๓. โครงการ PASS (Permanences d’Accès aux Soins de Santé)โครงการ PASS เป็นโครงการของรัฐที่จัดหาสวัสดิการในการรักษาพยาบาลให้แก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม อาทิเช่น คนตกงาน คนยากจน คนไร้ที่อยู่ เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้บุคคลดังกล่าวสามารถได้รับการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย และเพื่อการนี้รัฐได้ตราพระราชบัญญัติลงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๙๘[1] เพื่อบังคับให้สถานพยาบาลของรัฐมีหน้าที่ในการรักษาพยาบาลกลุ่มบุคคลดังกล่าวโครงการ PASS เป็นยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นต่อผู้ป่วยที่มีสถานะทางสังคมที่ไม่มั่นคง อาทิเช่น ผู้ไม่มีประกันสังคม ผู้ไม่มีที่อยู่อาศัย โดยส่วนใหญ่กลุ่มบุคคลดังกล่าวมักจะเลือกใช้บริการทางสาธารณสุขประเภทฉุกเฉินมากกว่าการเข้ามารักษาตามปกติในโรงพยาบาลเนื่องจากบุคคลดังกล่าวจะอดทนต่ออาการเจ็บป่วยจนถึงที่สุดเนื่องจากไม่กล้ามารักษาพยาบาลและจากความกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย หากพิจารณาทางระเบียนแล้วกลุ่มบุคคลดังกล่าวมักจะไม่มีสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมายและการปรากฏตัวในทางสังคมของกลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่ชัดเจนนัก ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยมารับการรักษาในโรงพยาบาลแล้ว สถานะและความมีตัวตนทางสังคมจะปรากฏขึ้น อย่างไรก็ดี การรับกลุ่มบุคคลดังกล่าวมารักษาในสถานพยาบาลนั้นมักจะมีอุปสรรคต่าง ๆ กัน ไปตามแต่ละสถานพยาบาล ซึ่งจากการบันทึกสถิติที่ผ่านมาโดยสถานพยาบาลในประเทศฝรั่งเศส สามารถจำแนกปัญหาต่าง ๆ ได้ดังนี้ ผู้ป่วยส่วนหนึ่งจะมารับการรักษาในเวลาทำการตามปกติของสถานพยาบาลในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการที่จะต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน แต่ในส่วนของการให้คำปรึกษาของสถานพยาบาลและในโปรแกรมที่จะต้องดำเนินการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่องนั้นมีกลุ่มผู้ป่วยมาใช้บริการน้อยมากประเภทของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาพยาบาลแบบเร่งด่วนสามารถจำแนกได้ ๒ ประเภท ดังนี้ ๑. ผู้ป่วยที่ทราบอย่างชัดแจ้งว่าตัวของผู้ป่วยเองอยู่ในสถานะที่ไม่ได้รับสิทธิตามประกันสังคม หรือได้รับสิทธิตามประกันสังคมแต่ไม่ครอบคลุมทั้งหมด หรือตัวผู้ป่วยมิได้มีภูมิลำเนาที่ชัดเจน (เร่ร่อน) หรืออุปสรรคทางสังคมประการอื่น กลุ่มผู้ป่วยประเภทนี้มักจะมาขอรับการรักษาในขณะที่ไม่ใช่เวลาราชการ และพยายามที่จะปฏิเสธที่จะรับการรักษาแบบต่อเนื่อง๒. ผู้ป่วยที่ไม่ทราบแน่ชัดว่าตัวเองมีสิทธิที่จะได้รับการรักษาหรือไม่ และลักษณะในการมาขอรับการรักษาของกลุ่มผู้ป่วยประเภทนี้มักจะไม่กลับมาตามที่นัดไว้และพยายามที่จะปฏิเสธการรักษาที่มีลักษณะต่อเนื่อง จากการเห็นถึงปัญหาของสถานพยาบาลฝรั่งเศส ตามที่กล่าวอ้างมาในเบื้องต้น รัฐจึงได้จัดโครงการ PASS ซึ่งโครงการนี้มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการผสมผสานยุทธศาสตร์ทางการแพทย์กับยุทธศาสตร์ทางด้านสังคมเข้าด้วยกัน กล่าวคือ เป็นโครงการที่ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย และในขณะเดียวกันยังเป็นโครงการที่พยายามให้ผู้ป่วยรักษาสุขภาพให้ดีเพื่อจะได้ไม่ป่วย และในขณะเดียวกันโครงการนี้ยังสนับสนุนให้มีการจัดตั้งหน่วยงานทางสังคมเพื่อช่วยเหลือผู้คนในขั้นตอนต่าง ๆ ทั้งในด้านธุรการและทางสังคม และจุดเด่นของโครงการนี้ตอบสนองความจำเป็นของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมและประหยัดงบประมาณมากที่สุดเมื่อเน้นไปยังการใช้งานของเครื่องมือต่าง ๆ ที่มีอยู่ก่อนแล้ว โดยเฉพาะการประสานงานกันในหลาย ๆ สาขา เพื่อให้สำเร็จลุล่วงตามโครงการและสามารถแก้ไขทั้งปัญหาทางการแพทย์และทางสังคมได้ ๔. สิทธิในการได้รับการรักษาพยาบาลในกรณีที่จำเป็น เร่งด่วน[2] หนังสือเวียน DHOS/DSS/DGAS เลขที่ ๑๔๑ ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ค.ศ. ๒๐๐๕ ว่าด้วยเรื่องการให้สิทธิแก่คนต่างด้าวที่มีสถานะไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เข้าเงื่อนไขภายใต้โครงการ AME มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลในกรณีที่เร่งด่วน[3] ซึ่งบุคคลที่มีสิทธิในการได้รับการรักษาพยาบาลตามหนังสือเวียนฉบับนี้ ได้แก่๑. ผู้ที่พำนักอาศัยในประเทศฝรั่งเศสที่มีระยะเวลาน้อยกว่าสามเดือนและมิได้ได้รับการอนุญาตให้พำนักอาศัยในประเทศฝรั่งเศส๒. ผู้ที่พำนักอาศัยในประเทศฝรั่งเศสมากกว่าสามเดือนแต่มิได้มีลักษณะของการอยู่อาศัยเป็นระยะเวลาต่อเนื่องกัน และมิได้ได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาลจากโครงการ AME ไม่ว่าในกรณีใดๆ ก็ตามสถานพยาบาลที่รับตัวผู้ป่วยมีหน้าที่ในการตรวจสอบเงื่อนไขว่าผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลอย่างไร เนื่องจากผู้ป่วยจะได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาลตามโครงการนี้ได้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยไม่มีสิทธิในการได้รับการรักษาพยาบาลตามโครงการอื่น อย่างไรก็ดี หากสภาพของผู้ป่วยตอนมาถึงสถานพยาบาลมีความจำเป็นและเร่งด่วนจนไม่สามารถสอบถามถึงระยะเวลาที่พำนักอาศัยในประเทศฝรั่งเศสได้ผู้อำนวยการของสถานพยาบาลมีหน้าที่แจ้งไปยัง สำนักงานหลักประกันการเจ็บป่วย เพื่อขอใช้สิทธิจากโครงการ AME ก่อน แต่หากสำนักงานหลักประกันการเจ็บป่วยตรวจสอบแล้วว่าบุคคลดังกล่าวไม่มีคุณสมบัติตามโครงการ AME ก็ให้สถานพยาบาลแห่งนั้นรักษาพยาบาลผู้ป่วยตามสิทธิในหนังสือเวียนฉบับนี้ ๕. การทำประกันสุขภาพ (Assurance maladie) การทำประกันสุขภาพเป็นสาขาหนึ่งของการทำประกันสังคมซึ่งเป็นการประกันขั้นพื้นฐานที่รัฐบังคับให้ประชาชนทุกคนทำประกันโดยรัฐหักค่าทำประกันโดยตรงจากรายได้ ซึ่งการทำประกันประเภทนี้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของการรักษาพยาบาล เช่น ค่าแพทย์ ค่ายา ค่าใช้จ่ายสำหรับโรงพยาบาล เป็นต้นอย่างไรก็ดี ผู้ทำประกันสุขภาพจะต้องเป็นผู้มีสิทธิอาศัยในประเทศฝรั่งเศสซึ่งผู้ทำประกันจะต้องได้รับใบอนุญาตในการอยู่อาศัยในประเทศฝรั่งเศสและอยู่ในประเทศฝรั่งเศสอย่างน้อย สามเดือน แต่ในบางกรณีผู้ไม่มีสิทธิอาศัยสามารถทำประกันได้ หากผู้ทำประกันเคยมีสิทธิอยู่อาศัยภายในประเทศฝรั่งเศสและสิทธินั้นได้หมดไป ผู้นั้นสามารถทำประกันได้ภายในระยะเวลาสี่ปี แต่ประกันจะครอบคลุมเฉพาะค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น[4]แต่ในกรณีที่ผู้ทำประกันเป็นผู้เยาว์จะไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขเรื่องการมีสิทธิในการอยู่อาศัยในประเทศฝรั่งเศส กล่าวคือ ผู้เยาว์สามารถทำประกันได้โดยปราศจากเงื่อนไขในเรื่องสิทธิการอยู่อาศัย (ผู้เยาว์อาจจะเดินทางมาพร้อมกับรอบครัว)แม้ว่าการพิจารณาการให้ความช่วยเหลือของรัฐแก่ผู้ร้องขอ รัฐจะมิได้พิจารณาถึงเรื่องการเป็นคนไร้รัฐหรือเรื่องสัญชาติเป็นเกณฑ์สำคัญ แต่เงื่อนไขที่เป็นสาระสำคัญของการพิจารณาการให้ความช่วยเหลือของรัฐประกอบด้วยสองหลักเกณฑ์ คือ หลักเกณฑ์ด้านผู้ร้องขอจะต้องมีถิ่นที่อยู่ในประเทศฝรั่งเศส และหลักเกณฑ์ด้านรายได้ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด ๑.หลักเกณฑ์ด้านผู้ร้องขอต้องอยู่ในประเทศฝรั่งเศส รัฐจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐ โดยพิจารณาถึงการมีถิ่นที่อยู่ที่มีลักษณะถาวรในประเทศฝรั่งเศสเป็นเงื่อนไขสำคัญซึ่งในการช่วยเหลือของรัฐในบางโครงการรัฐมิได้พิจารณาถึงสิทธิในการอยู่อาศัยโดยชอบด้วยกฎหมายในประเทศฝรั่งเศสเลยก. หลักเกณฑ์ว่าด้วยการมีถิ่นที่อยู่ในประเทศฝรั่งเศส[5] การให้ความช่วยเหลือของรัฐแก่ผู้ที่ยื่นคำร้องขอมีเจตนารมณ์ที่จะจำกัดการให้ความช่วยเหลือเฉพาะแก่บุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศฝรั่งเศสเท่านั้น ซึ่งมิได้พิจารณาในหลักเกณฑ์เรื่องสัญชาติเลย กล่าวคือ แม้ว่าผู้ร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐจะมิได้เป็นผู้มีสัญชาติฝรั่งเศสก็ตาม[6] หากเพียงแต่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศฝรั่งเศสอย่างถูกต้องตามกฎหมายก็เป็นผู้มีสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ[7]อย่างไรก็ดี การมีถิ่นที่อยู่ในประเทศฝรั่งเศสมิได้หมายถึงการมีถิ่นที่อยู่เพียงชั่วระยะเวลาชั่วคราวเท่านั้น แต่หมายถึงการมีถิ่นที่อยู่ที่มีลักษณะถาวรเป็นระยะเวลาหนึ่ง (อย่างน้อยสามเดือน) ทั้งนี้เนื่องจากเจตนารมณ์ของการให้ความช่วยเหลือของรัฐนั้น มิได้ต้องการให้ความช่วยเหลือครอบคลุมไปถึงนักท่องเที่ยวหรือบุคคลใด ๆ ที่แวะมาเพียงชั่วคราว[8] แต่เงื่อนไขในเรื่องระยะเวลาของการมีถิ่นที่อยู่ในประเทศฝรั่งเศสจะสัมพันธ์กับประเภทของโครงการที่รัฐจัดให้แก่ผู้ร้องขอซึ่งในการร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐในแต่ละประเภทจะกำหนดเงื่อนไขในเรื่องระยะเวลาที่แตกต่างกัน การให้ความช่วยเหลือของรัฐในบางประเภท รัฐจะพิจารณาด้านการมีสิทธิในการพักอาศัยด้วย แต่ในบางกรณีที่จำเป็นเร่งด่วนและมีลักษณะเกี่ยวเนื่องกับหลักมนุษยธรรมรัฐก็จะให้ความช่วยเหลือทันทีโดยไม่คำนึงถึงสิทธิการอยู่อาศัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาลในกรณีที่เร่งด่วน การร้องขอความช่วยเหลือของรัฐในบางประเภทเพียงแต่พิสูจน์ให้รัฐเห็นว่าได้อยู่ในประเทศฝรั่งเศสในระยะเวลาหนึ่งก็มีสิทธิแล้ว ทั้งนี้โดยไม่จำเป็นต้องอยู่โดยถูกกฎหมาย ก็ได้ เช่น การร้องขอความช่วยเหลือของรัฐในเรื่องเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล บางประเภท หรือในเรื่องเกี่ยวกับการช่วยเหลือเด็ก เป็นต้น ข. หลักเกณฑ์ว่าด้วยการอยู่อาศัยโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นหลักเกณฑ์ที่กำหนดให้ผู้ที่ร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐจะต้องเป็นผู้ที่อยู่อาศัยในประทศฝรั่งเศสอย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น กล่าวคือ ผู้ร้องขอจะต้องแสดงตัวว่ามีสิทธิในการพักอาศัยในประเทศฝรั่งเศสโดยไม่คำนึงถึงระยะเวลาในการอยู่อาศัยเป็นสำคัญ อีกทั้ง หลักเกณฑ์ประเภทนี้ไม่มีการพิจารณาถึงเรื่องสัญชาติ ดังนั้น ผู้ร้องขออาจจะมีสัญชาติใด ๆ ก็ได้ หรือแม้แต่เป็นบุคคลไร้สัญชาติบุคคลนั้นก็ย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐได้หากเพียงแต่บุคคลเหล่านั้นมีสิทธิที่จะอยู่อาศัยในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งในบางกรณีหากผู้ร้องขอได้อยู่อาศัยในประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้วก็ไม่จำต้องขึ้นกับเงื่อนไขในเรื่องระยะเวลาการอยู่อาศัยในประเทศฝรั่งเศส เช่น ในกรณีร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐในเรื่องที่พักอาศัยจากคนชราหรือผู้พิการ เป็นต้น แต่ในบางกรณีจะต้องมีเงื่อนไขทั้งสองประเภทประกอบกันกล่าวคือมีเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาและมีเงื่อนไขเรื่องการอยู่อาศัยโดยถูกต้องตามกฎหมาย ๒. หลักเกณฑ์ว่าด้วยเรื่องรายได้ หลักเกณฑ์ในเรื่องรายได้ถือว่าเป็นหลักเกณฑ์ที่เป็นสาระสำคัญในการร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐซึ่งผู้ที่ร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐจะต้องแสดงรายได้ของตนส่วนหนึ่งและอีกส่วนหนึ่งจะต้องแสดงว่าตนขาดไร้ซึ่งผู้อุปการะเลี้ยงดูก. รายได้ของผู้ร้องขอจะต้องไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต การให้ความช่วยเหลือโดยรัฐในแต่ละประเภทจะกำหนดเพดานของรายได้ไว้แตกต่างกัน กล่าวคือ หากผู้ร้องขอมีรายได้มากกว่าที่กฎหมายกำหนด ผู้นั้นจะไม่มีสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือและวิธีการพิจารณารายได้ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดหรือเป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา ๑๔๑ แห่งประมวลกฎหมายครอบครัวและการให้ความช่วยเหลือของรัฐ วิธีการคิดคำนวณจะคิดจากรายได้ทั้งหมดที่มี อาทิเช่น รายได้ที่ได้จากการประกอบอาชีพ รายได้ที่ได้จากเงินช่วยเหลือในส่วนอื่น ๆ ของรัฐ รายได้ที่เกิดจากทรัพย์สินอื่น ๆ ที่มีราคา เป็นต้น เว้นแต่เงินบำนาญของทหารผ่านศึก หรือเงินบำนาญอื่น ๆ ที่มีลักษณะเดียวกัน[9]ที่ไม่นำมาคำนวณรวมข. การขาดไร้ซึ่งผู้อุปการะเลี้ยงดู การให้ความช่วยเหลือของรัฐจะพิจารณาว่าผู้ร้องขอมีผู้อุปการะเลี้ยงดูหรือไม่ หรือผู้ร้องขอมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้คนใกล้ชิดให้การอุปการะหรือไม่ ก่อนที่รัฐจะให้ความช่วยเหลือ รัฐจะเรียกผู้ที่ใกล้ชิดโดยตรงกับผู้ร้องขอและมีหน้าที่ที่จะต้องให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ร้องขอมาพบ เพื่อจะให้ผู้นั้นรับภาระเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูผู้ร้องขอ เว้นแต่ผู้ที่ใกล้ชิดนั้นสามารถแสดงให้เห็นว่าไม่มีความสามรถที่จะเลี้ยงดูผู้ร้องขอได้[10]กรณีที่ผู้ร้องขอมีคนใกล้ชิดที่สามารถให้การอุปการะเลี้ยงดูได้ และรัฐได้ประกาศเรียกผู้ใกล้ชิดของผู้ร้องขอมาพบ แต่ไม่มีผู้ใดมาพบ ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือประธานสภาจังหวัดสามารถร้องขอต่อศาลครอบครัวให้คนใกล้ชิดผู้ร้องขอเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายได้ เนื่องจากหากไม่มีผู้ใดรับภาระค่าใช้จ่ายของผู้ร้องขอ ทางจังหวัดจะเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดของผู้ร้องขอ[11] ดังนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือประธานสภาจังหวัดจึงเป็นผู้มีสิทธิร้องขอต่อศาลในกรณีดังกล่าวนี้[12]และทันทีที่ศาลได้วินิจฉัยเรื่องจำนวนค่าใช้จ่ายแล้ว ถือว่าจำนวนนั้นเป็นที่สุด จากความเบื้องต้น สามารถเห็นถึงโครงการต่าง ๆ ที่ประเทศฝรั่งจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือมิใช่เฉพาะคนไร้รัฐเท่านั้นแต่รวมถึงทุก ๆ คนที่อยู่อาศัยในแผ่นดินของฝรั่งเศสไม่ว่าบุคคลนั้นจะอยู่ในสถานะที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม ซึ่งหากพิเคราะห์ถึงวัตถุประสงค์ของโครงการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นนั้นก็เพื่อช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสตามหลักมนุษยธรรมและดำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน
[12] Code de famille, art. 145