• KM แท้ต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (ลปรร.)   ไม่ใช่เรียนรู้เฉยๆ  
• คือต้องเป็นการเรียนรู้ ๒ ทาง     เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับในเวลาเดียวกัน
• ไม่มีใครตั้งตัวเป็นผู้ให้ (ความรู้/วิธีการ) อยู่ฝ่ายเดียว    ต้องมุ่งรับ (เรียนรู้) จากฝ่ายผู้มาขอ ลปรร. ด้วย
• ไม่มีใครตั้งตัว หรือมุ่ง เป็นผู้รับ เพียงถ่ายเดียว    ต้องมุ่งให้ แก่ฝ่ายผู้มี best practice ด้วย     อย่างน้อยก็ให้คำถามที่ดี   ที่กระตุ้นให้คิด    กระตุ้นให้มีการนำไปทดลองปฏิบัติต่อ   
• คำถามว่าตนทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ได้ผลน้อย หรือไม่ได้ผล     ขอคำแนะนำว่าที่ไม่ได้ผลเป็นเพราะอะไร    และวิธีการที่อีกฝ่ายหนึ่งใช้ได้ผลดีมากต่างจากวิธีการของตนอย่างไรบ้าง     ถือเป็นการ “ให้” อย่างหนึ่ง
• ใน KM ทุกคน/ทุกฝ่าย ต้องเป็นทั้งผู้ให้ และผู้รับ    ต้องมี mentality / ทักษะ ของทั้งผู้ให้และผู้รับ     เห็นคุณค่าของการแลกเปลี่ยน แบ่งปัน    เป็นกัลยาณมิตรต่อกัน  
• กิจกรรมที่มี “ผู้รู้” มาถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้มาเรียนรู้ ไม่ใช่ KM  
• ใน KM ไม่มี “ผู้รู้”   ไม่มี “ผู้ไม่รู้”    แต่มี “ผู้ที่ทั้งรู้และไม่รู้”
• ผู้ขอเรียนรู้จากผู้มี best practice ต้องไม่มาด้วยสมองว่างเปล่า     แต่มาพร้อมกับประสบการณ์การดำเนินการของตน    หรืออย่างน้อย พร้อมกับแผน/วิธีดำเนินการที่ตนคิดไว้    สำหรับนำมาแลกเปลี่ยน
• การแลกเปลี่ยนคำถาม (question)  มีคุณค่าไม่น้อยกว่าแลกเปลี่ยนคำตอบ (solution)
• แม้จะเน้นคำตอบเชิงปฏิบัติ   แต่คำตอบเชิงทฤษฎี ก็มีคุณค่าด้วย
• แม้จะเน้นคำถามเชิงปฏิบัติ   แต่คำถามเชิงทฤษฎี ก็มีคุณค่าด้วย 
• สิ่งที่ “ให้” ไม่ได้มีแค่ ความรู้ แต่การ “ให้” ความชื่นชม / เห็นคุณค่า   ให้กำลังใจ    ให้คำถามสำหรับเอาไปทดลองปฏิบัติ หรือคิดต่อ    ถือเป็นการ “ให้” ที่มีคุณค่า 
• “ให้” ความเป็นกัลยาณมิตร  ความเป็นเครือข่าย  
• ลปรร. ได้ทั้งในสภาพ “มนุษย์สัมผัสมนุษย์” (F2F)  และทั้งใน “พื้นที่เสมือน” (B2B)

วิจารณ์ พานิช
๑๓ กพ. ๔๙
วันมาฆบูชา 
ปรับปรุง ๑๙ กพ. ๔๙