บทที่ ๒กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศที่เป็นข้อผูกพันรัฐฝรั่งเศสในการให้สิทธิการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพและการเข้าถึงบริการสาธารณสุขแก่คนไร้รัฐ การเข้าถึงหลักประกันสุขภาพและการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของคนไร้รัฐในประเทศฝรั่งเศสมิได้แยกระบบหลักประกันสุขภาพและระบบการเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขของคนไร้รัฐกับระบบของชาวฝรั่งเศสออกจากกัน และเช่นเดียวกันก็มิได้แยกระหว่างผู้ที่มีสัญชาติอื่นกับผู้ที่มีสัญชาติฝรั่งเศส กล่าวคือ ทุก ๆ คนที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินของประเทศฝรั่งเศสย่อมมีสิทธิที่จะได้รับหลักประกันสุขภาพและมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองและการให้ความช่วยเหลือทางด้านสาธารณสุขอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติโดยอาศัยหลักเกณฑ์ทางด้านสัญชาติ หรือความเป็นพลเมืองของรัฐเป็นเกณฑ์ในการสร้างความแตกต่างในการได้รับการบริการแต่อย่างใด อย่างไรก็ดี หลักการพื้นฐานสำคัญที่ประเทศฝรั่งเศสยึดถือตลอดมาในการปกครองประเทศ คือ หลักความเสมอภาคซึ่งเป็นหลักการที่ผูกพันให้รัฐจะต้องปฏิบัติต่อทุก ๆ คนอย่างเท่าเทียมกัน และจะต้องปฏิบัติต่อผู้ที่ด้อยโอกาสทางสังคมภายใต้หลักการเลือกปฏิบัติที่เป็นธรรม ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ที่ด้อยโอกาสทางสังคมมีความเท่าเทียมกับคนอื่น ๆ ในสังคม อาทิเช่น การอำนวยความสะดวกแก่คนพิการในการดำรงชีวิตในสังคม การช่วยเหลือเด็กและคนชราที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ การให้บริการทางสาธารณสุขแก่ผู้ที่ยากจน เป็นต้นอีกทั้ง ประเทศฝรั่งเศสได้ลงนามในอนุสัญญานิวยอร์กลงวันที่ ๒๘ กันยายน ค.ศ. ๑๙๕๔ ซึ่งกำหนดให้รัฐที่ลงนามจะต้องปฏิบัติต่อคนไร้รัฐเสมือนเป็นคนต่างชาติ ดังนั้น สิทธิต่าง ๆ ในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของคนไร้รัฐในประเทศฝรั่งเศสย่อมได้รับการคุ้มครองตามอนุสัญญาดังกล่าวและอยู่ภายใต้หลักความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและได้รับการคุ้มครองสิทธิดังกล่าวทั้งจากกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศ ๒.๑ ข้อผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ บุคคลที่มีสถานะไร้รัฐปรากฏมาตั้งแต่ยุคสมัยโรมันซึ่งเห็นได้จากการบันทึกในกฎหมายโรมันโดยใช้ชื่อว่า « peregrini sine civitate » ซึ่งหมายถึงผู้ที่ไม่มีสถานะทางพลเมืองของรัฐและเช่นเดียวกันในประเทศฝรั่งเศสก็มีการบันทึกในกฎหมายสมัยโบราณ โดยเรียกคนไร้รัฐว่า Epave ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกแยกต่างหากจากคำว่าชาวต่างชาติ ที่เรียกว่า Aubain ลักษณะของคนไร้รัฐก็เป็นที่รู้จักมากขึ้นเมื่อคราวล่มสลายของจักรวรรดิรัสเซีย จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และจักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่ปรากฏผู้ลี้ภัยจำนวนมาก ซึ่งแต่เดิมลักษณะของคนไร้รัฐกับลักษณะของผู้ลี้ภัยยังไม่ชัดเจนนักและในขณะเดียวกันในภาวะสงครามมีผู้ลี้ภัยและผู้อพยพจำนวนมากที่ต้องการละทิ้งสัญชาติเดิมหรือถูกรัฐที่ตนเองลี้ภัยมาเพิกถอนสัญชาติความหมายของคนไร้รัฐในบริบทที่รู้จักกันในปัจจุบันเริ่มชัดเจนมากขึ้นภายหลังสงคราม โลกครั้งที่สองซึ่งมีการแยกประเภทคนไร้รัฐและผู้ลี้ภัยออกจากกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ ผู้ลี้ภัยเป็นผู้ที่หลบหนีภัยรุกรานจากรัฐที่ตนอยู่ซึ่งมักจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ แต่คนไร้รัฐเป็นบุคคลที่มีสถานะบกพร่องตามกฎหมายซึ่งสถานะของคนไร้รัฐไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการถูกรุกรานจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลอื่นเลย ยิ่งไปกว่านั้นลักษณะความแตกต่างของคนไร้รัฐกับผู้ลี้ภัยมีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อทางสหประชาชาติ ได้กำหนดและแยกลักษณะของผู้ลี้ภัยกับคนไร้รัฐออกจากกันอย่างเด็ดขาดโดยการดูแลผู้ลี้ภัยทางสหประชาชาติได้ตราอนุสัญญาเจนีวาลงวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๕๑ เพื่อใช้กับผู้ลี้ภัยโดยเฉพาะ และอนุสัญญานิวยอร์กลงวันที่ ๒๘ กันยายน ค.ศ. ๑๙๕๔ เพื่อปรับใช้กับคนไร้รัฐซึ่งในมาตราที่ ๑ ให้นิยามคนไร้รัฐว่าเป็นบุคคลใดๆก็ตามซึ่งโดยทางกฎหมายไม่มีรัฐใดยอมรับว่าเป็นคนชาติของตน และได้กำหนดสิทธิของคนที่มีสถานะไร้รัฐจะได้รับจากประเทศที่ลงนามในอนุสัญญาดังกล่าว อีกทั้ง ในสังคมระหว่างประเทศก็เห็นถึงปัญหาของคนไร้รัฐและมีความมุ่งหมายที่จะแก้ไขปัญหาการเกิดสถานะคนไร้รัฐขึ้นซึ่งก็เป็นที่มาของอนุสัญญานิวยอร์กลงวันที่ ๓๐ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๖๑ ว่าด้วยเรื่องการลดปริมาณคนไร้รัฐและได้มีการกำหนดให้สิทธิในการมีสัญชาติเป็นหนึ่งในหลักสิทธิมนุษยชนและประเทศต่าง ๆ ที่ลงนามในอนุสัญญานิวยอร์กว่าด้วยเรื่องการลดปริมาณคนไร้รัฐได้ปรับกฎหมายภายในของประเทศของตนเพื่อแก้ไขปัญหาการเกิดสถานะคนไร้รัฐประเทศฝรั่งเศสก็เป็นประเทศหนึ่งที่ลงนามในอนุสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนไร้รัฐ ดังนั้นประเทศฝรั่งเศสจึงมีข้อผูกพันที่จะแก้ไขปัญหาการเกิดสถานะคนไร้รัฐ และผูกพันในการปฏิบัติต่อคนไร้รัฐตามที่อนุสัญญานิวยอร์กลงวันที่ ๒๘ กันยายน ค.ศ. ๑๙๕๔ และปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนกำหนดไว้อนุสัญญานิวยอร์ก ลงวันที่ ๒๘ กันยายน ค.ศ. ๑๙๕๔ ประเทศฝรั่งเศสได้ลงนามในอนุสัญญานิวยอร์กซึ่งเป็นอนุสัญญาที่บัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองขั้นพื้นฐานแก่บุคคลที่มีสถานะไร้รัฐโดยการกำหนดให้ประเทศที่ลงนามจะต้องให้สิทธิและความคุ้มครองแก่บุคคลไร้รัฐเสมือนหนึ่งบุคคลดังกล่าวมีสถานะเป็นชาวต่างชาติและอีกทั้งยังกำหนดให้รัฐที่รับคนไร้รัฐไว้ในความคุ้มครอง จะต้องให้สัญชาติแก่บุคคลนั้นต่อไป ซึ่งอนุสัญญานิวยอร์ก ให้นิยาม คนไร้รัฐไร้ในมาตราที่ ๑ ดังนี้ “บุคคลใดๆก็ตามซึ่งโดยทางกฎหมายไม่มีรัฐใดยอมรับว่าเป็นคนชาติของตน บุคคลนั้นถือว่าเป็นคนไร้รัฐ”[1] ซึ่งในทางข้อเท็จจริงคนไร้รัฐ อาจเกิดขึ้นได้ในหลาย ๆ กรณี อาทิเช่น ความบกพร่องหรือช่องโหว่ของระบบกฎหมายเรื่องสัญชาติ การล่มสลายของรัฐ ความบกพร่องของการทำระเบียนทางการเกิด การถูกเพิกถอนสัญชาติ เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น ในส่วนของสิทธิในการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐตามอนุสัญญาดังกล่าวนี้ได้กำหนดไว้ในมาตรา ๒๔ โดยกำหนดให้รัฐที่ลงนามจะต้องปฏิบัติต่อคนไร้รัฐเสมือนเป็นคนที่มีสัญชาติของตนในเรื่องของการเข้าถึงหลักประกันสังคมของรัฐ กล่าวคือ เงื่อนไขในการทำประกันสังคมและสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำประกันสังคมจะต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกันกับชาวฝรั่งเศส ประเทศฝรั่งเศสกำหนดให้ประชาชนต้องทำประกันสังคมทุกคนซึ่งระบบประกันสังคมในประเทศฝรั่งเศสครอบคลุม ๔ สาขา ดังนี้ ประกันสุขภาพ ประกันชราภาพ ประกันการช่วยเหลือสถานะทางครอบครัว และประกันการออมทรัพย์ซึ่งผู้ประกันตนจะได้รับเงินสะสมจากประกันสังคมคืนเมื่อครบตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งเห็นได้ว่าประกันสุขภาพเป็นสาขาหนึ่งที่ระบบประกันสังคมของประเทศฝรั่งเศสให้ความคุ้มครอง และเงื่อนไขของผู้ทำประกันสังคมจะต้องเป็นผู้ที่มีสิทธิในการอยู่อาศัยในประเทศฝรั่งเศสเท่านั้น ดังนั้น คนไร้รัฐที่อยู่อาศัยในประเทศฝรั่งเศสอย่างถูกต้องตามกฎหมายย่อมมีสิทธิที่จะทำประกันสังคมได้สิทธิของคนไร้รัฐในการทำประกันสังคมมีเพิ่มมากขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๘๐ โดยรัฐมนตรีออกหนังสือเวียนลงวันที่ ๒๓ มกราคม ค.ศ. ๑๙๘๐[2]เพื่อให้ผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐที่อยู่ในสหภาพยุโรปมีสิทธิตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ตามที่สหภาพยุโรปกำหนด อาทิเช่น สิทธิที่จะให้คู่สมรสเป็นผู้รับผลประโยชน์จากประกันสังคมในกรณีที่ผู้ทำประกันถึงแก่กรรม เป็นต้น จากความเบื้องต้นนั้น เห็นได้ว่าประเทศฝรั่งเศสให้สิทธิต่าง ๆ แก่คนไร้รัฐเฉกเช่นเดียวกันกับพลเมืองของตน โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติเลยไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพก็ดี หรือสิทธิในการทำประกันสังคมก็ดี ปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน ค.ศ. ๑๙๔๘ (Déclaration universelle de droit de l’Homme) ปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนได้รับการรับรองจากที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติ เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๔๘ ซึ่งปฏิญญาฉบับดังกล่าวนี้กำหนดสิทธิตามธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนสมควรจะมีและสมควรที่จะได้รับความเคารพในสิทธิดังกล่าว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือสิทธิที่บัญญัติไว้ในปฏิญญาสากลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่รัฐไม่อาจจะละเมิดได้ อย่างไรก็ดี ปฏิญญาสากลฉบับดังกล่าวมิได้บัญญัติถึงสิทธิในการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพโดยตรง เพียงแต่กล่าวเป็นนัยว่าสิทธิที่ทุกคนสมควรจะได้รับคือสิทธิในความมั่นคงในสุขภาพตามคุณภาพที่เพียงพอเท่านั้น ดังเช่นบทบัญญัติในมาตรา ๒๕ “… มนุษย์ทุกคนย่อมมีสิทธิที่จะได้รับคุณภาพที่เพียงพอ ในความมั่นคงในสุขภาพ การมีชีวิตที่ดี การมีครอบครัว โภชนาการ เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย การรักษาทางการแพทย์…”[3] ประกอบกับมาตรา ๒๒ ได้บัญญัติว่า “… บุคคลใดๆก็ตามในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคม ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับหลักประกันทางสังคม ซึ่งหมายถึงสิทธิในทางเศรษฐกิจ สิทธิในทางสังคม สิทธิในทางวัฒนธรรม… “หลักประกันทางสังคมตามที่มาตรา ๒๒ บัญญัติไว้ หมายถึง หลักประกันที่จะได้รับความคุ้มครองจากรัฐจากความไม่มั่นคงทางสังคมไม่ว่าจะโดยการให้ความช่วยเหลือของรัฐก็ดี หรือการจัดหาหลักประกันสังคมหรือโดยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใดที่รัฐให้ความคุ้มครองตามแต่ความเหมาะสม ประเทศฝรั่งเศสได้ให้ความคุ้มครองและให้ความมั่นคงแก่คนทุกคนโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อยู่เสมอซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน ฉบับปี ค.ศ. ๑๙๔๘ อย่างไรก็ดี บทบัญญัติของปฏิญญาฉบับดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ค่อนข้างกว้างและเป็นนามธรรมมากในแง่มุมของการนำมาบังคับใช้[4]อีกทั้งลักษณะค่าบังคับของปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเพียงกรอบที่สังคมระหว่างประเทศสร้างขึ้นมาและไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจนในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามดังเช่นกฎหมายฉบับอื่น ๆ[5]ซึ่งเห็นได้จากการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในนานาประเทศแต่มิได้มีบทลงโทษจากสังคมระหว่างประเทศเลย ๒.๒ ข้อผูกพันตามกฎหมายภายในประเทศ ประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง ค.ศ. ๑๗๘๙ ประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมืองเป็นประกาศที่รัฐสภาฝรั่งเศสได้ร่างขึ้นภายหลังการปฏิวัติในปี ค.ศ. ๑๗๘๙ เพื่อใช้เป็นกฎหมายพื้นฐานในการให้คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากการดำเนินนโยบายของรัฐ ซึ่งการกำหนดนโยบายใด ๆ ก็ตามที่รัฐจัดทำขึ้นจะต้องไม่เป็นการล่วงละเมิดหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง ประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมืองฉบับดังกล่าวถือว่าเป็นการตกผลึกทางด้านประวัติศาสตร์ทางด้านการเมืองการปกครองของประเทศฝรั่งเศส และยังเป็นมรดกทางกฎหมายที่ตกทอดกันมาตามประวัติศาสตร์จนมีคุณค่าเทียบเท่ากับกฎหมายรัฐธรรมนูญในปัจจุบันสาระสำคัญของประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมืองฉบับ ปี ค.ศ. ๑๗๘๙ ประกอบด้วย ๑๗ มาตราโดยทุกมาตรามีเนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็นสามหมวด ด้วยกัน ดังนี้๑. หมวดเสรีภาพขั้นพื้นฐาน หมวดนี้จะกำหนดถึงเสรีภาพทางด้านการเมือง อาทิเช่น เสรีภาพในการเลือกผู้แทนของตน เสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมใด ๆ ก็ได้หากไม่มีกฎหมายห้าม เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการสื่อสาร เป็นต้น๒. หมวดความเสมอภาค เนื้อหาในหมวดนี้ถือว่าเป็นสาระสำคัญของประกาศฉบับนี้ เนื่องจากก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ. ๑๗๘๙ ประเทศฝรั่งเศสปกครองโดยระบบกษัตริย์ซึ่งในสมัยนั้นสิทธิของประชาชนแต่ละคนไม่เท่าเทียมกันและมีการแบ่งแยกชนชั้นทางสังคมอย่างชัดเจน ดังนั้น ภายหลังการปฏิวัติ จึงได้มีการบัญญัติไว้ถึงความเท่าเทียมกันของสิทธิขั้นพื้นฐาน อาทิเช่น บัญญัติว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาย่อมมีสิทธิที่เท่าเทียมกัน และมนุษย์ทุกคนย่อมมีความเสมอภาคกันภายใต้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และความเสมอภาคกันเบื้องหน้าอำนาจรัฐซึ่งความเสมอภาคในที่นี้หมายถึงความเสมอภาคในเรื่องของสิทธิที่ได้รับจากรัฐและความเสมอภาคในเรื่องของหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อรัฐ ๓. หมวดเรื่องอำนาจอธิปไตย ซึ่งกำหนดให้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนทุกคนและไม่สามารถใช้โดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ และกำหนดหลักการแบ่งแยกอำนาจ เป็นต้นแม้ว่าในประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมืองมิได้บัญญัติไว้ถึงสิทธิการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพ และมิได้กล่าวถึงคนไร้รัฐเลย แต่เนื่องด้วยประกาศฉบับดังกล่าวเป็นเสมือนหนึ่งกรอบในการปฏิบัติงานและเป็นปรัชญาในการดำเนินงานของประเทศฝรั่งเศส และเน้นถึงหลักความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ดังนั้น รัฐจึงต้องผูกพันที่จะต้องเคารพหลักการดังกล่าว กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ค.ศ. ๑๙๕๘ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ค.ศ. ๑๙๕๘ เป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศในปัจจุบันและเป็นกฎหมายที่กำหนดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และการดำเนินนโยบายของรัฐและได้บัญญัติรับรองสิทธิในการเข้าถึงหลักประกันทางสาธารณสุขไว้ในวรรค ๑๑ แห่งคำปรารภของกฎหมายรัฐธรรมนูญ “… ทุกๆคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก ผู้หญิงที่มีสถานะเป็นมารดา และคนชราที่ทำงาน สมควรจะได้รับหลักประกันในการคุ้มครองด้านสาธารณสุขและสิทธิที่จะได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ… ” จากบทญัตติดังกล่าว กฎหมายรัฐธรรมนูญได้ประกันสิทธิของทุก ๆ คนในการมีสิทธิที่จะได้รับหลักประกันทางด้านสาธารณสุขแต่หลักประกันดังกล่าวจะนำมาปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงนั้นจะต้องนำมาปรับใช้ร่วมกันหลักความเสมอภาค ทั้งนี้เพื่อเป็นการขจัดการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมอันเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะนำไปสู่สิทธิการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพอย่างเสมอภาคกัน อนึ่ง ความเสมอภาคถือว่าเป็นสิทธิตามธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ทุก ๆ คนสมควรจะได้รับการปฏิบัติที่เหมือนกันจากรัฐซึ่งหลักความเสมอภาคที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นหลักที่เป็นมรดกทางกฎหมายที่สืบทอดกันมานับแต่ปี ค.ศ. ๑๗๘๙ ที่บัญญัติไว้ในประกาศสิทธิมนุษยชนซึ่งกำหนดให้มนุษย์ทุกคนที่เกิดมามีความเสมอภาคกัน แต่ข้อความคิดเรื่องความเสมอภาคในกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ค.ศ. ๑๙๕๘ มีวิวัฒนาการทางด้านวิชาการและประสบการณ์ในการปรับใช้ในสังคมมากขึ้นตามระยะเวลาที่ผ่านมา โดยข้อความคิดของหลักความเสมอภาคในบริบทของรัฐธรรมนูญปัจจุบันสามารถจำแนกได้ สามประเภทด้วยกัน ดังนี้ ๑. ความเสมอภาคเบื้องหน้ากฎหมาย หมายถึง ทุกคนที่อยู่ในรัฐเดียวกันจะต้องอยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายเดียวกัน ทั้งนี้รวมถึงการมีสิทธิและหน้าที่ต่อรัฐเหมือนกัน และจะต้องไม่มีผู้ใดที่อยู่นอกเหนือการบังคับใช้กฎหมาย๒. ความเสมอภาคทางด้านสังคม หมายถึง ทุก ๆ คนสมควรที่จะได้รับการปฏิบัติจากสังคมเหมือนกันโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติโดยใช้หลักเกณฑ์ทางด้านสัญชาติ เชื้อชาติ ศาสนา หรือ ความเชื่อใด ๆ อาทิเช่น การรับพนักงานโดยไม่พิจารณาถึงเพศเป็นหลักเกณฑ์สำคัญ๓.ความเสมอภาคทางด้านโอกาส หมายถึง โอกาสในความก้าวหน้าในสังคมจะต้องมีอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งนี้โอกาสที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องมิได้มาจากการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ซึ่ง การปรับใช้หลักความเสมอภาคทางด้านโอกาสในปัจจุบันมักจะแสดงออกถึงความเสมอภาคหรือความเท่าเทียมกันระหว่างเพศชายและเพศหญิงในการทำงานยิ่งไปกว่านั้น การใช้หลักความเสมอภาคควบคู่กับมาตรา ๑๑ แห่งคำปรารภกฎหมายรัฐธรรมนูญปี ค.ศ. ๑๙๕๘ ปรากฏในคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญในปี ค.ศ. ๑๙๙๙ ในการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมของร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งโครงการ CMU ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งเน้นความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของรัฐ[6]และในประเทศฝรั่งเศส ไม่เพียงแต่ทุก ๆ คนมีสิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขตามหลักความเสมอภาคเท่านั้น แต่ทุก ๆ คนจะต้องได้รับการรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐานที่ดี ซึ่งพบได้จากคำวินิจฉัยของสภาแห่งรัฐในคดี Epoux Vergoz ซึ่งในคดีนี้สภาแห่งรัฐวินิจฉัยว่าแพทย์ที่ทำการผ่าตัดมีความผิดหากกระทำการผ่าตัดโดยประมาทเลินเล่อ จากทั้งสองคดีที่กล่าวอ้างในเบื้องต้นเห็นได้ว่ารัฐฝรั่งเศสให้ความสำคัญทั้งเรื่องการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพได้อย่างเท่าเทียมกันและยังให้ความสำคัญในเรื่องมาตรฐานการบริการอีกด้วยดังที่กล่าวมาแล้วในเบื้องต้นว่าประเทศฝรั่งเศสมีปรัชญาในการปกครองประเทศที่เน้นความเสมอภาคและความเท่าเทียมกัน ดังนั้น คนไร้รัฐ หรือชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศสจึงไม่มีปัญหาที่เกิดจากการเลือกปฏิบัติโดยอาศัยหลักเกณฑ์ทางด้านสัญชาติ หรือเชื้อชาติเป็นเกณฑ์ อีกทั้งสิทธิต่าง ๆ ที่ชาวฝรั่งเศสได้รับจากรัฐ คนไร้รัฐก็มีสิทธิที่จะได้รับจากรัฐเช่นเดียวกัน ประเทศฝรั่งเศสให้การดูแล และความช่วยเหลือแก่ผู้ด้อยโอกาสทางสังคมมาเป็นเวลานานซึ่งเห็นได้จากประวัติศาสตร์ของประเทศฝรั่งเศสที่อ้างถึงในบทที่หนึ่ง และในปัจจุบันรัฐก็ยังให้การช่วยเหลือแก่ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ซึ่งเห็นได้จาก โครงการต่าง ๆ ที่รัฐจัดตั้งขึ้น อาทิเช่น โครงการช่วยเหลือคนชรา[7] โครงการช่วยเหลือเด็ก[8] โครงการช่วยเหลือคนพิการ[9] โครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย[10] เป็นต้น
<div>
<hr width="33%" size="1">
</div>