ฉันดีใจจังที่เธอยังบอกว่า “คุยกับฉันแล้วสบายใจดี”

แม้ว่าจะห่างเหิน และห่างหายกันมานาน.........................
แสนนานแล้วก็ตาม  หากความรู้สึกดีๆ
ที่เคยมีให้เพื่อน และที่เพื่อนมีให้
ยังไม่ลืมเลือนจากหัวใจ

คนที่ ๑ เพื่อนซี้ที่หอ

      ฉันกับเธอมีภาระเดียวกันคือ ต้องเฝ้าหอตอนวันหยุดเพราะเราเป็น
เด็กต่างจังหวัด  แม้ว่าเราจะเรียนกันคนละกลุ่ม  แต่เราก็มาสนิทกันได้
ก็เพราะภาระหน้าที่นี้แหละ  ทั้งหอจะเหลืออยู่ไม่กี่คน  เราชาวเหนือใต้
ก็จับคู่อยู่คบกันไปเป็นประจำ  เธอเป็นคนรูปร่างผอมบางมาก  สุขภาพ
ไม่ค่อยแข็งแรง  ฉันจึงเป็นฝ่ายดูแลเอาใจใส่เธอเสมอจนเพื่อนๆ ล้อว่า
เป็นพยาบาลประจำตัวของเธอ  ตอนเธอป่วยเข้าโรงพยาบาลศิริราช
ฉันก็ไปเฝ้าเธอ  จำได้ว่าเราไปอยู่ห้องอนาถากัน  ฉันชอบไปกินอาหาร
ที่ร้านสวัสดิการโรงพยาบาล ถูกและอร่อยมากที่สุดเลยล่ะ

     วันรับปริญญา (พ.ศ.๒๕๒๒) เราสองคนถ่ายรูปคู่กันมากที่สุด 
เธอแต่งงานฉันก็ไปเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้  เธอกับแฟนพากันไปฮันนีมูนที่บ้านฉัน 
เธอขยันเขียนจดหมายมาหาฉันบ่อยๆ ส่งรูปลูกสาวไปอวดเป็นระยะๆ 
สอนลูกๆ ให้เรียกฉันว่าแม่ด้วย...

    วันเวลาผ่านไปเนิ่นนานร่วม ๒๐ ปี  เธอก็ดั้นด้นจากใต้ไปเหนือสุด 
มาตามหาฉันด้วยความคิดถึงสุดหัวใจ  พบกันเธอบอกว่ากลัวจะไม่ได้
พบเจอกันอีก  ขอมาพบให้สบายใจก่อนที่จะตายจากกัน.................. 
ตอนนั้นฉันฟังแล้วใจหายมากนะ  แต่ตอนนี้ฉันดีใจมากที่สุดที่ได้พบ
กับเธออีกครั้งในช่วงงานรับปริญญาโท มสธ. ของเธอ (ม.ค.๒๕๕๑) 
แม้ว่าเราจะได้พบกันเพียงแค่ชั่วโมงเดียวก็ตาม แต่เรายังมีสัญญาใจ
ที่ผูกพันกันเช่นเคย

                        

 

คนที่ ๒ รูมเมดที่น่ารัก

     เธอเป็นเพื่อนที่รักฉันมากที่สุดคนหนึ่ง  อดทนเฝ้าคอยรอเป็นรูมเมด
กับฉันตั้งแต่ปี ๒  มาได้เอาตอนที่อยู่ปี ๔ (จองไว้เช่นกัน)  แม้ว่าฉันจะ
ไม่ค่อยมีเวลาใส่ใจดูแลเธอนัก  แต่ฉันก็รู้ว่าเธอมีความสุขที่ได้อยู่กับฉัน 
และเธอเป็นเพื่อนที่รักและเข้าใจฉันมากที่สุด  ฉันยังจำข้าวกล่องและขนม
ที่เธอซื้อมาฝากอยู่เสมอ  เธอบอกว่าเห็นฉันง่วนอยู่กับงานกิจการนักศึกษา
เกรงว่าจะหิว  เธอคอยเป็นห่วงเป็นใยฉันแทบจะทุกเรื่อง ทั้งเรื่องสุขภาพ
และการเรียน

     ช่วงเวลาหนึ่งปีที่ฉันอยู่ร่วมห้องกับเธอนั้น  ฉันมีความสุขและสบายใจ
มากที่สุด เพราะเธอไม่เคยเรียกร้องอะไรจากฉันเลย ฉันจึงเห็นอกเห็นใจเธอมาก 
พยายามปลีกเวลามาพูดคุยด้วยเท่าที่จะทำได้ (เราเรียนกันคนละกลุ่ม คนละเอก
คนละโท)  วันที่เราออกจากหอพักอันแสนสุขนั้น เธอไปส่งฉันที่บ้านตุ๊กตา
(บ้านเช่าที่ฉันอยู่กับน้องใน กทม.)  เธอเคยไปเที่ยวที่บ้านต่างจังหวัดของฉัน
อยู่ครั้งหนึ่ง  และวันสุดท้ายที่เราได้พบกันก็คือ วันรับปริญญาของพวกเรานั่นเอง
(พ.ศ.๒๕๒๒) จากนั้นเธอก็ไปเรียนต่อที่เมืองนอกซะนาน  ส่วนฉันก็ไม่น้อยหน้า
ได้ไปนอกเหมือนกัน แต่เป็นบ้านนอกคอกนา เดินลุยน้ำลุยโคลนไป ๕ ก.ม.
กว่าจะถึงโรงเรียน  พอถึงวันหยุดก็กลับมาเรียน tofel ที่เสริมหลักสูตร 
เธอก็ช่างขยันเขียนจดหมายถึงฉันเช่นเดียวกับเพื่อนคนอื่นๆ มีแต่ฉันนี่แหละ
ที่ขี้เกียจเขียนตอบ...

     ผ่านมา.............แล้วก็ผ่านไป............ผ่านฟ้า............ผ่านฝนไปร่วม  ๒๕  ปี 
พบเจอกันอีกทีก็เข้าปี พ.ศ.๒๕๔๗  เธอดีใจมากที่สุดที่ยังติดต่อกับฉันได้ 
อุตส่าห์เหมารถขึ้นมาหาเพื่อจะพบกับฉันอีกสักครั้งหนึ่ง (ก่อนที่จะหมดแรงไปมาหาสู่กัน)

คนที่ ๓ เพื่อนรักต่างดาว

      เธอเป็นเพื่อนต่างคณะกับฉัน (เธอมาจากสายวิทย์ ฉันมาจากสายศิลป์)
เป็นเพื่อนต่างคณะและต่างรุ่นเพียงคนเดียวที่สานสัมพันธ์ได้นานที่สุด 
จำได้ว่าพบกับเธอครั้งแรกที่หอสมุดของมหาวิทยาลัยก่อนที่จะเปิดภาคเรียน
ชั้นปีที่ ๔  ตอนนั้นเธอคิดว่าฉันเป็นเด็กนักเรียนชั้นมัธยม และเป็นน้องของ
เพื่อนเธอคนใดคนหนึ่ง

      ต่อมามีเหตุให้เธอต้องมาช่วยฉันทำงานกิจการสโมสรนักศึกษา 
เราจึงได้คบหากันเป็นเพื่อนซี้ต่างคณะ  เพราะเธอเป็นคนที่ช่างคุย
และมาหาฉันบ่อยๆ เธอจึงเป็นเพื่อนที่คุยกับฉันได้นานที่สุดในโลก 
เธอบอกเสมอว่า "คุยกับฉันแล้วสบายใจดี"    ฉันเห็นเธอมีความสุข
ก็พลอยยินดีไปด้วย   พอฉันเรียนจบแล้ว ก็ไปทำงานที่บ้านนอก 
ส่วนเธอก็ก้มหน้าก้มตาเรียนต่อไป............................................
นานวันเข้าความสัมพันธ์ของเราก็ห่างเหินกันไปตามสัจธรรม................................

       ฉันไม่เคยลืมคำสัญญาที่ว่าจะไปแสดงความยินดีกับเธอ
ในวันแห่งความสำเร็จ  แต่เธอสิกลับลืมเลือนบางสิ่งบางอย่างไปจนหมดสิ้น................... 
ฉันก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรหรอกนะ เพราะคนเราต้องมีสิ่งที่รับผิดชอบ 
วันที่เราพบกันครั้งสุดท้ายก็คือ วันรับปริญญาของเธอ (พ.ศ.๒๕๒๖)
จากนั้นเส้นทางชีวิตของเราทั้งสองก็แยกจาก........ และห่าง...........กันไป
จนสุดหล้าฟ้าเขียว  เมื่อตัดสินใจหันหลังให้กับชีวิตในเมืองหลวงแล้ว 
ฉันจึงโบกมืออำลาจากเพื่อนๆ ทุกคน  มุ่งหน้ากลับสู่บ้านเกิดเมืองนอน 
และนับแต่วันนั้นฉันก็ไม่หวนกลับไปเหยียบที่นั่นอีกเลย..............................

      วันเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก...."๒๕ ปี"  และแล้วเส้นทางชีวิตของเรา
ก็ได้มาบรรจบกันอีกครั้งหนึ่ง  เธอบอกว่าคิดถึงฉันมากเหลือเกิน จึงค้นหา
ชื่อของฉันจากอินเตอร์เน็ต  บังเอิญว่าฉันเป็นคนโบราณที่ค่อนข้างไฮเทค
อยู่สักหน่อย  เธอจึงรู้เบอร์โทรศัพท์ของฉัน  เธอก็ยังเหมือนเดิมนะ 
คุยได้นานมา................................................................................ก  
ฉันดีใจจังที่เธอยังบอกว่า "คุยกับฉันแล้วสบายใจดี"  สุดท้ายแล้วเราก็กลับมา
เป็นเพื่อนกันอีกจนได้นะ "เจ้าเพื่อนรักต่างดาว"