จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ได้พบกับผู้บริหารบางคนที่เป็นผู้เผด็จการทางความคิด ส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมที่ซ้ำๆ กัน ดังนี้ครับ
1. เป็นผู้วางแผนไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะเอาอย่างไร
2. นำเสนอให้ที่ประชุมอภิปรายพอเป็นพิธี
3. ใครเสนอแตกต่าง ก็จะตัดบทและตะล่อมให้ตรงกับที่วางแผนเอาไว้
4. อาศัยการประชุมบังหน้าเพื่อเป็นข้ออ้างว่าผ่านการพิจารณามาแล้ว ถือเป็นมติที่เห็นชอบ
เมื่อประชุมลักษณะดังกล่าว สัก 2 – 3 ครั้ง ต่อไปก็จะไม่มีใครเสนอความคิดเห็นอะไรอีก เพราะลูกน้องจะเดาทางผู้บริหารถูก นิ่งเสียตำลึงทองจะดีกว่า เพราะพูดไปก็สองไพเบี้ย
สำหรับคนเป็นผู้บริหาร เมื่อตนเองเสนออะไรในที่ประชุมไปแล้ว ไม่มีใครเสนออะไรที่แตกต่าง ก็อาจจะชะล่าใจทำให้คิดไปได้ว่าที่ไม่มีใครเห็นต่าง เป็นเพราะความเก่งในอำนาจและบารมีของตนเอง
หารู้ไม่ว่า นั่นเป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นความเสื่อมถอยขององค์กร ทีละน้อย ทีละน้อย โดยผู้บริหารอาจไม่ทันรู้ตัว
อาจารย์ครับเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ในแผ่นดินครับ เขาศึกษามาแล้วว่ามาจากการเลี้ยงดูเด็กของคนไทย และเด็กๆได้ตัวแบบจากครูบาอาจารย์ผมนี้ระวังตัวมากไม่ให้หลุดเผด็จการ กลัวเด็กๆตำหนิเอาครับ
สวัสดีครับคุณสมอลแมน
ก็เห็นมาตั้งแต่บรรจุเข้าทำงาน...ทุกวันนี้ทำงานกับเครื่องกลดีกว่าเกเรก็ถอดปลั๊กครับ...ซ่อม...ใช้งานใหม่
ขอบคุณครับ
ครับ คงต้องยอมรับครับ ว่าสังคมไทยเป็นสังคมอำนาจนิยม ดังนั้นจึงซึมซับเอาวัฒนธรรมตัวนี้มาเต็มๆ เริ่มจากการอบรมเลี้ยงดูอย่างที่ท่านอาจารย์เสนอมานั่นแหละครับ
ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพื่อเตือนใจตัวเองครับ เพราะบางครั้งก็เผลอไผลจะออกเผด็จการอยู่เหมือนกัน
ขอบคุณครับ
ผมเห็นด้วยหมื่นเปอร์เซ็นต์ครับ ที่ว่าทำงานกับเครื่องกลดีกว่า
คุยกับคนทำงานหลายคน ก็เห็นพ้องต้องกันครับว่า ปัญหาของการทำงาน ไม่ได้อยู่ที่งานครับ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่คน
ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ
ดีๆ ทั้งนั้น ขอบคุณครับ
ขอขอบคุณครับที่เข้ามาเยี่ยมเยียนให้กำลังใจ