ข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการร้อง รำทำท่าทาง และการพูดเจรจาในการแสดงเพลงอีแซวสุพรรณฯ

ประชันเพลงอีแซว ป.ป.ส. ภาค 7

เพลงอีแซวเมืองสุพรรณฯ

ต้านยาเสพติด (ตอนที่ 5)

ข้อคิดและความเห็นในการแสดงเพลงอีแซว

ณ โรงละครแห่งชาติภาคตะวันตก จังหวัดสุพรรณบุรี

โดย ศูนย์การเรียนรู้เพลงอีแซว (บ้านขวัญจิต)

 

          ในตอนที่ 5 นี้ ผมขอนำเสนอข้อคิดความเห็นจากการที่ได้พูดคุยกับครูภูมิปัญญาไทย นางเกลียว เสร็จกิจ (ขวัญจิต ศรีประจันต์) ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงเพลงพื้นบ้าน-เพลงอีแซว ปี พ.ศ. 2539 และปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง  ซึ่งพี่เขาได้พูดฝากเอาไว้ในหลายประเด็น มีความน่าสนใจและน่ารับฟังมาก เพราะนี่คือเสาหลักที่สำคัญที่สุดของวงการเพลงอีแซวในยุคปัจจุบัน

 

          ถ้าหากจะไปรับฟังของจริงท่านอื่น ๆ ก็ยังมี นายสุจินต์ ชาวบางงาม (สุจินต์ ศรีประจันต์) ศิลปินดีเด่นของจังหวัดสุพรรณบุรี ปี พ.ศ. 2541 บุคคลทั้ง 2 ท่านนี้คร่ำหวอดอยู่บนเวทีเพลงพื้นบ้าน เพลงอีแซว รวมทั้งเพลงพื้นบ้านประเภทอื่น ๆ มานาน ตั้งแต่ท่านอายุ 12-15 ปี มาจนถึงวันนี้ ท่านมีอายุ 60 กว่าปีแล้ว ความคิด ความเห็นของบรมครูอย่างนี้ เป็นความเห็นของต้นฉบับตัวจริงที่น่ารับฟัง (ต้องรับฟัง) และถือปฏิบัติตามก็จะเกิดผลดีแก่วงการต่อไป

 

ความเห็นเกี่ยวกับการร้องเพลงอีแซว

 

          พี่เกลียว เสร็จกิจ แนะนำผมว่า ชำเลือง เพลงสมัยก่อนเขาเล่นกันเป็นยืน เมื่อฝ่ายชายร้อง (เล่น) ฝ่ายหญิงก็ยังนั่งอยู่ ปล่อยให้ฝ่ายผู้ชายร้องออกตัวเล่นกันจนจบ จึงเป็นหน้าที่ของฝ่ายหญิงลุกขึ้นมาร้องบ้าง นักแสดงฝ่ายชายก็จะนั่งลง ส่วนการร้องสมัยก่อนมีทั้งร้องเกริ่นขึ้นต้นเพลงและบางท่านก็ไม่มีร้องเกริ่น มาถึงก็ร้องขึ้นเนื้อเพลงกันเลยก็มี

          ทำนองเพลงอีแซวในยุคก่อน จะมีเป็นแถบ ๆ ทางเหนือก็ร้องกันอย่างหนึ่ง ทางพวกเราคือแถบศรีประจันต์ เป็นเพลงอีแซวกลางก็จะร้องกันอีกแบบหนึ่ง ส่วนใต้ลงไปทางอู่ทอง สองพี่น้องก็จะร้องกันอีกแบบหนึ่ง ร้องคล้าย ๆกันแต่ลูกเล่น ลูกรับร้องลงจะแตกต่างกันไปบ้าง

          พี่จินต์ เป็นนักเพลงที่ลักจำบทบาท ลีลาท่าทางของครูเพลงเอาไว้ได้หลายคน ให้แกทำท่าทางให้ดู สนุกสนานมาก ทั้งเสียงร้องลูกเอื้อนลูกเอ่ย ลุงโปรยก็อย่างหนึ่ง ลุงกร่ายก็อย่างหนึ่ง  ครูไสวก็อย่างหนึ่ง ซึ่งเมื่อเราได้เห็นท่านแสดงให้ดูแล้วนึกวาดภาพในอดีตได้ทันที

          นักเพลงอีแซวในสมัยเก่า ๆ ท่านร้องลงเพลงเพียงคำว่า เอย คำเดียวเท่านั้น หรือบางท่านก็ตัดเสียงร้องลงไปเลย เมื่อร้องคำสุดท้ายจบลูกคู่ร้องรับ สวมเนื้อเพลงได้ทันทีโดยที่คอต้นไม่ต้องทอดเสียงลงให้รับ เขารู้กันขนาดนั้น คนร้องรับหรือลูกคู่จะร้องรับโดยมีคำว่า ซะแล้ว นำหน้าต่อด้วย 2 คำสุดท้าย เช่น ร้องลงว่า ต้นเต็งเป็นแถว เป็นแนวสูงลิ่ว ลูกคู่รับ ซะแล้วสูงลิ่ว ต่อ ๆมาก็มีคำร้องรับคำลงที่อ่อนหวานมากขึ้น  ผมเองก็ได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่หัดเพลงกับป้าอ้น จันทร์สว่าง เป็นคำลงเพลงที่ใช้กันมานาน ได้แก่ สวัสดีพี่น้อง  ฉันจะร้องให้ฟัง (เอิง เงอ เอ๊ย ร้องให้ฟัง) มีการเอื้อนเอ่ยเสียงลงเพลงและสอดรับ 3 คำสุดท้าย หากคำไม่ครบ จึงให้นำเอาคำว่า ว่าหรือคำว่า แล้ว มาใส่ข้างหน้าก็จะร้องรับว่า (เอิง เงอ เอ๊ย ว่าให้ฟัง) หรือ (เอิง เงอ เอ๊ย แล้วให้ฟัง) แต่ในวันนี้เสียงเอื้อนร้องรับเปลี่ยนไปจากเดิม ควรมิควรแก้ไขต้องแล้วแต่ดุลพินิจของครูผู้ฝึกสอนเพลงอีแซว

 

ความเห็นเกี่ยวกับการรำประกอบการแสดงเพลงอีแซว

 

          พี่เกลียวพูดถึงการรำในการแสดงเพลงอีแซวเอาไว้ 2 ลักษณะ คือ

1. ผู้ร้องนำเป็นคนรำ ทำท่าทางประกอบการร้อง เมื่อทำหน้าที่ร้อง ปากก็ร้องไปหน้าตา เนื้อตัว แขนขา มือเท้าก็ขยับเคลื่อนไหว ไม่ควรยืนนิ่ง ๆ พี่เขาบอกว่ามันจะดูแข็งไป ควรรำหรือไม่รำแต่ทำท่าทางไปตามบทที่ร้องเรียกว่า ทำตามบทหรือรำไปตามบท  ส่วนการรำอีกอย่าง เป็นท่วงท่าในการรำของเด็ก ๆ นักแสดงเพลงอีแซวในวันนี้ พบเห็นกันเป็นจำนวนมากคือ รำแบบไม่มีความหมาย ยกแขน ตั้งวง ม้วนข้อมือรำด้วยท่าทางที่สวยงามมาก พี่เขาเรียกการรำแบบนี้ว่า รำลอย ผู้ชมจะดูเบื่อตาได้ง่าย รำได้แต่ไม่ควรรำลอย ๆ นาน ๆ หรือรำลอยตลอดเวลาที่ร้อง (ดูน่าเบื่อ) พี่สุจินต์ เป็นพ่อเพลงที่รำสวย มืออ่อน ตัวอ่อน แต่พี่ก็แนะนำผมว่า ผู้ชายสมัยก่อนเขาไม่รำกันนะ อาจารย์ เพราะว่ามือเขาไม่อ่อน เขาใช้การไหวตัวเอาก็ดูสนุก

2. ผู้ที่ทำหน้าที่รำประกอบการแสดงอยู่แถวหลัง พี่เกลียวบอกว่า ในสมัยก่อนไม่มี คนเล่นเพลงวงหนึ่งมี 4-6 คน ทำหน้าที่ให้จังหวะโดยการปรบมือไปด้วย ใครรำสวย รำเป็นก็รำ บางทีผู้ชายก็รำต้อนผู้หญิง ทำให้คนดูสนุกสนาน ไม่มีแยกคนรำกับคนร้อง ต่อมาเมื่อพี่ตั้งวงก็ติดเอาการแสดงเพลงลูกทุ่งมา นำเอาวิธีการหางเครื่องมาใช้ แต่ก็ไม่ให้รำแบบหวือหวา รำเรียบ ยืนนิ่ง ๆมีเยื้องย่างบ้างเล็กน้อย รำแบบสวยงามไม่เน้นท่าทางสนุก ในปี พ.ศ. 2537-2538 ผมทำวงเพลงแสดงในงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ผมนำเอาวิธีการแสดงไปปรึกษาพี่เกลียวว่า ผมจะให้มีคนรำอยู่แถวหลังแบบวงของพี่ แต่จะรำโดยการหมุนตัว เคลื่อนไหวไปข้างหน้า ถอยหลังโดยใช้ท่ารำที่สวยงาม ไม่ถึงกับเป็นท่ารำวงมาตรฐาน พี่เกลียวแนะนำผมว่า น่าที่จะทำได้ แต่ถ้ามากไปจะเหมือนเต้น เหมือนรำเซิ้ง ไม่ใช่เพลงของเรา

 

ความเห็นเกี่ยวกับการพูด เจราจาในการแสดงเพลงอีแซว

 

          เรื่องของบทบาทการพูดจาโต้ตอบ เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเพลงอีแซวโดยแท้ เพราะนี่คือลักษณะที่จะบ่งบอกได้ว่าโต้เถียงกัน ยิ่งตอนเล่นเพลงประคารม (ปะทะกัน) คำพูดสำคัญยิ่ง เป็นส่วนที่จะทำให้ผู้ชมคล้อยตามได้ดีมาก นี่คือเพลงปฏิพากย์ พี่เกลียวแนะนำว่า ตอนใดพบว่ามีปัญหาข้อสงสัย ให้นำเอาจุดนั้นมาเป็นประเด็นในการเจรจา คำพูดควรใช้ภาษาพื้นบ้าน สำนวนจ๊ะจ๋ามีบ้าง ถ้ามากไปก็จะเจื่อน ไม่น่าฟัง  พี่สุจินต์แนะนำผมว่า การพูดจาในบทเพลง เน้นอธิบายขยายความผสมผสานความสนุกสนานไปด้วย เช่น พูดทายปัญหา พูดคำที่หักมุมได้ พูดคำที่ชวนหัวเราะ แต่ทุกคำพูดจะต้องมีที่มาในบทบาทการแสดง มิใช่อยู่ ๆ นึกจะพูดอะไรก็พูดขึ้นมาเลย มันจะไม่ต่อเนื่องกัน เป็นการตัดตอน คนดูจะไม่เข้าใจ

         %e0%b8%8a%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%82%e0%b8%8a%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%99

         (นายชำเลือง มณีวงษ์, นายบุญโชค ชนะโชติ "โชติ สุวรรณประทีป" และนายสุจินต์ ศรีประจันต์)

          ผมได้ยกเอาคำแนะนำที่ผมได้สนทนากับพี่เกลียว เสร็จกิจ และพี่สุจินต์ ศรีประจันต์ ในเนื้อหาใจความเกร็ดเล็ก ๆน้อยๆ เกี่ยวกับการแสดง เพลงอีแซว ที่มาจากความเห็นของครูเพลงในยุคปัจจุบัน หากได้มีการศึกษาวิธีการของเพลงอีแซวจากคนเพลง น่าจะ เป็นแนวทางในการเดินหน้าต่อไปอย่างถูกวิธีที่สุด

 

          วันนี้ มีหน่วยงานหนึ่งที่ชื่อ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 7 (ป.ป.ส.) ให้ความสนใจเพลงอีแซวสุพรรณฯ จัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่งมาให้เด็ก ๆ ในจังหวัดสุพรรณบุรีได้แสดงความสามารถสื่อสารไปยังเยาวชนในภาค 7 และทั่วประเทศได้เห็นการแสดงเพลงพื้นบ้าน เป็นสื่อนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ ความรู้ ป้องกัน ต่อต้ายยาเสพติด ที่ โรงละครแห่งชาติภาคตะวันตก จังหวัดสุพรรณบุรี ในวันที่ 7  เมษายน 2551 ครับ

 

 

ชำเลือง  มณีวงษ์ - ผู้ช่วยครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ 1

                       - ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมสาขาเพลงพื้นบ้าน ปี 2547