สยาม ในปี คศ. 1874

* เรียนทุกท่านครับ ยังไม่มีใครทักท้วงหรอก แต่ผมแก้ไขเองเพราะความที่ไม่ได้เอาหนังสือเก่าเล่มที่อ้างอิงนี้ติดตัวไปอินเดียด้วย จึงมีแต่ภาพที่ผมบรรยายว่าในพระราชวัง แต่จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นภาพขบวนแห่พระบรมศพของสมเด็จพระปิ่นเกล้า เจ้าอยู่หัวอยู่หัว ซึ่งตะวันตกเรียกพระองค์ท่านว่า "กษัตริยองค์ที่ 2" (ต่อเนื่องจากภาพพระเมรุมาศ) แต่ก็ไม่แน่ใจเพราะไม่มีหนังสือนั้นอยู่กับตัว จึงยืนยันไม่ได้ ครั้นจะให้ทางบ้านส่งหนังสือเล่มนี้นไปให้ ก็คิดว่าทางบ้านคงหาไม่เจอแน่ จึงขอแก้ไขเป็นคำบรรยายกลางๆ ก่อนคือ เป็นภาพในพระบรมมหาราชวัง ในสมัยรัชกาลที่ 5 สยามประเทศ
เอาไว้หากมีโอกาสกลับไปเยี่ยมประเทศไทย ค่อยไปหาหนังสือเล่มนั้นมายืนยันต่อไปครับ
โปรดสังเกตุรายละเอียดต่างๆ ให้ดีนะครับ จะได้รับความรู้อีกมาก
เป็นภาพที่อยู่ในหนังสือเรื่องราวของการเดินทางเยือนสยามของ Le Comte de Beauvoir
เป็นอีกภาพที่หาดูได้ยาก ที่อยากนำเอามาฝากพวกเราใน G2K ครับ
ดีครับระลึกถึงอดีตที่ดีงาม
ภาพนี้หายากจริงๆค่ะ
แต่เล็กจัง ต้องจ้องเสียติดจอเลย
แสดงให้เห็นถึงความเจริญทางวัฒนธรรมของไทยเมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมา น่าทึ่งจริงๆครับ
ลุงเอกครับ
สยามในอดีตถือเป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองมากประเทศหนึ่งในเอเชียครับ ผมนึกถึงสยามทีไร ก็อดภูมิใจในความเป็นชาติเมื่อครั้งกระโน้นมาก
ขอบคุณครับ
แณณ
พี่ก็เริ่มสะสมเมื่อออกประจำการในต่างประเทศนี่ละ เริ่มจากที่เบลเยียมซึ่งถือว่าออกประจำการครั้งแรกที่มีครอบครัว
แต่ละประเทศมีของดีทั้งนั้นจ๊ะ
อยู่ที่เราจะมองให้บวกหรือลบ
แณณเองก็เริ่มสะสมแล้วนะ บันทึกใน G2K นี่ถือเป็นบันทึกประวัติศาสตร์สำหรับอนาคตนะ
คุณพี่ศศินันท์ครับ
วิธีการดูคือ คลิ๊กขวาแล้ว save ภาพเอาไว้ได้เลยครับ ไปขยายใหญ่ดูเอง จะพบกับความเจริญของวัฒนธรรมสยามครับ
อจ.วุฒิชัยครับ
ครับ ภาพประวัติศาสตร์สยามนั้นน่าทึ่งจริงๆ ครับ เรายิ่งใหญ่และเกรียงไกรมาก ไม่เฉพาะวัฒนธรรมแต่ความก้าวหน้าด้านอื่นๆ ด้วยเช่น รถรางไฟฟ้า รถไฟ ฯลฯ
คุณครูชาครับ
save ภาพไปใช้ประโยชน์ได้นะครับ ไปขยายดูรายละเอียด จะทึ่งครับว่าสยามยิ่งใหญ่จริงๆ
ภาพ ทำให้เราย้อนยุคไปสัมผัสบรรยากาศในอดีตที่ยิ่งใหญ่ได้ ขอบคุณที่ให้โอกาสเราได้สัมผัสสิ่งสำคัญเช่นนี้ครับ
คุณ Bangsai ครับ
ยินดีครับ
ภาพเก่าแบบนี้ เก็บไว้คนเดียว ก็ไม่มีคุณค่า สู้นำออกมาให้ชมกันดีกว่า สยามในสมัยนั้น เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศมาก เวาลารัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรป เห็นภาพการต้อนรับที่สมพระเกียรติแล้ว ภูมิใจครับ ในสยามประเทศ เพราะประเทศในยุโรปต้อนรับมหาอำนาจอย่างไร ก็ต้อนรับกษัตริย์ของสยามเช่นนั้น ยิ่งใหญ่เท่ากัน
ขอบคุณครับ
มาช่วยทายค่ะ เพราะภาพพระที่นั่งที่เห็นซ้ายมือน่าจะเป็นพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท แต่ในภาพยังไม่ปรากฏพระที่นั่งราชกรัณยสภา และประตูพรหมโสภาที่เห็นตรงกลางภาพเปลี่ยนเป็นยอดปรางค์พรหมพักตร์แล้ว เพราะฉะนั้นเดาว่าอยู่ในช่วงรัชกาลที่ 4 ถึงไม่เกิน 5 แต่ต้องอยู่ในระหว่างช่วงที่เปลี่ยนยอดประตูแล้ว และยังไม่ได้สร้างพระที่นั่งราชกรัณยสภา (สืบจากรูป) ไว้ท่านฑูตได้ประวัติภาพนี้แล้วอย่าลืมมาเฉลยนะคะ
คุณ Little Jazz ครับ
ช่วงรัชกาลที่ 4 ต่อรัชกาลที่ 5 นั้นแน่นอนครับ
ผมคิดว่าศาลาด้านขวาของภาพน่าจะเป็นพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาทครับ ตามที่ดูข้อมูลจาก วิกิพีเดีย .....ดังนี้
.......เป็นพระที่นั่งโถงทรงปราสาทจตุรมุขประกอบเครื่องยอดบุษบกโดยมุขรี(ด้านยาว)สั้นกว่ามุขด้านสกัด(ด้านกว้าง)มีเชิงเทินเกยเทียบพระยานคานหามตั้งอยู่ระหว่างพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทและพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ด้านหน้าพระที่นั่งราชกรันยสภา ซึ่งอาจจะยังไม่ได้สร้าง ตามที่คุณ Little Jazz สัณนิษฐานก็เป็นได้
พระที่นั่งนี้ เดิมทีใช้เป็นที่ประกอบพระรารชพิธีโสกันต์ (โกนจุก) และยังเคยใช้เป็นที่ประทับเกยเสด็จบนพระราชยานคานหามด้วยนอกจากนี้ความสวยงามด้วยสถาปัตยกรรมไทยแท้นี้ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปกรรมประจำชาติแขนงหนึ่งในหลายๆแขนงที่เรียกกันว่าศาลาไทย.........
ขอบคุณครับสำหรับการสืบจากภาพ
ช่วยกันสืบต่อไปนะครับ ได้ความรู้เพิ่มเติมดีมาก
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต เมื่อวันอาทิตย์ เดือนยี่ แรม 6 ค่ำ ย่ำรุ่งแล้ว 3 นาฬิกา กับ 3 บาท ตรงกับ 7 มกราคม 2408 ซึ่งรัชกาลที่ 4 ครองราชย์ ปีพศ. 2394 - 2411 เพราะฉะนั้นภาพที่เห็นน่าจะถ่ายหลังปี 2418 ดังนั้นภาพที่เห็นไม่ใช่งานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวแน่นอนค่ะ
ปล. ไม่แน่ใจว่าพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ในภาพบังพระที่นั่งราชกรัณยสภาอยู่หรือเปล่า ถ้ามีพระที่นั่งราชกรัณยสภาอยู่ด้านหลังก็อาจจะเป็นได้ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 - 7 แต่ถ้าไม่มีพระที่นั่งที่ว่านี้ ภาพนี้ควรบันทึกในสมัยรัชกาลที่ 5 ค่ะ ค่อยๆ สืบเรื่อยๆ ถ้ามีอะไรสงสัยจะมาต่ออีกนะคะ
มาต่อค่ะ ไปเซฟรูปมาขยายดู แต่ไม่ชัด ในภาพด้านขวาสังเกตุได้ว่า มีภาพบุคคลยืนอยู่บนเกยของพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ฯ ด้านล่างมีสัปทนกั้น 2 คัน และเสลี่ยงในจำนวนเท่ากัน หมายถึงว่ารอรับหรือมาส่งบุคคลสองคนที่ขึ้นหรือลงจากพระที่นั่ง และขบวนเสลี่ยงมีเครื่องประกอบยศชั้นกษัตริย์ได้แก่ บังสูรย์ และบังแทรก กระบวนแห่แหนพร้อมสรรพ ดังนั้นบุคคลหนึ่งที่อยู่ในพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ฯ ควรเป็นพระมหากษัตริย์ ส่วนอีกคนหนึ่งยังไม่ทราบ
ส่วนริ้วขบวนน่าจะเดินออกมาจากพระราชฐานชั้นในผ่านทางประตูพรหมโสภา จะเห็นได้ว่าประตูมีการประดับตกแต่ง
เพราะฉะนั้น สันนิษฐานว่างานนี้ที่เห็นในภาพอาจเป็นพระราชพิธีโสกันต์ เจ้าฟ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งมากกว่าค่ะ
โอ ดีจังครับ สืบจากภาพ
เรื่องไม่ใช่งานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ นั้น ผมก็รู้สึกลังเลสงสัยอยู่เหมือนกัน จึงต้องแก้ไขดีกว่า เพราะภาพประวัติศาสตร์ ถ้าไม่ถูกต้องจะสุญค่าทันที
ส่วนที่สัณนิษฐานว่าน่าจะเป็นพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์เพราะข้อมูลที่ว่าเคยใช้เป็นที่ประทับเกยเสด็จคานหาม...เพราะผมมีอีกภาพหนึ่งที่เสด็จประทับคานหามจากพระที่นั่งนี้
ส่วนที่ว่าอาจจะเป็นพระราชพิธีโสกันต์ เจ้าฟ้าองค์ใดองค์หนึ่งก็น่าคิดครับ
สืบกันต่อครับ
ยิ่งมายิ่งมึน ไปเจอบทความนี้จากหนังสือศิลปวัฒนธรรม ตัดมาให้อ่านค่ะ
แต่ก็มีเหตุบังเอิญอีกเช่นกันที่ในระหว่างนั้นมีเจ้าชายชาวฝรั่งเศส ๓ พระองค์ ที่เป็นนักผจญภัยขนานแท้ เดินทางท่องเที่ยวรอบโลกอยู่ และกำลังผ่านเข้ามาเยือนกรุงสยาม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงเห็นเป็นโอกาสเหมาะที่จะเปิดเผยเรื่องฉ้อฉลในพฤติกรรมของทูตฝรั่งเศส จึงมีพระบรมราชานุญาตเป็นกรณีพิเศษ ให้เจ้าชายผู้สูงศักดิ์เหล่านั้น ซึ่งประกอบด้วยดุ๊กแห่งอลองซอง (le duc d" Alencon) เจ้าชายเดอ กองเด (le prince de Conde) และดุ๊กแห่งปองติแอฟรึ (le duc de Penthievre) พร้อมด้วยเคานต์โบวัวร์ (le comte de Beauvoir) พระสหาย โดยการนำของคุณพ่อโลนาร์ดี (Pere Lonardi) บาทหลวงชาวฝรั่งเศสผู้ที่ทรงคุ้นเคยและโปรดปรานมาก่อน เป็นผู้นำเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด(๑)
ความประจวบเหมาะนี้จะอำนวยให้คนแปลกหน้ากลุ่มนี้ได้เข้าไปเยี่ยมเมืองต้องห้ามโดยไม่คาดฝัน!
โอกาสพิเศษนี้เกิดขึ้นถึง ๒ ครั้ง ระหว่างการพำนักอยู่ในกรุงเทพมหานครนาน ๙ วัน ระหว่างวันที่ ๑๑-๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๐๙
การเข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงสยามของชาวยุโรปชุดนี้ ได้รับการเปิดเผยโดยเคานต์โบวัวร์ นักท่องเที่ยวธรรมดาๆ ผู้ไม่เคยคาดหวังโอกาสนั้นมาก่อน เขาเพียงแต่ตั้งใจไว้แต่ต้นว่าจะจดบันทึกช่วยจำสิ่งต่างๆ ที่จะได้พบเห็นไว้เรียบเรียงให้บิดามารดาทางบ้านได้อ่านเท่านั้น(๑) เหตุผลทั้งหมดจึงเป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เพื่อทรงวิสาสะคุ้นเคยกับเชื้อพระวงศ์จากฝรั่งเศสในโอกาสที่หาได้ยาก จึงโปรดให้มีขึ้นในที่รโหฐานจริงๆ พระบุคลิกลักษณะและพระราชอัธยาศัยที่แท้จริง ตลอดจนเหตุการณ์บ้านเมืองที่ดำเนินอยู่ จึงถูกนำออกมาจากเมืองต้องห้าม ปรากฏในรูปร้อยแก้วที่ให้รายละเอียดและภาพสเก๊ตช์อย่างรวดเร็ว ที่ถูกวาดเก็บไว้ได้ทันท่วงทีในทัศนะของชาวต่างประเทศ ล้วนเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์นอกพงศาวดารที่แปลกที่สุดชุดหนึ่งในรัชกาลนี้ที่เคยพบมา
เพียง ๑๒ เดือนก่อนการมาถึงของคณะเจ้าชายฝรั่งเศส พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือกษัตริย์องค์ที่ ๒ เสด็จสวรรคต คณะชาวฝรั่งเศสได้รับเชิญให้เข้าไปถวายบังคมพระบรมศพ ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยในพระบวรราชวัง เคานต์โบวัวร์ได้ถ่ายทอดภาพจำลองของพระบรมศพที่บรรจุอยู่ในพระบรมโกศ ในมุมมองที่ชาวตะวันตกนึกไม่ถึงมาก่อน คำบอกเล่าทั้งหมดจึงเป็นสีสันของเมืองไทยที่ผู้บันทึกพบเห็น ชีวิตฝ่ายในของราชสำนักที่ผู้คนอยากรู้อยากเห็นอยู่ตลอดเวลา
หนังสืออ้างอิงของบทความนี้คือ Le comte de Beauvoir ซะด้วย ลองดูที่ลิงค์ได้นะคะ ทำลิงค์ไปที่บทความให้ สงสัยต้องรอเฉลยจากหนังสือแล้วล่ะค่ะ ไม่รู้ว่าภาพที่เห็นเป็นภาพภายหลังที่นำมาประกอบเพิ่ม หรือพระที่นั่งด้านซ้ายที่เราเห็นไม่ใช่พระที่นั่งจักรีฯ กันแน่ โอ้ย ยิ่งคิดยิ่งมึนค่ะ ท่านฑูตว่าไงคะ???
แวะมาตอบก่อนไปทานข้างกลางวัน
เล่มที่ผมมีนั้นเป้นของ Le comte de Beauvoir ของจริง ของแท้ทั้งเล่ม มีภาพถ่ายและลายเส้นซึ่งหาดูได้ยากจริงๆ http://www.polpage.com/oldpicarticle001.htm ดังภาพประกอบ
บังเอิญจริงๆ ไม่ได้เอาติดตัวไปอินเดียด้วย หนังสือเล่มนี้ ผมตั้งใจว่าจะแปลเหมือนกัน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีเวลาแปล เป็นหนังสือเก่าที่มีอายุเก่าที่สุดเล่มหนึ่งที่ผมสะสม
ในหนังสือดังกล่าวมีภาพพระเมรุมาศของสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย ซึ่งก็คงมาจากการที่คณะดังกล่าวได้ไปเห็นพระเมรุมาศด้วยตัวเองและวาดลายเส้นเอาไว้เป็นหลักฐาน และได้วาดอีกหลายภาพในบริเวณพระบรมมหาราชวัง
คงต้องรอให้มีโอกาสกลับไปเมืองไทย จะได้ไปค้นเอามานั่งอ่านและแปลกันต่อไปครับ
สนุกดีครับ
จะนำภาพมาให้สืบกันอีกครับ