้พิการ จึงได้ประเด็นสำคัญเพิ่มมา ลปรร.กัน โชคดีที่ก่อนหน้าวันประชุม ฉันสามารถชวนให้แกนนำกลุ่มผู้สูงอายุตอบรับการมาร่วม ลปรร.ด้วย วงสนทนานี้ประกอบด้วย นักกายภาพบำบัด ช่างกายอุปกรณ์ พยาบาลวิชาชีพจากหอผู้ป่วยเด็กอ่อน พยาบาลวิชาชีพศูนย์สุขภาพชุมชน ร.พ.กระบี่ และ คุณลุงแกนนำผู้สูงอายุซึ่งมาสมัครเป็นจิตอาสาให้กับร.พ. รวมแล้ว 9 ชีวิต
เรานัดหมายประชุมกันเวลาบ่ายโมงตรง คุณลุงน่ารักมากมาก่อนเวลาครึ่งชั่วโมง ฉันได้รับทราบว่าคุณลุงมารออยู่จากน้องสุขศึกษา ฉันจึงมาคุยกับคุณลุงเพื่อรอเวลาให้พรรคพวกมาพร้อม เราคุยกันในเรื่องของนายสม ผู้พิการที่คุณลุงเคยมาฝากฝังไว้กับฉันก่อนหน้านี้ คำฝากฝังมีดังนี้
ลุง "นายสมเคยเป็นลูกน้องผมตอนทำงานรัฐวิสาหกิจด้วยกัน.....ตอนนี้พิการนอนอยู่กับเตียงมานานมาก.....ที่มาปรึกษาหมอก็เพราะตอนนี้ขยับตัวไม่ได้ แข็งไปทั้งตัว เวลายกตัวขึ้นก็ยกได้เหมือนยกไม้กระดาน.....เผื่อหมอจะมียาอะไรให้ได้บ้าง"
ฉัน "หมอขอไปทบทวนประวัติคนไข้ดูก่อนนะลุงว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง" ในใจตอนนั้นคิดว่าจะส่งทีมลงไปเยี่ยมบ้าน แต่ไม่รู้มีอะไรดลใจ ทำให้ไม่ได้พูดออกมา
บทสนทนาระหว่างรอพรรคพวก
ฉัน "วันนี้ที่เชิญลุงมาประชุมด้วย...... อยากให้ลุงช่วยบอกร.พ.ว่า การดูแลผู้พิการอะไรที่ยังไม่ดีในสายตาของลุง........ หมอไปสืบข่าวเกี่ยวกับลุงสมแล้วนะ แต่ว่าตอนนี้หมอไปเยี่ยมบ้านกันไม่ได้...... มีเหตุการณ์ไม่ปกติทางการเมืองที่หมอต้องคอยดูแลไม่ให้น้องๆที่ลงไปทำงานแถวนั้นถูกเข้าใจผิดว่า ฝักใฝ่การเมืองเข้ากับการเมืองกับข้างใดข้างหนึ่ง.....การเมืองในพื้นที่ตรงนี้รุนแรงมาก......วันก่อนแค่ไปนั่งรถของเทศบาลประชาสัมพันธ์เรื่องนมแม่.......ยังถูกหาว่าเข้าข้างข้างหนึ่งเลย....... แล้วอีกอย่างหนึ่ง ภรรยาลุงสมเดี๋ยวอารมณ์ดีเดี๋ยวอารมณ์ร้าย......... เด็กของหมอเคยไปเยี่ยมบ้านแล้ว ก็ไม่ได้เข้าดูแล.......มีคนบอกหมอว่า แกดูแลลุงสมดีแต่ก็บ่นด่าลุงสมด้วยว่า.....เมื่อไรมึงจะตาย ทำไมมึงไม่ตายๆไปเสีย!!! "
ลุง "เออ! ใช่ ลูกชายสมเขา ลงเลือกตั้ง สท.รอบนี้ด้วย ลุงมาขอให้หมอช่วยเพราะแพร้ว เมียของสม มาปรึกษาว่า จะมีหน่วยราชการไหนช่วยเรื่องรายได้ได้บ้าง.......ตอนนี้แพร้วลำบาก มีรายได้แค่ขายของเล็กๆน้อยๆในบ้าน.......หน่วยงานที่เข้าไปช่วยพอให้แล้วก็หายกันไปหมด"
ลุงนิ่งไปอึดใจแล้วคุยต่อ "ลูกชายสม.....แต่ก่อนอยู่กรุงเทพฯ เพิ่งลงมาเพื่อเลือกตั้ง......แต่ก่อนลูกสาวอยู่ด้วยแต่ตอนนี้แยกบ้านไปแล้ว.......แล้วแพร้วก็เป็นอย่างที่หมอบอกจริงนั่นแหละ"
ตอนเริ่มคุยสีหน้าลุงดูเผือดลงเล็กน้อย และไม่นานนักก็กลับมามีสีเดิม ในขณะที่ลุงเล่า ฉันเพียงแต่นั่งฟังเงียบๆ แล้วลุงก็เล่ามาถึงว่า
ลุง "สมเกิดอุบัติเหตุตอนช่วงสึนามิ........วันนั้นสมไปช่วยฝรั่งคนหนึ่งที่บาดเจ็บ แล้วพาส่งร.พ.พอออกจาก ร.พ.จะกลับบ้านสมก็ถูกรถชนบาดเจ็บ..........หลังจากบาดเจ็บต้องผ่าสมอง 2 ครั้ง........ ตอนนั้นเกษียนอายุแล้ว....... เงินบำเหน็จก็ไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ใคร.......ผมเป็นคนช่วยให้ได้ส่งไปผ่าตัดที่ร.พ.กรุงเทพ-ภูเก็ต ผ่าแล้วได้กลับมาพักฟื้นที่ร.พ.กระบี่ เทียวเข้าเทียวออกอยู่หลายครั้ง........ช่วยอยู่หลายครั้งจนสุดท้าย.......หาเงินช่วยเหลือจากสหกรณ์ได้เป็นจำนวนหลักหมื่น.....ให้ไว้กับแพร้วได้ใช้ดูแลสม"
ฉัน "การช่วยเหลือเรื่องรายได้ของป้าแพร้ว........ร.พ.อาจจะมีงานชิ้นเล็กๆไปให้ช่วยทำได้บ้าง...... แต่คงไม่ตลอดไป......เรื่องไปช่วยดูแลลุงสมคงต้องขอให้รอให้เรื่องการเมืองเสร็จสิ้นก่อนทั้งเรื่องการเลือกตั้ง สว. สท. และการเลือกประธานชุมชน......ระหว่างรอ หมอจะหาทางว่าจะช่วยให้ยาอะไรกับลุงสมได้โดยหมอไม่ได้ไปตรวจเอง"
ลุง "ผมได้รับการร้องขอให้ช่วยมาจากแพร้ว ผมเลยมาขอช่วยหมอ"
ฉัน "หมอเข้าใจ.......ในส่วนที่จะให้ช่วยลุงสม.......หมอขอเวลา........ แต่หมอก็กังวลนะ....... เพราะมีข้าราชการผู้ใหญ่ของหน่วยงานอื่นกระซิบหมอมาว่า......... ให้ชะลอการมีกิจกรรมในชุมชนไว้สัก 3 เดือน ให้การเมืองทุกเรื่องนิ่งก่อน........ไม่รู้จะช่วยลุงสมช้าไปไหม"
ลุงคลี่กระดาษที่เสียบอยู่ในสมุดที่ถือมาด้วย "ผมมาปรึกษา........ เผื่อหมอมีข้อมูลกองทุนสงเคราะห์ไหนที่จะช่วยแพร้วได้อีก............ นี่ๆแพร้วให้จม.นี่ผมไว้ เห็นว่าเคยได้รับการช่วยเหลือได้เตียงนอนแบบร.พ......... ร.พ.นั่นแหละที่เอาไปให้เตียงนอนนี้........ สมเลยมีเตียงนอนแบบเลื่อนขึ้นลงได้.....แพร้วไปได้ยินมาว่า........ผู้ประสบเหตุสึนามิได้รับเงินช่วยเหลือกันเป็นแสน.....เลยมาขอให้ผมช่วยติดต่อให้"
ฉัน "เอ! หมอไม่เคยได้ยินนะ ถ้าลุงได้ข่าวว่ามีช่องทางไหนทำได้ ลุงมาบอกหมอได้ หมอจะช่วยอีกแรงนะ "
พอดีมีพรรคพวกแวะมาดูว่ามีคนมาประชุมหรือยัง ฉันเลยตัดบทชวนคุณลุงย้ายไปห้องประชุม แต่เจ้ากรรม แม้จะเป็นเวลาบ่ายแก่ๆแล้ว ก็มีน้องนักกายภาพบำบัดมาแค่คนเดียวเอง
ฉัน "ไม่เป็นไร........ มีแค่ 3 คนก็คุยก่อนได้........ เพราะยังไงก็ให้เล่าทีละคนอยู่ดี........ ประเด็นที่จะให้คุยคือ......สิ่งที่คาดว่าจะจัดบริการให้ผู้พิการมีอะไรที่เป็นไปตามคาดแล้ว....... และมีอะไรที่ไม่ได้ตามคาดบ้าง......... ให้น้องเล่าก่อน....... ขอให้คุณลุงเป็นผู้ฟัง.........เมื่อน้องบอกหมดแล้ว....... ให้คุณลุงช่วยเป็นกระจกบอกพวกเราว่า......... อะไรที่เราว่าเราทำได้ดีแล้ว แต่คุณลุงว่ายังไม่ดี บอกกันได้เลยไม่ต้องเกรงใจ.......พวกเราอยากรู้ว่า เราควรทำอะไรเพิ่มอีก"
ในช่วงแรกคุณลุงดูอึดอัด ไม่กล้ามานั่งแถวเดียวกับเรา ฉันรอจนคุณลุงมานั่งด้วยจึงเริ่มคุย ฉันคิดว่าที่คุณลุงไม่กล้ามานั่งร่วมคุย อาจจะเป็นเพราะมีอะไรค้างอยู่ในใจในเรื่องที่คุยแลกเปลี่ยนกับฉันก่อนการประชุม เมื่อหลายคนทยอยกันเข้ามาประชุม และการประชุมคุยกันอยู่ในประเด็นเกี่ยวกับคนพิการ คุณลุงจึงคลายอึดอัด และกล้าให้ความเห็นแลกเปลี่ยนเป็นรอบๆกับแต่ละงานที่เข้ามาร่วมประชุม แล้วเสียงเฮฮาก็เกิดขึ้นเป็นระยะๆ
แล้วการประชุมก็ผ่านไปด้วยดี มีเรื่องราวมากมายที่ได้แลกเปลี่ยนสู่กันแบบกัลยาณมิตร แถมน้องกายอุปกรณ์ ยังได้รับคำสัญญาอย่างมีไมตรีจากคุณลุงว่า คุณลุงจะจัดทีมจิตอาสาลงไปเป็นผู้ช่วยด้านการสื่อสารกับผู้รับบริการ (ในระหว่างการประชุมน้องเล่าว่า เวลาน้องลาหรือติดราชการนอกร.พ. น้องจะไม่มีใครอยู่ให้ข้อมูลกับผู้พิการที่มาขอรับบริการขาเทียมได้ เนื่องจากอยู่คนเดียวโดดๆ)
ขอสรุปบทเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้ว่า
1. เพียงเจตนาบริสุทธิ์ในการลงทำงานในชุมชนอย่างเดียวไม่พอ ยังต้องวิเคราะห์ว่ามีความเสี่ยงที่ต้องบริหารให้กับตนเองและองค์กรหรือไม่ก่อนลงทำงาน เพื่อเลือกวิธีทำงานให้เหมาะกับสถานการณ์ ไม่ใช่ลุยลูกเดียว จนลืมดูทิศทางลมจนเกิดกรณีที่มีเรื่องถูกกล่าวหาเรื่องการฝักใฝ่ทางการเมือง ทั้งๆที่ไร้เจตนา
2. สังคมไม่ได้มีมุมบวกไว้สร้างความสุขให้เราด้านเดียว แต่มีด้านที่อาจสร้างทุกข์ให้เราได้ถ้าเราพลาด โดยเฉพาะการพลาดที่ขาดเจตนา อย่างเช่น กรณีนี้ถ้าไม่หาข่าวก่อน ลงไปเยี่ยมบ้านเลยเป็นโดน (เพราะมีเรื่องข้อแรกมาแล้ว) ทางแก้ไข คือ ทำงานชุมชนก็ควรรู้จักชุมชนในเชิงสังคมและการเมืองด้วย ไม่ใช่แต่ทางด้านสาธารณสุขด้านเดียว
3. การตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับผู้รับบริการในบางกรณีที่ยากเพราะปัจจัยภายนอกเป็นอุปสรรค จำเป็นต้องบอกผู้รับบริการตรงๆถึงอุปสรรคที่ประสบด้วยท่าทีของมิตร เป็นการบอกให้รับรู้เพื่อขอคำปรึกษาหาทางออกให้สามารถจัดบริการให้ได้ บอกให้รู้การตัดสินใจอันเนื่องมาจากอุปสรรคนั้นเกินขอบเขตที่จะจัดการได้ เป็นการบอกกล่าวให้รู้ความหนักใจไม่ใช่ไม่เต็มใจ อย่างเช่น กรณีนี้ บอกให้รู้ว่าทำไม่ได้เพราะหนักใจ ขอบเขตหน้าที่ทำได้ไม่มากนักจึงทำให้ต้องระวัง
4. เป็นบทเรียนว่า ปฏิทินชุมชน หาใช่เพียงแค่ เวลาตามปฏิทินไม่ แต่รวมถึงปฏิทินเวลาทางสังคมด้วย
5. เป็นบทเรียนว่า เมื่อเรานัดหมายกับประชาชน เราต้องมาก่อนประชาชน ไม่ควรให้ประชาชนมารอ ประชาชนให้เกียรติเรา เราก็ต้องให้เกียรติประชาชนด้วย ( เรามาประชุมกันเอง ช้ากว่าประชาชนที่ถูกเชิญมาประชุม)
6. ได้บทเรียนใหม่ให้ได้ฝึกแก้ปัญหาโจทย์ยากๆ ซึ่งจะเก่งขึ้นอีกระดับหนึ่งในการทำงานชุมชน
นอกจากผู้พิการที่มาปรึกษาแล้ว ยังมีผู้ป่วยอีกคนที่บ้านที่รอให้เราไปดูแล จะค้นหาโอกาสที่จะได้ให้การดูแลให้เร็วอย่างไร หากสถานการณ์เสี่ยงต่อความเข้าใจผิดที่เกี่ยวกับการเมืองอาจเกิดขึ้นได้อย่างกรณีนี้
7. ยังมีผู้ประสบภัยสึนามิที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ เนื่องจากตกหล่นจากทะเบียนผู้ประสบเหตุ
22 กุมภาพันธ์ 2551
หมายเหตุ
"ขอช่วยหมอ" = "ขอให้หมอช่วยเหลือ" เป็นภาษาถิ่นที่ใช้คุยกัน
AAR จากการ ลปรร. จะมีเขียนต่อ
สวัสดีครับ
แวะมาเยี่ยมชมครับ
สัวสดีครับ แวะมาแสดงตัว ส่วนใหญ่แอบมาอ่าน
อ่านแล้วรู้สึกว่า"เป็นกรณียาก ที่ต้องทำงานเป็นทีม" ก็เห็นใจอาจารย์ที่ต้องรับหน้าเสื่อไปก่อนในช่วงแรก
ผมมีคนไข้พิการเหมือนกันนีที่จมน้ำ (เป็นเด็ก) เป็นกรณีกับ รร. (จมน้ำที่ รร.) เราเป็นคนกลาง ผมก็ไปเยี่ยมบ้านร่วมกับนักกายภาพ ช่วงแรกนักกายภาพ แม่ผู้ป่วยยังทำใจไม่ได้ เรียกร้อง "สิ่งที่ดีที่สุด" ซึ่งจริงๆ อาจมีข้อจำกัด แต่เราก็ทำหน้าที่เต็มความสามารถ