จุดเริ่มประชาธิปไตย อยู่ที่ใจยอมรับฟัง
มีคนกล่าวว่าวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของสังคมไทย คือ วัฒนธรรมเงียบ หมายถึง บรรยากาศเงียบในที่ประชุม เมื่อให้แสดงความคิดเห็น
ตามความคิดเห็นของผม ผมว่าก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร และ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะถ้าพิจารณากันด้วยเหตุ ด้วยผลตามความเป็นจริงแล้ว ความเงียบเป็นผล ย่อมมาจากเหตุที่ทำให้เงียบ นั่นคือ พูดไปนายก็ไม่ฟัง หรือ ฟังแต่ไม่ได้ยิน ประมาณนี้ แล้วจะพูดไปทำไม สองไพเบี้ย
ผมจึงคิดว่าจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตย น่าจะอยู่ที่การยอมรับฟังลูกน้องของคนที่เป็นนายนั่นเอง
นั่นคือ คนที่เป็นนาย ยอมรับฟัง และ ยอมทำตามความคิดของลูกน้อง บ้าง ถ้าสิ่งที่ลูกน้องพูดเป็นเรื่องดี มีเหตุผล
การยอมของนาย ผมคิดว่าไม่ได้เป็นเรื่องเสียอำนาจหรือเสียศักด์ศรีของคนที่เป็นนายแต่อย่างใด
ในทางตรงกันข้าม ผมกลับคิดว่าเป็นเรื่องดีที่สร้างสรรค์องค์กรตามกระบวนการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
เมื่อเป็นเรื่องดีอย่างนี้ แล้วทำไม
นายจึงไม่ค่อยยอมรับฟังลูกน้องบ้างครับ !
ขอบคุณครับ
เรียน อาจารย์ small man
ดิฉันเห็นด้วยว่าการบริหารสมัยใหม่ควรเปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาร่วมกันคิดแก้ไขปัญหาเอง หัดวางแผนเพื่อพัฒนางานเอง โดยมีหัวหน้าเป็นพี่เลี้ยง เพราะการที่นายสั่งอย่างเดียวเป็นการปิดกั้นโอกาสลูกน้อง และปิดกั้นระบบความคิดของคนทั้งหมด เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า สมองของพวกเขาไม่เคยได้ฝึกคิด ฝึกโต้ตอบอย่างมีเหตุผล มีแต่ "ครับ" "ค่ะ" (ลับหลังนินทา ด่านาย) หน่วยงานจะไม่สามารถก้าวล้ำนำหน้าใครได้ การปฏิรูประบบราชการจะไม่เกิดประโยชน์อันใดแก่ประเทศชาติถ้าผู้บริหารหรือหัวหน้าไม่ปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงานแบบ "ข้าราชการ" เดิมๆ เพราะบุคลากร "สมองฝ่อ" ไปหมดแล้ว กว่าจะพลิกฟื้นคืนชีพขึ้นมา ใช้เวลานานอีกเช่นเคย แล้วประเทศไทยจะไปแข่งขันกับใครได้คะ?
สวัสดีค่ะ ร่วมแจม ความเงียบในห้องสี่เหลี่ยมด้วยคนค่ะ
ที่ทำงานจะมีสองบรรยากาศ ขณะที่ประธานการประชุมเป็นคนเดียวกัน ที่แตกต่างก็คือ สมาชิกประชุมระดับปฏิบัติการ และระดับรวมกันเฉพาะกิจ สิ่งที่มีคือ ความเงียบ ไม่กล้า ไม่อยากแสดงออกเหมือนกัน แต่ต่างเหตุผล
เรื่องที่ทำมากับมือแท้ ๆ รู้ดียิ่งกว่าใคร ๆ แต่ เสนอไปเดี๋ยวได้เพิ่มภาระงาน งานที่มีก็ล้นเหลือเกินเวลาทำ (ใน) ที่ทำงาน นอกจากนั้นคิดวิตกกันไปล่วงหน้าว่า พูดอะไรไป เจอคำถามว่า "ทำไม" ก็จะหาเหตุผลยืนยันความคิดตัวเองเดี๋ยวนั้นไม่ได้ ส่วนมากผู้นำ(การประชุม) จะทำการบ้านล่วงหน้ามาก่อน และดีมาก ๆ ด้วย ส่วนผู้เข้ามาประชุมจะ... "ไว้มาแก้ไขสถานการณ์ในห้องประชุมก็แล้วกัน โธ่ งานผมเยอะ ผู้บริหารมีอาชีพประชุม และตามงานเท่านั้น พวกผมประชุมด้วย รับคำสั่งมาแล้วก็ต้องลงมือทำเองด้วย..." หารู้ไม่ ผู้นำมืออาชีพ ท่านจะใช้ความคิดอยู่ตลอดเวลา (จากที่สัมผัสใกล้ชิดน่ะค่ะ)
สมาชิกประชุมชุดรวมกันเฉพาะกิจก็เช่นกันค่ะ ไม่รู้สืบเนื่องจากวัฒนธรรมไหน ใครทำงานเข้าตา ก็รับเชิญมาเป็นกรรมการชุดนั้นชุดนี้ จน งานประจำ ไม่ได้ตามเป้า KPI ก็เลย "นิ่ง ๆ ไว้ดีกว่า" ซึ่งบ่อย ๆ เป็นที่รู้กันว่าความคิดที่ถูกเสนอจากบุคคลเหล่านี้ เป็นความคิดที่ช่วยองค์กรพัฒนาได้เยอะ
สำหรับดาวลูกไก่ (ที่เป็นแค่คนธรรมดา ๆ ในที่ทำงาน) เพิ่งจะเปลี่ยนแปลงความคิดตัวเองไม่นานนี้ หลังจากตั้งเป้าจะเป็น บุคคลเรียนรู้(เพื่อตัวเอง) และไม่มีความรู้สึกกดดันในงาน เงินเดือน (อยู่แบบพอเพียง) ได้อะไรเพิ่มให้ตัวเองหลายอย่างจากการฝึกฝนความคิด เริ่มเปิดใจตัวเอง (ที่นี่) ก็รู้สึกว่าเริ่มกล้าเพิ่มขึ้นทีละนิดค่ะ
ผมชอบตรงความคิดเห็นที่ว่า "บุคลากรสมองฝ่อไปหมดแล้ว" เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงครับ
ผมเคยคุยแลกเปลี่ยนกับผู้บริหารสถานศึกษาท่านหนึ่ง เรื่องของการปฏิรูปการศึกษา ว่าน่าจะคิดเองทำเอง ให้สอดคล้องกับบริบท
ท่านผู้บริหารท่านนั้นตอบว่า เราคิดเองไม่เป็นหรอกครับ เพราะเราเคยชินกับการทำงานตามสั่งมานานแล้ว
ขอบคุณครับ
ประเด็นแรก เรื่องการไม่เสนอ เพราะเสนอไปได้เพิ่มภาระงาน ข้อนี้ก็ตรงกับหลายหน่วยงานครับ คือ เมื่อผู้ปฏิบัติเสนอความคิดอะไรออกไป ก็จะต้องรับผิดชอบงานนั้นเอง แทนที่จะมอบภาระงานนั้นให้ที่ประชุม คราวหลัง คนมีความคิดดีๆ ก็ไม่กล้าเสนออีก
ประเด็นที่สอง เรื่องผู้บริหารมีอาชีพประชุม เป็นผู้นำมืออาชีพ เรื่องนี้ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ถ้าจะให้ดีขึ้นไปอีก ควรแจกวาระการประชุมล่วงหน้าให้ผู้เข้าประชุมได้ศึกษาก่อนครับ
ประเด็นที่สามงานประจำไม่ได้ตามเป้า เพราะไปประชุมทำงานเฉพาะกิจ ประเด็นนี้หลายหน่วยงานก็เป็นกันมากครับ คือ มุ่งทำงานจร จนลืมงานหลัก เพราะงานจรมักเป็นงานที่สร้างผลงานได้ชัดเจน ขณะที่งานหลัก ดูเหมือนว่าจะทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ อะไรประมาณนั้น
ประเด็นสุดท้าย สำหรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่การกล้าพูดแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม ผมว่าบางครั้งมันก็เป็นดาบสองคมเหมือนกันนะครับ ดังนั้นก่อนพูดคงต้องเตรียมตัวทำการบ้านมาอย่างดี
ขอบคุณครับ
สงสัยจะเป็นประเพณีของไทย เมื่อประชุมแล้วเปิดโอกาสให้พูด กลับเงียบแทน
- พูดก็ไม่มีคนฟัง
- พูดก็ไม่ยอมรับ
- พูดเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา
สุดท้ายก็เดินออกไป เพราะนี่หรือคือประชาธิปไตย
ผู้นำที่ดีหายไปไหน ?
ปัญหาของวัฒนธรรมเงียบ คือ พูดแล้วนายไม่ฟังนี่แหละครับ
ขอบคุณครับ