<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ข้อคิดในการเขียนเรื่องนี้มาจาก ผลการเชิญ ครูบาคำเดื่อง ภาษี เป็นวิทยากรบรรยายในวิชา การจัดการทรัพยากรที่ดินแบบบูรณาการ เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ เวลา ๑๐.๐๐-๑๑.๐๐ น. ในระหว่างที่ ครูบาคำเดื่อง รอการเข้าประชุมกับ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่อง แผนและนโยบายการพัฒนาชุมชน ภายใต้วาระแห่งชาติด้านต่างๆ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ประเด็นสำคัญในการบรรยาย ก็คือ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ครูบาคำเดื่อง มีความเห็นว่า </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การพัฒนาระบบการศึกษาในระยะแรกของประเทศไทย ได้เน้นการทำให้คนไทยหลุดพ้นจากความเป็นทาส เมื่อมีการศึกษาแล้ว จะทำให้มีความรู้ความสามารถ เป็นอิสระ ทำงานพึ่งพาตนเองได้ โดยไม่ต้องไปหวังพึ่งใครอีกต่อไป</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">เสมือนหนึ่งเป็นการหลุดพ้นจากความเป็นทาส</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">(ฟังแล้ว คล้ายๆกับที่ผมเคยดู ภาพยนตร์เรื่อง “ลูกทาส” ที่พระเอกได้รับการปลดปล่อยและเข้าศึกษาเล่าเรียนเพื่อพัฒนาตนเอง จนสามารถทำมาหากินได้ ไม่ต้องเป็นทาสใครอีกต่อไป)</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">วิสัยทัศน์ของครูบาคำเดื่อง มองเห็นว่า </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ระบบการศึกษาในปัจจุบันไม่มีการพัฒนาความรู้ที่จะนำไปสู่ความเป็นอิสระของชีวิต </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ความรู้ส่วนใหญ่ที่สอนในสถาบันการศึกษา มักเน้นเพื่อฝึกหัดให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการที่จะออกไปเป็น “ทาส” รับใช้ ผู้อื่น </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อย่างน้อยที่สุด ก็ระบบราชการ หรือไม่ก็เป็นระบบเอกชน </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>แต่แทบไม่มีการสอนใดๆ ที่จะเน้นให้ผู้เรียนพร้อมที่จะออกไปทำงานอย่างอิสระแบบพึ่งตนเองได้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การพัฒนาความรู้ ที่จะทำให้ตนเองเป็นอิสระนั้น ครูบาคำเดื่อง เน้นว่า</p> <ul>
</ul> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">กรณีตัวอย่างที่ครูบาคำเดื่อง เน้นในการบรรยาย ก็คือ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> เริ่มจากการทดสอบแนวคิดของตนเอง </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">โดยอธิบายถึงความพยายามที่จะไม่ให้ลูกชายของตนเองเข้าเรียนในสถาบันระดับอุดมศึกษา (ตามกระแส และตามเพื่อน) เพราะปัญหาของการสอนในสถาบันการศึกษาดังกล่าวข้างต้น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่กลับยกที่ดินทำกินให้ลูกแทนการขายที่ดินส่งลูกเรียน ซึ่งเป็นการลงทุนเท่าเดิม </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">หรือ อาจลงทุนน้อยกว่าเดิมด้วยซ้ำ เมื่อมองผลในระยะยาว </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ว่า เงินที่ได้จากการขายที่ดินอาจจะไม่เพียงพอต่อการส่งลูกเรียนก็ได้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่การยกที่ดินทำกินให้ลูก ได้พัฒนาทั้งทรัพยากร การเรียนรู้ และความรู้ความสามารถของลูกที่ทำงานได้โดยอิสระ ไม่จำเป็นต้องไปเป็นทาสใคร</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนของลูกชาย ที่พ่อแม่ส่งเสียด้วยทุนมหาศาล (เมื่อเทียบกับทรัพย์สินที่มีของครัวเรือน)</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เมื่อจบการศึกษาแล้วก็ไปทำงานทั้งส่วนราชการและภาคเอกชน มีแต่พยายามดิ้นรน เก็บหอมรอมริบ เพื่อนำเงินที่ได้มาพัฒนาชีวิตแบบลูกชายครูบาคำเดื่อง ทำอยู่แล้วอย่างง่ายดาย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่า วิถีของลูกชายของครูบาคำเดื่องนั้น เป็นการเรียนเพื่อความเป็นไท มิใช่การเรียนเพื่อความเป็นทาส และไม่จำเป็นที่จะต้องไปผ่านเป็นทาสก่อน แล้วพยายามดิ้นรนหนีมาเป็นไทเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ในรุ่นราวคราวเดียวกัน</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ประเด็นการค้นพบของครูบาคำเดื่อง จึงเป็นสาระสำคัญของการศึกษา </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ที่แปลว่า การพัฒนาตนเอง สามารถเลี้ยงตนเองได้ พึ่งตนเองได้ ตามหลักการพึ่งตนเอง และหลักเศรษฐกิจพอเพียง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และ ยังทำให้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><ul style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: blue; tab-stops: list 36.0pt">ลูกหลานมีโอกาสอยู่กับพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย พ่อ แม่ ไม่ต้องกำพร้าลูก ลูกไม่ต้องกำพร้าพ่อแม่</li></ul><ul style="margin-top: 0cm">
</ul> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า การศึกษาเพื่อความเป็นไทเป็นเส้นทางที่สั้น และลัดกว่า มีความชัดเจน และใช้ได้ดีกว่าระบบการศึกษาเพื่อความเป็นทาส ในทุกประเด็นอย่างสมบูรณ์แบบ และน่าจะดีกว่าในทุกประเด็น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ไม่ต้องวิ่งอ้อมไปตามเส้นทางกับดักของระบบการพัฒนา ที่ระบบ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” ได้วางไว้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่สามารถอยู่ได้ พัฒนาตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี ยั่งยืน มีความสุขตามระบบสังคมที่เป็นอยู่จริง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ที่ สำคัญมาก ที่ต้องมี</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><ul style="margin-top: 0cm">
วิสัยทัศน์ที่ชัดเจน
มีสัมมาทิฐิ และ
ใช้ความรู้ที่ถูกต้องนำทาง
</ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">พัฒนาไปได้สวย แน่นอน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ใครสงสัยอะไรติดต่อครูบาคำเดื่องได้ครับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>ชัดเจนกว่านี้แน่นอนครับ
ครับ
ถือว่าเป็นผู้เสียสละ ยอมทำงานที่เสี่ยงเพี่อคนอื่น ก็มีคุณค่าในตัวแล้วครับ อิอิ
โชคดีที่ได้มาอ่านครับ...
ขอบพระคุณคุณพ่อคำเดื่อง และ อ.ดร.แสวง มากครับ
คุณเอกมีคู่เทียบแล้วครับ
ฝีมือสูสีครับ
อยากเแลกเปลี่ยนต้องมาบุรีรัมย์ครับ
โห...ท่านอาจารย์ครับ ผมต้องรีบมาเขียนข้อเสนอแนะต่อทันควัน
อย่าเอาผมไปเทียบกับปราชญ์ชั้นสุดยอดครู เช่น พ่อคำเดื่องเลยครับ ผมยังเด็กน้อยที่ต้องเรียนรู้มากมายครับผม
กระผมยังโง่งมอยู่มากครับ
เป็นโอกาสที่ดีที่ผมได้เข้ามาสู่กระบวนการเรียนรู้กับปราชญ์ทุกท่านครับ
ผมไม่ได้เทียบกับครูบาคำเดี่อง
ผมเทียบกับลูกชายครูบา
ชื่อเล่นว่า "แม๊ก"
ชื่อจริง นาย ศักรินทร์ ภาษี อายุ ไล่เลี่ยกันกับคุณนั่นแหละ (กำลังสืบอยู่ครับ)
แหม นีกว่าเข้าใจ
ละไว้ในฐานที่เข้าใจ ครับ
สวัสดีครับอาจารย์
อ่านแล้วศรัทธาความคิดของครูบาคำเดื่องครับ คิดสอนลูกให้เป็นอิสระจากทาสเงิน ลูกชายผมก็เปิดร้านเป็นของตนเอง(ครอบครัวผมเป็นครอบครัวที่คุณพ่อเป็นพ่อค้า)ก็ต้องคิดตามแนวคิดของพ่อค้า ทั้งๆที่ผมเป็นข้าราชการแต่ลูกไม่ชอบ ผมก็ไม่บังคับเพราะสอนลูกตลอดเวลาว่าให้ลูกคิดทำในสิ่งที่ลูกชอบ ไม่จำเป็นต้องมาเป็นอัยการ หรือเป็นนักกฎหมาย ลูกอยากเป็นอะไรเป็นวิถีของลูกพ่อสนับสนุนทั้งนั้น เพียงขอให้ลูกเป็นคนดี มีความเป็นอยู่อย่างพอเพียง ความสุขมิได้อยู่ที่เงิน
ผมก็แปลกใจตัวเองเหมือนกันว่าคุณพ่อผมเป็นพ่อค้า แต่ผมคิดแบบพ่อค้าไม่เป็น ผมอยากรับราชการ และการรับราชการก็ไม่อยากไต่เต้าตั้งแต่ซี ๓ ก็เลยสอบเป็นอัยการ ส่วนแนวคิดแบบพ่อค้ากลับมาได้ที่ลูก แต่ผมกลับชอบธรรมชาติ สงสัยได้จากแม่เพราะแม่อยู่สวนมาก่อน รักต้นไม้ แม่มือเย็น ปลูกอะไรก็ขึ้นครับ
สบายดีนะครับ
อาจารย์ครับ
ยินดีครับ อย่างน้อยหากเจอคน "พันธุ์" นี้ ก็จะได้คุยแลกเปลี่ยนกันครับ หากมีโอกาสผมคงได้ไปเยี่ยมเยือน
ครับ พันธุกรรมแฝงเจอบ่อยครับ
หลานผมคนหนึ่ง (ปัจจุบันเป็นเภสัชกรที่ รพ สงขลา) เกิดมาหน้าตาไม่เหมือนใครเลย ทั้งสายพ่อสายแม่ แต่ไปเหมือนย่าของผมราวกับแกะ
และ พี่ชายผมคนนี้ (ปัจจุบันอยู่สิงหนคร จ. สงขลา) ก็แปลกพอกัน
หน้าไม่เหมือนพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย แต่ไปเหมือนน้องของปู่ แปลกจริงๆครับ
ผมว่านิสัยยิ่งลึกลับและสึบยากกว่าหน้าตาครับ
ขอให้โชคดีครับ
แต่เขาแน่จริงๆนะครับ
ไม่เข้ามหาวิทยาลัยได้ และ "ไม่อายใคร" ในทุกมุมมอง ตั้งแต่ยังหนุ่ม
เชื้อไม่ทิ้งแถวครับ
สวัสดีครับคุณครู ดร.แสวง
"แม๊ก" ลูกชายพ่อคำเดื่อง(ใส่เสื้อยืดสีน้ำตาล) ในวันที่ครูวุฒิพาคณะไปเยี่ยมพ่อคำเดื่องที่บ้าน (อ.แคนดง บุรีรัมย์)
สวัสดีครับ
ดร. แสวง รวยสูงเนิน
เป็นปกติของหลักสูตรการศึกษา ที่คอยตามหลังระบอบที่เกิดขึ้นในประเทศ แท้ที่สุดก็ไปรับใช้ระบอบทุน
การวิวัฒน์ของวงการศึกษาจึงต้องสังคยนารอบใหญ่เพื่อรับใช้ความเป็นจริงและมองเห็นอนาคตของมวลมนุษย์
มองไปข้างหน้า มองให้ไกล มองให้ถูกจุด เราจะแข็งแกร่งต่อไป
อยู่ที่เราจะมองเห็นหรือเปล่าเท่านั้น
ความหวังมีอยู่ พวกเราดำรงค์อยู่ได้อยู่ที่ความหวังนี้แหละ
ครับ
ผมคิดว่าเราควรจะเลิกทาสทางการศึกษา และการพัฒนาชีวิตได้แล้ว
การเป็นทาสคงจะมีข้อดีอยู่บ้าง แต่ความเป็นอิสระที่มีความรู้เป็นแสงส่องทางน่าจะดีกว่านะครับ
ในอีกมุมหนึ่ง คนที่คิดว่าระบบทาสดีนั้น อาจคิดมาจากกระบวนทัศน์ของเผด็จการ และเหมาะกับสังคมที่ไม่ใช้ความรู้ในการดำรงชีวิต
หรือเรายังอยากเห็นประเทศไทย พัฒนาตามเสันทางนี้
บางทีผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ
แต่คนไทยไม่น่าจะโง่อย่างที่ผู้บริหาร และคนสอนบางคนคิดอยู่นะครับ
ที่เขาไม่โวยก็เพราะขี้เกียจตอแย จากนิสัยรักสงบมากกว่านะครับ
หรือท่านว่าอย่างไรครับ
สนใจครับ
นับถือ นับถือ
จะหาทางไปเยี่ยมชมให้ได้ครับ
วันไหนดีครับ
ไม่เรียนแล้วจะทำอะไรกินครับ พ่อแม่ผมไม่มีที่มากพอจะมาแบ่งให้ลูกทำกินหรอกถึงจะแบ่งให้พวกผมได้แล้วรุ่นลูกผมอีกล่ะ เหมือนที่มันจะแคบลงเรื่อยๆครับ พ่อแม่อยากเห็นลูกเรียนให้สูงที่สุดนะครับ ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าความคิดท่านผิดนะครับ แต่ทุกครอบครัวทำแบบท่านไม่ได้หรอก ผมเชื่อว่าลูกท่านคงจะไม่ได้ทำเกษตรเลี้ยงชีพหรอกครับ รายได้ส่วนใหญ่ก็มาจากงานโครงการแหละครับ ก็ถือว่าโชคดีที่พ่อนำร่องไว้แล้ว ลองเป็นลูกคนอื่นถ้าไม่เรียนให้สูงกว่าพ่อแม่น่ะแย่แน่ๆ ถึงจะเป็นทาสแต่ก็ต้องยอมครับมันเลือกไม่ได้ทุกชีวิตก็ต้องดิ้นรนแหละ ผมแค่มองว่าลูกท่านโชคดีกว่าคนอื่นๆครับดิ้นรนน้อยหน่อย
ครับ เราต้องเรียนแน่นอน
คนไม่เรียน มีแต่เสียค่าโง่ตลอดชาติ
แม้จะ "เข้าโรงเรียน" แต่ "ไม่เรียน" ก็จะเสีย "ค่าโง่" เหมือนเดิม
ที่หนักไปกว่านั้น ก็คือ การเรียนเพื่อ "ความเป็นทาส" ก็ยิ่งเสียค่าโง่หนักขึ้นไปอีก อย่างน้อย ๒ เท่า
เพื่อจะไม่เสียค่าโง่ เราต้องเรียนแบบ และ เพื่อความเป็น "ไท" ครับ เรียนอะไรก็ได้ครับ
คงเข้าใจนะครับ
ลูกผมก็เรียนเหมือนกัน แต่ ไม่คิดจะเตรียมตัวเป็น "ทาส" ใครครับ
เรียนเพื่อเป็น "ไท" และ ทำงานเพื่อสังคมได้สะดวก
ไม่ใช่ทำงาน "เยี่ยงทาส"
ขอบคุณครับ
ไม่มีใครเป็นทาสหรอกเอาคำว่าทาสมาใช้ไม่ได้ ในสังคมนี้มันต้องมีหลากหลายบทบาทหน้าที่
เรามีความสุขกับงานที่ทำจะเรียกว่าทาสอย่างไร อย่ามองอะไรด้านเดียวสิ แล้วถ้าสังคมนี้ทุกคนจะออกมาทำงานส่วนตัวกันหมดผมว่ามันก็คงแปลกๆนะ ถ้าเรามีความสุขกับสิ่งที่ทำและทำมันออกมาดีก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร คำว่าทาสมันไม่ใช่แล้วแหละ