ผมกำลังจะมีโอกาสบรรยายปฏิบัติการแก่นักกิจกรรมบำบัด ครูการศึกษาพิเศษ และผู้ปกครองเด็กพิเศษ ณ รร. มีชื่อแห่งหนึ่ง อาทิตย์หน้า...

หลังจากที่ผมเคยบันทึก SI ระบาด....บทบาทนักกิจกรรมบำบัดเริ่มเปลี่ยนแปลงอีกเล็กน้อย แต่ยังไม่มีปรากฎการณ์ใดๆ ที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการศึกษาของเด็กพิเศษ ที่ "สามารถวัดการเปลี่ยนแปลงความสามารถทางการเรียนและจิตสังคมอย่างเป็นนามธรรมและมีหลักการ"

ผมพยายามพูดคุยกับอาจารย์กิจกรรมบำบัดมหิดล ที่ฝึกฝนตนเองจนเชี่ยวชาญในเด็กพิเศษ แต่อาจารย์ทั้งหลายก็ยังตอบผมไม่ชัดเจนถึงการนำแนวคิดกิจกรรมบำบัดมาใช้ให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร ส่วนใหญ่ประเมินองค์ประกอบของพัฒนาการด้านต่างๆ เช่น การเคลื่อนไหว การใช้มือ การรับรู้ การเรียนรู้ ความสนใจ พฤติกรรม หากพบปัญหาก็ออกแบบสื่อการรักษาที่เน้นแก้ไขปัญหา โดยบอกไม่ได้ว่า เมื่อไรปัญหาเหล่านั้นจะแก้ไขได้หรือเด็กสามารถดำเนินชีวิตได้ด้วยเป้าหมายอย่างไรทางกิจกรรมบำบัด

ทุกอย่างเป็นความรู้สึกในแต่ละวันว่าเด็กทำกิจกรรมบำบัดแล้วดีขึ้น เช่น สนใจฟังคำสั่งมากขึ้น พ่อแม่ก็พามาที่คลินิกทุกๆอาทิตย์ ทำกิจกรรมบำบัดแยกองค์ประกอบจน "ไม่เน้นการฝึกทักษะชีวิตที่เด็กสนใจหรือให้ความสำคัญ" เราจะรู้หรือไม่ว่า เด็กสนใจฟังคำสั่งแล้วจะช่วยให้เขาฟังคำสั่งเพื่อดำเนินชีวิตด้านใดอย่างไรกัน แล้วเป้าประสงค์ของการฝึกจนสิ้นสุดโปรแกรมทางคลินิกคืออะไร จริงอยู่ที่เด็กมีพัฒนาการการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตตลอดช่วงวัย แต่เราต้อง "พัฒนาที่ตัวเด็กให้รู้จักดำเนินชีวิตได้ด้วยตนเองให้มากที่สุด" นักกิจกรรมบำบัดหรือผู้ปกครองไม่ได้อยู่กับเขาตลอดเวลาของการดำเนินชีวิต

ผมบอกตรงๆ ว่าได้เรียนแนวคิดและรูปแบบทางกิจกรรมบำบัดในโรงเรียน ตอนเรียนเฉพาะทางที่ออสเตรเลีย แต่ไม่ได้สนใจที่จะศึกษาวิจัยเชิงลึกในเรื่องดังกล่าว

แต่แล้ว ผมลืมนึกไปว่า ระบบการทำงานแบบสหวิชาชีพ ในไทย ยังมีข้อจำกัดในหลายปัจจัย เช่น แต่ละวิชาชีพไม่เปิดใจให้กว้างสุดๆ ทำให้เกิดอุปสรรคของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และไม่สามารถดึงศักยภาพของแต่ละวิชาชีพมาช่วยเด็กพิเศษแต่ละรายได้อย่างเหมาะสม

หากนักกิจกรรมบำบัดในโรงเรียนและครูการศึกษาพิเศษร่วมมือกันสร้างแนวคิดและระบบการจัดการที่ดี...เด็กพิเศษหลายๆคนคงมีโอกาสพัฒนาศักยภาพของเขาได้อย่างรวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

แนะนำให้คลิกอ่านระบบของออสเตรเลียที่ http://www.learninglinks.org.au

และผมขอสรุปบทบาทนักกิจกรรมบำบัดในโรงเรียน แบบคัดลอกมาจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ เหตุที่ไม่อยากให้แปลเพราะศัพท์เทคนิคบางคำอาจสื่อเป็นภาษาไทยได้ไม่ชัดเจน ผมจึงขอ acknowledge OTNOW (May/June 2002) โดย CAOT PUBLICATIONS ACE

 How occupational therapy makes a difference in the school system: A summary of the literature

  • Occupational therapists (OT) are trained to assess and treat occupational performance concerned with a person's ability to perform self-care, productive and leisure activities.
  • In the school system OT plays a role of improving the student's performance of tasks and activities important for successful school functioning, and ensuring the student's skills and abilities that have been reaching to the his/her expectations in the school settings
  • Direct intervention or collaborative intervention with special educators and parents includes motor coordination, visual-motor coordination, visual perceptual skills supporting school performance, new effective teaching and/or parenting strategies, in-hand manipulation and handwriting legibility.

นั่นคือหากมีปัญหาที่แยกองค์ประกอบมากกว่านี้ ต้องส่งต่อไปที่นักกิจกรรมบำบัดในระบบคลินิก และระบบที่ผมจะนำไปบรรยาย ณ รร. รุ่งอรุณ วันที่ 28 ก.พ. นี้ คือ "เทคนิคการประเมินและปรับสภาพแวดล้อมในห้องเรียนด้วยโมเดลนิเวศวิทยา" หากมีสิ่งที่น่าสนใจ...ผมคงนำมาถ่ายทอดในบันทึกครั้งต่อไปครับ