เรากำลังพูดถึง การทำสิ่งแวดล้อมในองค์กร เพื่อทำให้คนในองค์กร เกิดการเรียนรู้ ซึ่งจะเกิดความคิด นวัตกรรมในการทำงาน ... เราควรจะมอง KM เป็นเช่นนั้น
อาจารย์หมอสมศักดิ์ Comment เพิ่มเติมจากที่ผู้เข้าประชุมได้ ลปรร. กันไป เล่าประสบการณ์กันไป ว่าเราน่าจะคิดถึงอะไรกันต่อยอดได้บ้างละนะคะ ... อาจารย์บอกว่า ...
- มันสะท้อนความเป็นจริงหลายอย่าง และทำให้เราได้เรียนรู้เรื่อง KM ไปในตัว
- อันที่ 1 ... ที่ผมเข้าใจ
- ทุกคนคงเห็น ว่า KM ไม่ใช่โครงการ ไม่ใช่เรื่อง ไม่ใช่เครื่องมือพิเศษที่ใครจะเอาไปทำเท่านั้น แต่ต้องทำให้ทั่วทั้งองค์กร เพราะว่ามันเป็นประโยชน์กับการทำงานทั้งหมด
- ประเด็นหนึ่งที่คิดกัน ผมสรุปได้ว่า ถ้าจะให้ได้ดี น่าจะให้พวกเราได้มองเห็น Keyword 3 คำ คือ Innovation ... Learning และ Environment
- เรากำลังพูดถึง การทำสิ่งแวดล้อมในองค์กร เพื่อทำให้คนในองค์กร เกิดการเรียนรู้ ซึ่งจะเกิดความคิด นวัตกรรมในการทำงาน ... เราควรจะมอง KM เป็นเช่นนั้น
- นวัตกรรมในที่นี้ไม่ใช่เป็นของแข็งๆ เท่านั้นนะ ไม่ใช่เป็นอ่างล้างมือใหม่ๆ หมอนรองนั่ง อันนั้นก็ดี แต่ว่า นวัตกรรมก็จะมีทั้ง Hardware และ Software ... ส่วนของ Software ก็คือ วิธีการทำงานแบบใหม่ ก็เป็นนวัตกรรม
- ก็มาเชื่อมโยงกับว่า เราอยากเห็นคนกรมอนามัยท้ายที่สุด ก็เป็นคนทำงานที่ประสบความสำเร็จ ผ่านการเรียนรู้ และก็ไปช่วยคนอื่นด้วย
- เวลาพวกเราทำงาน เราไม่ได้ทำแต่ในองค์กร งานของเรารุกไปข้างนอก เราก็จะเห็นอีกแง่หนึ่งของ KM คือ เราควรจะไปสร้างสิ่งแวดล้อม และการเรียนรู้ของคนอื่นด้วย
- เวลาเราใช้ KM เราก็ไม่ได้ใช้แบบบริษัททั่วไป เพราะเราทำภารกิจพัฒนาประเทศ ก็จะไปยุ่งกับภาคี ถ้าเราทำให้ภาคีทั้งหลายเกิดการเรียนรู้ และเกิดนวัตกรรม ก็จะเป็นประโยชน์ต่องาน และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ
- เราไม่ทำด้วยวิธีการไปสั่ง ไปบอก
- ... เราไปสร้างสิ่งแวดล้อม ให้ภาคีของเราเกิดการเรียนรู้ และคิดสร้างนวัตกรรมด้วย
- ทั้งหมดนี้ ผมคิดว่า เป็น concept ที่เราตั้งใจ การทำ KM ก็จะไม่มีวันตาย
- มาดูที่โมเดลปลาทู ว่า
- นึกอะไรไม่ออกก็จัด ลปรร. ก่อนสิ
- แต่ให้คิดว่า เป็นการจัด ลปรร. ภายใต้สิ่งแวดล้อม การจัดกระบวนการเรียนรู้ คือ การสร้าง Micro environment ทำให้เกิดการเรียนรู้ จนเกิดการพัฒนานวัตกรรม
- ซึ่งเราก็บอกว่า
... เทคนิคหนึ่ง คือ เอา Success story มานำ
... เทคนิค 2 คือ ให้ที่ประชุมฟังให้เป็น
... เทคนิค 3 คือ ให้ที่ประชุมแคะของตัวเองออกมาได้เยอะๆ- นี่เป็นการสร้างสิ่งแวดล้อมให้เกิดการเรียนรู้ และเกิดนวัตกรรม
- เราไม่อยากทำ KM ให้เกิดแต่การแลกเปลี่ยน
... เราอยากให้มีสิ่งที่เกิดหลังการแลกเปลี่ยน ... นั่นก็คือ การเอาความรู้มาหมุนเกลียว- ถ้าเราเห็นอย่างนี้ เราก็จะรู้สึกติดพัน เวลาเราคุยกัน เราก็จะเห็นว่า คนที่ทำ KM จริงจัง เขาไม่ติดอยู่แต่รูปแบบ ลปรร. แต่ ... เขาทำยังไงก็ได้ที่ทำให้คนของเขาเกิดการ ลปรร.
- ผมขอยกตัวอย่างเรื่อง Nonaka ... เจ้าพ่อ KM เขามา lecture เรื่อง KM เมื่อหลายปีก่อน
- เขาไม่มีคำว่า KM เลย เขายกตัวอย่าง 3-4 เรื่อง คล้ายๆ รร.เพลินพัฒนา
- รร.เพลินพัฒนา ไม่ได้พูดเรื่อง KM เลย แต่เขาเป็น รร. ซึ่งสร้าง สวล. ให้ทั้งครู และ นร. เกิดการเรียนรู้ในการจัดการเรียนการสอนตลอดเวลา และเขาก็มี Learning innovation มากมายใน รร. เพราะฉะนั้น เพลินพัฒนาก็เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยไม่ต้องมานั่งจัด Small group แน่นอนเราก็จะรู้ว่า เขามี tacit knowledge แน่ๆ ในส่วนของกระบวนการจัดการเรียนการสอน
- Nonaka ที่เขาเล่าว่า บริษัทยาที่ญี่ปุ่น เขาพัฒนายา
... แต่ก่อนนักวิทยาศาสตร์ นั่งทำแต่ในห้องแลป design ว่า โมเลกุลแบบไหนจะ fix กับตัวไหนยังไง ทดสอบในห้องแลป ดูว่าปฏิกิริยาทางเคมีจะเกิดไหม ถ้าเกิดแล้วผลที่ออกมาดีไหม ไปทดลองในหนูทดลอง ถ้าได้ผล ก็อาจเป็นยาที่ดีได้
... วันหนึ่งเขาก็เปลี่ยนนโยบายเล็กน้อย ว่านักวิทยาศาสตร์น่าจะเรียนรู้อย่างอื่นด้วย ก็พานักวิทยาศาสตร์ไปขึ้นวอร์ด ไปดูพยาบาล ไปดูหมอทำงาน
... แล้วก็มีการพัฒนายาฉีดมะเร็ง ที่มี Double label เพราะว่านักวิทยาศาสตร์เขาเห็นพยาบาลฉีดยาให้กับคนไข้มะเร็ง และพบว่า พอยาผสมใส่ขวด และดูดใส่หลอด มันก็มีลักษณะใสๆ เหมือนยาทั่วไป แต่ยามะเร็งจะมีอันตราย ถ้าพยาบาลเกิดวางไปแล้ว หรือคนที่สองมาไม่รู้ก็จะเกิดการฉีดยาผิดได้ เขาก็เกิดไอเดียขึ้นมา จากการไปดูพยาบาลทำงาน ว่า เวลาทำยา ไม่ได้ทำแค่เนื้อยานะ ต้องทำ packaging ของยาด้วย และไม่ได้เพื่อให้มันน่าดูเท่านั้น แต่ให้เกิดประโยชน์ด้วย
... เพราะฉะนั้นเขาก็ทำ Double label พอผสมยาเสร็จ ดูดยาออกจากขวดยาปุ๊บ ก็ฉีก Label จากขวดยามาแปะที่ syringe ก็จะรู้ว่าเป็นยามะเร็ง
... คนที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องเทคนิคยา เพราะมันเกี่ยวกับเรื่องการแพ้ยา ก็คงไม่รู้หรอกถ้าไม่เห็นเขาทำงานกัน
... เพราะฉะนั้น การที่จะพานักวิทยาศาสตร์ไปขึ้นวอร์ด ก็ทำให้เกิดการ ลปรร.
... ไม่ได้ไปสอนเขานะ เพราะว่าเราเชื่อว่าคนไม่ได้โง่
... เชียร์ ช่วย ชี้ นี่คือ เทคนิคที่ผมอยากรู้จากพวกเรามากเลย- เวลาที่ชวนใครมาทำอะไร อย่าชวนเขามาทำกิจกรรม ให้ชวนเขามาสร้างคุณค่า
- เพราะฉะนั้น การที่จะไปชวนเขามาทำ KM ก็จะอยู่ที่คุณค่าของการทำ KM
- คุณค่าที่แท้จริง คือ คุณค่าที่เราพูดเมื่อไรก็ได้เมื่อนั้น
- คือ คุณค่าของงานที่ออกมาก็เกิดแก่ตัวเขาเอง
- คุณค่าของ กพร. คือ คุณค่าเทียม เป็นความกลัว เป็นความอยากได้คะแนน กังวลว่าจะไม่ได้คะแนน ไม่ได้ตามที่เจ้านายสั่ง เป็นคุณค่าปลอม
- ผมเองในส่วนตัว ดีใจที่พวกเราทำ KM เพราะว่า เห็นคุณค่าที่แท้จริงของการทำ KM ทำให้พวกเราก็จะมี Innovation มากด้วย ถ้าทำแล้วยังไม่ได้คะแนน กพร. ก็ขออภัย
- และเวลาที่เราทำแล้วสร้างคุณค่าให้กับงาน เวลา กพร. เขามาเห็น เขาก็ทึ่ง เพราะว่าเราไม่ได้ทำแบบที่เขาสั่งเรา ว่า KA อยู่ตรงไหน อะไรคือ องค์ความรู้สำคัญ องค์ความรู้นี้ได้มาหรือยัง มี 2 องค์ความรู้ อะไรบ้าง
- เราก็จะมัวแต่ตอบคำถามตรงนั้น เพราะเราต้องการสร้างการเรียนรู้ในองค์กร ไม่ได้ต้องการหาองค์ความรู้ไปส่ง กพร. ไม่งั้นมันก็นิ่งๆ อยู่ในกระดาษ ในเวปไซต์ เท่านั้น
- เพราะฉะนั้น 2 เป้าหมายนี้จะขัดแย้งกันนิดหน่อย ระหว่าง เป้าหมาย KM ในการทำงาน และเป้าหมายส่ง กพร.
- อย่างที่ผมพูดไว้ตั้งแต่วันแรก ว่า
... บางเรื่องอยากได้ก็ไม่ต้องทำหรอก ทำอีกอย่างหนึ่ง แล้วสิ่งที่อยากได้ก็จะได้เอง
... ทำ KM ให้ดีๆ เดี๋ยวก็จะมี KA ไปส่งเขา เป็นผลงานโดยตรง
... อย่าไปพยายามทำที่ผลสำเร็จของงาน เดี๋ยวจะไม่ได้ KMยังมีอีกเรื่อง คือ IC Mapping ค่ะ รออ่านบันทึกหน้าดีกว่านะคะ
รวมเรื่อง "วันนัดพบ แกนนำ KM กรมอนามัย"