เรื่องนี้เขียนจากประสบการณ์อีกเช่นกันครับ จากประสบการณ์ ได้พบกับผู้บริหารบางส่วน ที่มักจัดการความขัดแย้งด้วย 2 แนวทาง คือ ยึดตนเองและยึดกระแส
ผู้บริหารที่จัดการความขัดแย้งโดยยึดตนเอง มักจะเป็นผู้บริหารอาวุโส หรือ ผู้บริหารที่มีแรงจูงใจใฝ่อำนาจสูง เมื่อมีการขัดแย้ง ก็มักจะตัดสินความขัดแย้งโดยยึดเอาความคิดเห็นของตนเองเป็นหลัก โดยไม่สนใจรับฟังเสียงที่ขัดแย้งหรือเสียงที่แตกต่างแต่อย่างใด
ส่วนผู้บริหารที่จัดการความขัดแย้งโดยยึดกระแส มักจะเป็นผู้บริหารที่ขาดความรู้และประสบการณ์ จึงมักจัดการความขัดแย้งโดยพึ่งพาเสียงส่วนใหญ่ หรือ ตัดสินใจไปตามแนวร่วมที่มีอำนาจและผลประโยชน์ให้เขาพึ่งพาได้ โดยไม่ใส่ใจเสียงข้างน้อย หรือ เสียงที่ดูเหมือนไม่มีอำนาจและผลประโยชน์ให้เขาพึ่งพาได้
ทั้งสองวิธี จึงเป็น การจัดการความขัดแย้งที่ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากผู้บริหารได้จัดการความขัดแย้งโดยตัดเอาส่วนที่สำคัญออกไป นั่นคือเสียงส่วนน้อยที่แตกต่าง เสียงเหล่านี้ ถ้าพิจารณาด้วยใจที่เป็นธรรมแล้ว จะพบว่าเป็นเสียงที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาองค์กร เนื่องจากเป็นเสียงที่
1. บริสุทธิ์
2. เป็นตัวของตัวเอง
3. สร้างสรรค์
4. เสริมเติมเต็ม
เมื่อตัดเสียงเหล่านี้ออกไป จึงเท่ากับตัดชิ้นส่วนที่สำคัญขององค์กรออกไป กลายเป็นองค์กรที่พิกลพิการ ไม่สมบูรณ์
จากความไม่สมบูรณ์ในจุดเล็กๆ อาจขยายลุกลามขยายปัญหาไปในวงกว้างได้ ด้วยอานุภาพของ
ความขัดแย้งที่ไม่ได้รับการยอมรับ
ดังนั้น การจัดการกับความขัดแย้งที่สมบูรณ์และถูกต้อง จึงควรจัดการด้วยการ
หลอมรวมทุกความคิดเห็นเข้าด้วยกัน
เพื่อสร้างองค์กรที่สมบูรณ์บนพื้นฐานของ
ความมีเอกภาพ บนความหลากหลาย
ซึ่งก็จัดการได้ไม่ยาก หากผู้บริหารมี “ใจ” และ “ศรัทธา”
เห็นคุณค่าของคนทุกคนในองค์กร
ด้วยแนวคิดเบื้องต้น 2 แนวคิด ที่ว่า
1 I’m O.K. You're O.K.
2. NO conflict No progress
ขอบคุณครับ
มาเยี่ยม
อ่านแล้วทำให้นึกถึงเรื่องในธรรมบท...ที่ว่า...การตัดสินใจใด ๆ ที่ยากยิ่งเกิดความขัดแย้งในใจ...
ต้องนอนหลับพอตื่นขึ้นมาก็เห็นทางสว่างตัดสินใจได้...ทั้งนี้เพราะเป็นเรื่องที่กรัชกายได้กลั่นกรองตอบให้แล้วครับ...
นับเป็นการบริหารที่สมบูรณ์แบบ หากมีใจที่มีคุณธรรม
ขอบคุณคะ
ผมมัวแต่เขียนถึงเรื่องความขัดแย้งนอกใจ ซึ่งยังถือว่าสำคัญเป็นรอง "ความขัดแย้งในใจ"
ความขัดแย้งทั้งสิ่งทั้งปวง ต้องแก้ที่ "ความขัดแย้งในใจ" ก่อนเป็นเบื้องต้น
และการตัดสินใจเพื่อแก้ไขความขัดแย้งในใจ ต้องแก้ด้วย "ใจ" ครับ แก้ด้วยความคิดจะไม่ได้ผล
ตามที่ท่านอาจารย์เสริมมา
เป็นพระคุณอย่างสูงครับ
ถ้าใจที่มี "คุณธรรม" ก็ โอเค ครับ
จะทำให้มองคน มองงาน อย่าง "บูรณาการ"
ความขัดแย้ง ก็ถูกแปลงเป็น ความก้าวหน้า"
ขอบคุณครับ
ถ้าผู้บริหารขจัดความขัดแย้งได้ด้วย ใจที่เป็นธรรม ผู้บริหารก็จะได้ใจกลับคืนมา เกินร้อยค่ะ
การบริหารด้วยใจที่เป็นธรรม แก้ปัญหาได้ทุกเรื่องครับ
ขอบคุณครับ
"เปิดใจกว้าง รับฟังความคิดเห็น มองทุกประเด็น ตัดสินอย่างเป็นธรรม"
ดีมาก
ขออนุญาตนำไปใช้บ้างนะครับ
เมื่อผู้คนต้องมาทำงานร่วมกัน ย่อมเป็นธรรมชาติที่จะมีความขัดแย้งเกิดขึ้น มีมากมีน้อยขึ้นกับหลายปัจจัย
บางครั้งความขัดแย้งเกิดขึ้นจากการที่มีฝ่ายหนึ่งไม่ปรารถนาดีต่อองค์กร ความขัดแย้งแบบนี้ ไม่ดีค่ะ
ถ้าพายเรือมาด้วยกันแล้วเอาเท้ามาราน้ำทำให้เรือช้าลงแบบนี้ ก็ต้องเอาคนนั้นออกไปให้พ้นเรือ จึงจะแก้ปัญหาได้ค่ะ
ดิฉันมีตัวอย่างเรื่องจริงค่ะ....
มีพนักงานคนหนึ่ง ทำงานด้านจัดซื้อ แตไม่ชอบnegotiateกับพ่อค้า พอดิฉัน บอกให้ไปสืบราคาดูอีก 2 เจ้า ก็ไม่พอใจ บ่นโน่นนี่ เอาไปบ่นนอกบริษัทฯด้วย ว่าดิฉันเรื่องมาก สอบราคาอยู่นั่นแล้ว น่าเบื่อ ดิฉันเรียกมาเตือน เขาก็ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม สุดท้าย ดิฉันบอกว่า ถ้ามาคัดง้าง เรื่องระบบงานกันอย่างนี้ตลอด แล้วเราคงไม่มีความสุขที่จะทำงานอยู่ด้วยกันเป็นแน่
สุดท้ายเขาเลยลาออกไป ตอนหลังมาขอเข้าใหม่อีก ดิฉันไม่รับ
สาเหตุจริงๆ ไม่มีอะไร เขาอยู่จัดซื้อ เคยมีนอกมีใน แต่ดิฉันจัดระบบใหม่ เขาไม่ได้ในสิ่งที่เคยได้ เลยทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลองตลอดค่ะ
เป็นประเด็นใหม่ที่เป็นประโยชน์มากครับ
ความขัดแย้งเกิดขึ้นจากการที่มีฝ่ายหนึ่งไม่ปรารถนาดีต่อองค์กร
กรณีดังกล่าว เป็นเรื่องที่จัดการได้ค่อนข้างยากครับ เพราะคงจะไม่เข้าข่ายในเรื่องของความขัดแย้งที่มีประโยชน์ ที่ผมกล่าวถึง
ถ้าจะพิจารณากันจริงๆ พวกนี้จะไม่ใช่พวกขัดแย้ง แต่เป็นพวก "ขัดขวาง" มากกว่าครับ
ผมเองก็เคยเจอครับ คนประเภทนี้ ในระบบราชการก็จะเป็นประเภทจ้องทำลายองค์กร เป็นพวกสูญเสียอำนาจ สูญเสียผลประโยชน์
เจอคนประเภทนี้ก็คงต้องระวังตัวให้มากครับ
ขอบคุณครับ