บทนำ
“ คนไร้รัฐไร้สัญชาติจะสามารถเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพของประเทศอังกฤษได้อย่างไร หรือในทางกลับกัน ประเทศอังกฤษทำอย่างไรกับคนไร้รัฐในระบบประกันสุขภาพ ”
เด็กหญิงคนหนึ่ง เกิดเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในประเทศไทย ในขณะที่มารดาซึ่งเคยมีสัญชาติไทยถูกถอนชื่อจากทะเบียนราษฎรไทย (ท.ร.14) หลักฐานการเกิดที่มี คือ หนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.1/1) ที่ออกโดยโรงพยาบาล และได้รับการเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านสำหรับบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย(ท.ร.3) นั้นหมายความว่าเด็กน้อยคนนี้ไม่มีสัญชาติไทยในขณะเกิด แต่มีภูมิลำเนาในประเทศไทยเพราะมีชื่อใน ท.ร. 13 และมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยเพราะอาศัยอยู่ในประเทศไทยจริงตั้งแต่เกิด
ประเทศไทยไม่ได้ใช้ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในการพิจารณาบุคคลเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพ แต่ประเทศไทยใช้ “สัญชาติไทย” ในการพิจารณาว่าบุคคลใดสามารถเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทยหรือไม่ เพราะเด็กน้อยคนนี้ไม่มีสัญชาติไทย ถ้าเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาก็แสดงว่าเด็กน้อยคนนี้จะไม่สามารถเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทยได้จึงมีคำถามว่าสิทธิในหลักประกันสุขภาพซึ่งเป็นสิทธิด้านสาธารณสุขและเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เป็นสิทธิของมนุษย์ทุกคนที่เกิดมาบนโลก ที่นานาประเทศต่างยอมรับและบัญญัติรับรองในกฎหมายระหว่างประเทศหลายฉบับไม่ว่าจะเป็นปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948 (Universal Declaration of Human Rights 1948 ) ข้อ 25(1) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ค.ศ.1966 (The International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights 1966) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ.1989 (The Convention of the Rights of the Child 1989) เป็นต้น ให้บุคคลทุกคนมีสิทธิในสิทธิด้านสาธารณสุขแล้วทำไมเด็กน้อยคนนี้จึงไม่มีสิทธิ(ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิในหลักประกันสุขภาพ) ความเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่ไม่อาจกำหนดได้ คนด้อยโอกาสกับความเจ็บป่วยมักจะมาคู่กันเสมอ เด็กน้อยคนนี้ก็เป็นหนึ่งในคนด้อยโอกาสเพราะเกิดจากมารดาที่ด้อยโอกาสจากความยากจน เจ็บป่วยในขณะตั้งครรภ์ ส่งผลให้เด็กน้อยคลอดออกมาไม่สมบูรณ์เป็นโรคทางเดินหายใจ ต้องเข้ารับการรักษาเป็นระยะๆ ก่อให้เกิดภาระอย่างหนักหนาสาหัสให้กับผู้เป็นมารดาถ้ากรณีดังกล่าวเกิดในประเทศอังกฤษ เด็กน้อยคนนี้จะสามารถเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพได้หรือไม่ ประเทศอังกฤษใช้หลักเกณฑ์อะไรในการพิจารณาคนไร้รัฐไร้สัญชาติเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพ ใช้หลักเกณฑ์สัญชาติเช่นเดียวกับประเทศไทย หรือใช้หลักเกณฑ์ภูมิลำเนา หรือใช้หลักเกณฑ์ถิ่นที่อยู่
เมื่อได้ทำการศึกษาจึงพบว่า ประเทศอังกฤษไม่ได้ใช้หลัก “สัญชาติ” ในการเข้าสู่หลักประกันสุขภาพ ประเทศอังกฤษใช้หลักเกณฑ์ “ ถิ่นที่อยู่ทั่วไป(Ordinarily Resident)” ในการกำหนดว่าบุคคลใดบุคคลหนึ่งจะสามารถเข้าสู่หลักประกันสุขภาพได้หรือไม่ ก่อนที่ประเทศอังกฤษจะกำหนดหลักเกณฑ์ถิ่นที่อยู่ทั่วไป ประเทศอังกฤษให้สิทธิในการเข้าสู่หลักประกันสุขภาพแก่คนทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ ด้วยความเสมอภาค และเคารพสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน จึงทำให้คนไร้รัฐสามารถเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(National Health Service) ได้เท่าเทียมกับคนสัญชาติอังกฤษ จนประเทศอังกฤษได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่มีระบบหลักประกันสุขภาพที่ดีที่สุดในโลก สร้างความพอใจให้กับประชากรของประเทศอังกฤษเป็นอย่างมาก ชาวอังกฤษมีความภาคภูมิใจในระบบประกันสุขภาพแห่งชาติพอๆกับภาคภูมิใจที่ประเทศอังกฤษมีระบอบกษัตริย์ การไม่เลือกปฏิบัติต่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติในด้านสาธารณสุขของประเทศอังกฤษ จึงเป็นกรณีที่น่าสนใจและอาจจะนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินการด้านสาธารณสุขสำหรับคนไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทยในอนาคตได้ จึงทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาระบบหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศอังกฤษ
เป้าหมายในการวิจัย
รายงานวิจัยฉบับนี้จึงทำการศึกษาเพื่อให้ทราบถึง
๑. การเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐไร้สัญชาติของประเทศอังกฤษ
๒. แนวคิดในการจัดหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐในประเทศอังกฤษ
๓. นโยบายที่เกี่ยวกับการจัดหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐในประเทศอังกฤษ
๔. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐในประเทศอังกฤษ
๕. งบประมาณที่ใช้ในการจัดหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐในประเทศอังกฤษ
๖. การดำเนินการเกี่ยวกับการจัดหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐในประเทศอังกฤษ
๗. ชุดสิทธิพื้นฐานในหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐในประเทศอังกฤษ
ระเบียบวิธีวิจัย
ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยจะดำเนินการวิจัยโดยการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวกับการจัดการหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐในประเทศอังกฤษโดย
1. การทบทวนองค์ความรู้ ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับแนวคิด นโยบาย ในการจัดหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐในประเทศอังกฤษ
2. ทบทวนกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับสิทธิด้านสาธารณสุขที่ประเทศอังกฤษเป็นภาคี เช่น ปฏิญญาสากลด้านสิทธิมนุษยชน(Universal Dracration of Human Rights)
3. ทบทวนกฎหมายสิทธิมนุษยชนของประเทศอังกฤษ เช่น Magna Garta 1215 ,The Bill of Rights 1686 เป็นต้น
4. ทบทวนกฎหมายสาธารณสุขที่เกี่ยวกับการจัดหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐในประเทศอังกฤษ เช่น พระราชบัญญัติที่ออกโดยรัฐสภา ได้แก่ The National Health Act 1944 , The National Health Act 1977 , The National Health Act 2006 , The NHS(Scotland) Act 1978 กฎหมายลำดับรองเช่น Regulation ที่ออกตามพระราชบัญญัติรัฐสภา ได้แก่ The National Health Service (Charges to Overseas Visitors) Regulations 1989 และ The NHS (Charges to Overseas Visitor) (Scotland) Regulation 1989 เป็นต้น
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
เมื่อได้ทำการศึกษาแล้วผู้วิจัยคาดว่าจะได้รับผลจากการศึกษาดังต่อไปนี้
๑. ทราบว่าถึงการเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศประเทศอังกฤษ
๒. ทำให้ทราบถึงแนวคิดในการจัดหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐในประเทศอังกฤษ
๓. ทำให้ทราบถึงนโยบายที่เกี่ยวกับการจัดหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐในประเทศอังกฤษ
๔. ทำให้ทราบถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐในประเทศอังกฤษ ทั้งกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับสิทธิทธิมนุษยชนและกฎหมายภายใน
๕. ทำให้ทราบถึงงบประมาณที่ใช้ในการจัดหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐในประเทศอังกฤษ
๖. ทำให้ทราบถึงกระบวนการในการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐในประเทศอังกฤษ
๗. ทำให้ทราบถึงชุดสิทธิพื้นฐานในหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐในประเทศอังกฤษ
ข้อจำกัดปัญหาและอุปสรรคในการศึกษา
ด้วยเวลาที่จำกัดแต่ผู้วิจัยไม่สามารถศึกษาในรายละเอียดในแต่ละเรื่องได้ เช่น เรื่องกฎหมายภายในที่เกี่ยวข้องอันเนื่องมาจากประเทศอังกฤษมีระบบกฎหมาย 3 ระบบคือ ระบบกฎหมายอังกฤษ(English Law System) เป็นระบบกฎหมายที่ใช้ในอังกฤษและเวลส์ ระบบกฎหมายสกอต (Scottish Law System) เป็นระบบกฎหมายที่ใช้ในสกอตแลนด์ และระบบกฎหมายไอร์แลนด์เหนือ (Northern Irelish System)เป็นระบบกฎหมายที่ใช้ในไอร์แลนด์เหนือ จำนวนกฎหมายภายในทั้งสามระบบมีเป็นจำนวนมากเหมือนกับว่าจะต้องทำการศึกษากฎหมายของ 3 ประเทศคือ ประเทศอังกฤษและเวลส์ ประเทศสกอตแลนด์ และประเทศไอร์แลนด์เหนือ เป็นต้น