ก่อนวันที่ 19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมค่อนข้างเคร่งเครียดอยู่มาก เพราะต้องระดมแรงทีมงานเตรียมความพร้อมเพื่อเข้ารับการประเมินสถานบันการศึกษาในเรื่องการจัดกิจกรรมป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด หรือที่รู้จักกันในนามชมรม TO BENUMBER ONE
ผมมีเวลาเตรียมตัวแค่วันเดียว, เพราะทั้งหมดนั้นได้รับการแจ้งอย่างเร่งด่วน และการเข้ารับประเมินในนามสถาบันการศึกษาของจังหวัดในครั้งนี้ ก็ไม่ใช่การสมัครเข้าเป็นตัวแทนในเรื่องดังกล่าว หากแต่เป็นการถูกร้องขอจากส่วนราชการในจังหวัด ซึ่งการร้องขอนั้น ผมก็แทบจะไม่มีโอกาสเอ่ยปฏิเสธเลยแม้แต่กระบวนความเดียว
ผมไม่เคยชินกับการทำงานเพื่อการแข่งขัน และไม่ชื่นชอบกับการทำงานเพื่อประชันขันแข่งใด ๆ ทั้งในระบบ หรือแม้แต่นอกระบบ แต่การได้รับเกียรติจากทางจังหวัดในครั้งนี้ ถือเป็นความโชคดีที่เราได้รับรู้ว่า การมุ่งมั่นและจริงจังอย่างต่อเนื่องของมหาวิทยาลัยและน้อง ๆ นิสิต ยังคงถูกเฝ้ามองจากผู้หลักผู้ใหญ่ในระดับจังหวัด จนถูกพิจารณาให้เป็นสถาบันการศึกษาเข้าประกวด ฯ ในครั้งนี้

แรกเริ่มผมเองก็พยายามบ่ายเบี่ยงอยู่มาก เพราะรู้ตัวดีว่ากิจกรรมที่เราขับเคลื่อนอยู่นั้น เป็นกิจกรรมในรูปเครือข่ายเสียมากกว่า และเราก็ไม่มีชมรม TO BENUMBER ONE ... เต็มที่เราก็มีแต่เฉพาะกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนเท่านั้น
สิ่งเหล่านี้ผมยืนยันและบอกกล่าวต่อทางจังหวัดอย่างชัดเจน แต่จังหวัดก็ยืนยันว่า กิจกรรมที่เรากำลังขับเคลื่อนอยู่นี้ เมื่อเทียบกับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ก็ถือว่าเรามีความเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพมากที่สุดแล้ว เมื่อเลี่ยงไม่ได้ผมเลยบอกไปตรง ๆ ว่า“ผมยินดีที่จะเข้าร่วมการถูกประเมิน หรือแข่งขันในนามของจังหวัด แต่ขออนุญาตที่จะนำเสนอเท่าที่เรามีอยู่จริงโดยไม่มีการบิดเบือน และไม่มีภาพของการเป็นผักชีโรยหน้า..” หรือพูดให้ชัด ๆ เลยก็คือ“ขอพูดในสิ่งที่ทำ และย้ำในสิ่งที่มี...”
ดังนั้น, ในวันที่คณะกรรมการเข้ามาประเมิน มีผู้แทนจังหวัดมาให้กำลังใจอย่างอบอุ่น ผมเปิดหัวการนำเสนอด้วยการให้นิสิตต้นแบบมาร้องหมอลำให้กรรมการได้ฟัง ซึ่งเนื้อหากลอนลำก็มาจากการรังสรรค์เองของนิสิตแบบล้วน ๆ และส่วนหนึ่งก็เคยถูกนำมาเป็นกระบอกเสียงของการรณรงค์มาแล้วระยะหนึ่ง ถัดจากนั้น ผมก็กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า .. ที่นี่ไม่มีชมรม TO BENUMBER ONE แต่ที่นี่มีกิจกรรมด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างต่อเนื่อง ทั้งโดยมหาวิทยาลัย, องค์กรนิสิต และรวมไปถึงการทำงานกับหน่วยงานภายนอกอย่างหลากหลาย ...

ภายหลังการนำเสนอของผมสิ้นสุดลง คณะกรรมการได้แสดงทัศนะ และเสนอแนะอย่างตรงไปตรงมา เป็นต้นว่า ...
· มียุทธศาสตร์การทำงานที่ชัดเจน
· มีกิจกรรมที่เข้มแข็ง เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ ครบถ้วนทั้งกิจกรรมภายในและภายนอก
· มีต้นแบบที่แตะต้องสัมผัสได้ และนิสิตต้นแบบนั้นก็มีศักยภาพที่หลากหลาย
· มีกิจกรรมที่หลากหลาย สามารถนำวัฒนธรรมท้องถิ่นมาใช้เป็นเครื่องมือการรณรงค์อย่างกลมกลืน
· มีการทำงานในรูปเครือข่ายที่มีพลัง
· มีสื่อการรณรงค์อย่างหลากหลาย และมีการดำเนินงานแบบมีส่วนร่วมของหลายฝ่าย
· มีมาตรการที่ชัดเจนในการป้องปรามและเฝ้าระวัง
· ฯลฯ
และนอกจากนี้ยังให้ความกรุณาแนะนำว่า หากสามารถจัดตั้งชมรม TO BE NUMBER ONE ขึ้นมาได้ จะกลายเป็นมหาวิทยาลัยที่ถูกจับตามองในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก .. โดยท้ายที่สุดเลขานุการของคณะผู้ประเมินก็กล่าวชมว่า กระบวนการนำเสนอของผมนั้นเป็นไปอย่างซื่อตรง .. ไม่บิดเบือน พูดในสิ่งที่ทำ และย้ำในสิ่งที่มี ซึ่งตรงกับการยืนยันของทางจังหวัดว่าที่นี่ “ทำจริง..ของจริง” ! และให้ถือว่า การประกวดแข่งขันนี้ เป็นกระบวนการหนึ่งของการพัฒนาตัวของเราเองด้วยเช่นกัน
ผมน้อมรับอย่างไม่โต้แย้ง, ถึงแม้จะไม่ชื่นชอบต่อวิถีการทำงานที่ต้องประชันขันแข่ง แต่ก็อดที่จะเห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าการประกวดแข่งขัน เป็นเสมือนการกระตุ้นให้ตนเองได้ก้าวไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้น อย่างน้อยก็ได้เห็นมุมมองอันหลากหลายที่เราไม่เคยรับรู้มาก่อน ...
แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็โล่งใจที่เจตนารมณ์ของตนเองได้ถูกรับรู้อย่างไม่กังขา ซึ่งหมายถึง การนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างไม่บิดเบือน ... ไม่เน้นการแข่งขันจนต้องเป็นกบฏต่อตัวเอง ...พูดและเสนอในสิ่งที่เป็นความจริงที่เรามีอยู่ ไม่มีการโรยด้วยผักชีแม้แต่ใบเดียว ฯลฯ...
ครับ, ผมเรียกวิธีการของผมว่า “พูดในสิ่งที่เราทำ...และย้ำในสิ่งที่เรามี ...
สวัสดีค่ะ
ชอบจัง ไม่ใช่ผักชีโรยหน้า เป็นคนที่ชอบการแข่งขัน แต่ต้องเป็นงานที่คิดเอง ทำเอง แพ้ไม่เป็นไร แต่ถ้าบังคับลงแข่ง แต่เราไม่ได้ทำจริง จะอึดอัดมาก ค่ะ
สวัสดีครับพี่พนัส
ผ่อนคลาย พักผ่อนบ้างนะครับ
ผมชอบมาก
ทำแล้ว ต้องพูด และไตร่ตรองทบทวนสิ่งที่ทำ
ผมก็พยายามทำเช่นนี้เสมอ ให้เป็นนิสัยการทำงาน
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ อ.แผ่นดิน
สวัสดีค่ะ
ทุกครั้งที่นำเด็กไป"แข่งขันโครงงานฯ" จะกำชับเสมอๆว่า เราไม่ได้แข่งเพื่อต้องการเอาชนะ เราจะนำเสนอสิ่งที่เราได้ปฏิบัติให้ดีที่สุดและเรามาเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กับเพื่อนๆ
และทุกครั้งก็ได้ผลค่ะ...เด็กไม่เครียด...ครูไม่กังวล...ทุกคนมีความสุข/สนุกกับการทำงาน ....มีรางวัลติดมือมาทุกครั้ง (ไม่ได้รางวัลเราก็ได้แนวทางไปพัฒนา)
และที่ต้องทำคือ..หลังจากกรำงานหนัก..อย่าลืมพักผ่อนค่ะ
:)
สวัสดีค่ะ
ขอแสดงความนับถือในความกล้าหาญของท่านที่กล้าพูด กล้าแสดงความคิดเห็น การประเมินของหน่วยงานเบื้องบนแต่ละครั้ง ท่านไม่ต้องการความคิดเห็นจากเรา ท่านไม่ต้องการทราบปัญหาและอุปสรรคหรือแม้แต่วิธีการของเรา ท่านขอแต่ผลงานเท่านั้น
ดีแล้วล่ะค่ะที่ทำอย่างนั้น
รู้สึกดีที่ความคิดดีๆ แบบนี้ยังมีอยู่แต่ห่างไกลจากที่กรุงเทพนี่จริงๆ
แค่คณะของ ญ.ปุ้ย ก็นิยมผักชีโรยหน้าอย่เป็นประจำเวลามีงานเข้ามาให้รับผิดชอบ
รู้สึกเบื่อที่เราต้องเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย
สู้ๆ ค่ะ
สวัสดีค่ะ แวะมาเยี่ยมในวันหยุด
สวัสดีครับ พี่รุ่ง..ตันติราพันธ์
พักนี้ไม่ใคร่ได้ไปเยี่ยมที่บันทึกนัก เพราะติดอยู่กับการเดินทางและเหนื่อยล้ากับวิถีการเดินทางนั่นด้วยเหมือนกัน
ผมเป็นคนไม่ชอบการแข่งขัน, แต่ก็ได้เข้าใจบ้างเหมือนกันว่า การแข่งขันเป็นกระบวนการหนึ่งของการพัฒนาตนเอง ซึ่งนั่นอาจหมายถึงการแข่งขันกับตัวเองเป็นหลักสำคัญ และการออกไปนำเสนอในเวทีแห่งการแข่งขันอันหลากหลายในสาธารณะนั้น ก็เสมือนช่วยให้เราได้เห็นมุมชีวิตในทางการงานที่กว้างและหลากหลายขึ้นกว่าจุดที่เรายืนอยู่...
โชคดีมากครับที่เรามีต้นทุนสื่อที่ทำไว้ค่อนข้างเป็นปัจจุบัน และมีกระบวนการที่แตะต้องสัมผัสได้ อันเป็นผลพวงของการร่วมมือร่วมใจกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับนิสิต ...
และบัดนี้, เราก็ได้รับการติดต่อจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ให้เข้ามาดูงานที่เราอย่างต่อเนื่อง... นั่นน่าจะเป็นรางวัลชีวิตที่เราแอบยิ้มให้กับตนเองอย่างไม่รู้เบื่อ..
...
ขอบพระคุณครับที่แวะมาเยี่ยม
สวัสดีครับ อ.หญ้าบัว
วันนั้นกรรมการกล่าวชมผมเป็นการส่วนตัวว่า เป็นคนเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือนต่อรูปการณ์ที่มีอยู่จริง และท่านก็ให้คำแนะนำบางเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการประเมินในภาพรวมอีกครั้ง ซึ่งสิ่งเหล่านั้นท่านก็ยืนยันว่าผมและทีมงานมีอยู่อย่างเต็มที่อยู่แล้ว แค่จัดกระบวนการของการนำเสนอให้สมบูรณ์ในทางเอกสารเท่านั้นเอง..
ส่วนจะให้ผมสร้างสถานการณ์อันเป็นเท็จนั้น ผมไม่พึงใจที่จะกระทำเป็นแน่ .. เพราะเท่าที่มีอยู่นี้ ก็ยืนยันได้ว่าประสบความสำเร็จมากกว่าที่เราคาดเอาไว้ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เราเคลื่อนอย่างมีพลัง.. และไม่คิดว่าจะเคลื่อนมาไกลได้ถึงเพียงนี้
... ขอบคุณครับ...
สวัสดีครับขอชื่นชมด้วยคน ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ชอบการแข่งขัน แต่ผมชอบทำในสิ่งที่ดีกว่า "จะทำให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร" นั่นคือสิ่งที่ผมคิด เมือได้เห็นสิ่งต่างๆ ผมได้มีส่วนช่วยในการแก้ปัญหายาเสพติดอยู่เหมือนกัน ผมมีหลักคิดอยู่คือ
1. ให้เขาเห็นค่าของตัวเอง
2.เขาตอ้งรู้เป้าหมายของชีวิต วางแผนชีวิตของตัวเองได้
3.ต้องเชื่อในกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
4.ต้องเป้นคน กตัญญู รู้คุณของพ่อแม่
วิธีการที่จะให้ผ่าน 4 ข้อนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
สวัสดีครับ..กัมปนาท อาชา (แจ๊ค)
พี่เชื่อว่าการทำงานแบบดุ่มเดินไปข้างหน้าโดยไม่นำเอาอดีตมาเป็นต้นทุนนั้นดูจะลำบากไม่ใช่น้อยเลย.. ซึ่งการถุกประเมินครั้งนี้ก็กลายมาเป็นกลไก หรือกระบวนการของการประเมินการทำงานของตนเองและทีมงานอยู่เหมือนกัน
...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ..จุฑารัตน์
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมสบายใจอยู่อย่างก็คือ การได้พูดในความจริงที่เรามีอยู่ ..และเป็นไปตามแบบฉบับของเรา เพราะเรื่องของเรา เราก็ควรต้องเล่าด้วยวิธีของเราเอง ..(นะครับ)
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ ครูกั๊ด Gutjang
ผมว่าหากเราจะต้อง "แข่งขัน.." ในเวทีสาธารณะต่าง ๆ ก็คงต้องย้ำกับตัวเรา หรือแม้แต่ทีมงานของเราเองกระมังครับว่า
"แท้จริงแล้ว คือการแข่งกับตัวเอง..เป็นสำคัญ"
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ อาจารย์นงเยาว์ แช่มช้อย
การประเมินของหน่วยงานเบื้องบนแต่ละครั้ง ท่านไม่ต้องการความคิดเห็นจากเรา ท่านไม่ต้องการทราบปัญหาและอุปสรรค หรือแม้แต่วิธีการของเรา ท่านขอแต่ผลงานเท่านั้น
นี่ก็เป็นชะตากรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นจริง ..และสะท้อนใจมากเช่นกัน และน่าจะเป็นวิธีที่ทำให้หลายท่านสิ้นหวัง ท้อแท้อย่างน่าเห็นใจ
...
เป็นกำลังใจให้นะครับ
สวัสดีครับ พชรวรัตถ์ แสงทองชนาพงศ์
หายไปนานเลยนะครับ...
ผมคงโกหกคนอื่นได้ แต่จะให้โกหกตนเองนั้นลำบากใจเหลือเกิน ก่อนตกปากรับคำที่จะเป็นผู้แทนจังหวัดนั้น ก็ยืนยันชัดเจนว่า เราจะพูดในสิ่งที่ทำ ..และย้ำในสิ่งที่มี และไม่อายที่จะบอกว่า "อะไรที่ยังไม่ทำ...หรือกำลังจะทำ...หรือทำแล้วล้มเหลว.."
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ... ::S.PiCMieS::
บางครั้งก็ยอมรับว่าโรยบ้าง.. แต่ต้องจำเป็นจริง ๆ และพยายามโรยให้น้อยที่สุด, เบาบางที่สุด ....
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ...เอื้องแซะ
สวัสดีครับ นาย วิระ ปัจฉิมเพ็ชร
1. ให้เขาเห็นค่าของตัวเอง
2.เขาตอ้งรู้เป้าหมายของชีวิต วางแผนชีวิตของตัวเองได้
3.ต้องเชื่อในกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
4.ต้องเป้นคน กตัญญู รู้คุณของพ่อแม่
เห็นทีต้องนำหลักคิดนี้ไปเป็นต้นแบบ หรือยุทธศาสตร์บ้างแล้ว เลยต้องขออนุญาติผ่านบล็อกนี้เลย ซึ่งเห็นด้วยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการเริ่มต้นจากการทำให้เขาได้เห็นคุณค่าของตัวเอง...
ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ