หลังจากที่นำเสนองานเขียนเกี่ยวกับสิทธิในหลักประกันสุขภาพโดยผ่านทางมุมมองของนักกฎหมายมหาชนมาแล้ว ปรากฎว่าเรตติ้งใช้ได้ จึงพิจารณาแล้วเห็นว่าคงจะไม่เป็นการยุติธรรมเท่าใดนักหากจะกล่าวถึงมุมมองของนักกฎหมายแต่ฝ่ายเดียว โดยปราศจากมุมมองจากคนวงในโดยเฉพาะอย่างยิ่งมุมมองของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรตั้งขึ้นโดยผลของมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๕ โดยมีอำนาจหน้าที่ภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนด(ในมาตรา ๑๘ - ๒๒ ของกฎหมายฉบับเดียวกัน) อาทิ กำหนดมาตฐานการให้บริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ ให้คำแนะนำต่อรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวงและประกาศเพื่อปฏิบัติการตาม พรบ.นี้ กำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินงานและบริหารกองทุน เป็นต้น
คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทราบถึงปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติต้องประสบหรือไม่? หากทราบแล้วจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
ประเด็นนี้ท้ายทายให้ผู้เขียนต้องไปหางานเขียนและเอกสารมาสนับสนุนว่าทางคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเองก็ตระหนักและมิได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาดังกล่าว ดังประมวลได้จาก
ประการแรก จากมติที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๑/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๔๘[1]เป็นที่ปรากฎแน่ชัดว่าทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)เองก็ตระหนักว่าประเทศไทยยังมีประชาชนอีกจำนวนไม่น้อยซึ่งประสบปัญหาสถานะบุคคล และทาง สป.สช.ก็มิได้เพิกเฉยต่อความจริงนี้ ดังจะเห็นได้จากมติที่ประชุมเห็นควรมีหน่วยงานเฉพาะเพื่อรับผิดชอบ และจะนำเสนอประเด็นปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อพิจารณาหาแนวทางในการดำเนินการ หาก ครม.เห็นชอบและมอบหมายให้ สปสช.รับผิดชอบบุคคลกลุ่มดังกล่าว พร้อมสนับสนุนงบประมาณเหมาจ่ายรายหัว ทางสปสช.ก็จะได้ดำเนินการตาม พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๑๘(๑๔)
ประการที่สอง จากมติที่ประชุมครั้งต่อมาเมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ ๑๖/๒๕๔๙ได้ยืนยันตามมติที่ประชุม ครั้งที่ ๑/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๔๘ โดยเห็นชอบให้ขยายสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพให้ครอบคลุมประชาชนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยป็นเวลานานหรือเกิดในประเทศไทยและอยู่ระหว่างรอการพิสูจน์สิทธิและสถานะบุคคล[2] โดยขณะนี้ทาง สปสช.กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายให้หลักประกันสุขภาพแก่บุคคลกลุ่มดังกล่าว และเตรียมเสนอต่อ ครม.เพื่อให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตาม พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๑๘(๑๔)[3]
จากมติที่ประชุมของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ผ่านมาทั้งสองครั้งช่วยยืนยันให้สังคมไทยได้โล่งใจว่า ภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต่างก็รับรู้ในความมีตัวตนอยู่จริงของคนไร้รัฐ และต่อแต่นี้ไป "คนไร้รัฐ" จะมีใช่ผู้พิการทางโอกาสในการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพอีกต่อไป เย้.......
พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๕
มาตรา ๑๘ คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) กำหนดมาตรฐานการให้บริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ และเครือข่ายหน่วยบริการ และกำหนดมาตรการในการดำเนินงานเกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้มีประสิทธิภาพ
(๒) ให้คำแนะนำต่อรัฐมนตรีในการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ออกกฎกระทรวงและประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
(๓) กำหนดประเภทและขอบเขตในการให้บริการสาธารณสุขที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต และอัตราค่าบริการสาธารณสุขตามมาตรา ๕
(๔) กำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุน
(๕) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการถอดถอนเลขาธิการตามมาตรา ๓๑ และกำหนดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของเลขาธิการตามมาตรา ๓๒
(๖) ออกระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การจ่ายเงิน และการรักษาเงินกองทุน รวมทั้งการจัดหาผลประโยชน์ตามมาตรา ๔๐
(๗) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น ในกรณีที่ผู้รับบริการได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาลโดยหาผู้กระทำผิดมิได้ หรือหาผู้กระทำผิดได้แต่ผู้รับบริการไม่ได้รับค่าเสียหายภายในระยะเวลาอันสมควรตามมาตรา ๔๑
(๘) สนับสนุนและประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดำเนินงานและบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ได้ตามความพร้อม ความเหมาะสมและความต้องการ เพื่อสร้างหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้แก่บุคคลในพื้นที่ตามมาตรา ๔๗
(๙) สนับสนุนและกำหนดหลักเกณฑ์ให้องค์กรชุมชน องค์กรเอกชนและภาคเอกชนที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการแสวงหาผลกำไร ดำเนินงานและบริการจัดการเงินทุนในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ได้ตามความพร้อม ความเหมาะสม และความต้องการ โดยส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมเพื่อสร้างหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้แก่บุคคลในพื้นที่ตามมาตรา ๔๗
(๑๐) กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการเพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข
(๑๑) กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการลงโทษปรับทางปกครองและการเพิกถอนการขึ้นทะเบียน
(๑๒) จัดทำรายงานเกี่ยวกับผลงานและอุปสรรคในการดำเนินงาน รวมทั้งบัญชีและการเงินทุกประเภทของคณะกรรมการ แล้วรายงานต่อคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาเป็นประจำทุกปีภายในหกเดือนนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ
(๑๓) จัดประชุมเพื่อให้คณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นโดยทั่วไปจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการเป็นประจำทุกปี
(๑๔) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการหรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย