ความด้อยโอกาสของเด็กดอย

      หลังจากได้ทราบคำสั่งจากสำนักงานเขตพื้นที่ให้ไปคุมการสอบไปคุมการสอบนักเรียนชั้นป.3 ที่โรงเรียนบ้านห้วยฟานเพื่อนหลายท่านอุทานขึ้นมาว่า โอโฮ สุดยอดเลย แต่สำหรับผมแล้วรุ้สึกเฉยๆ ไม่มีปัญหา เพียงแค่ว่าจะต้องออกเดินเช้าหน่อย วันนั้น ผมจึงออกเดินทางตั้งแต่เวลา 06.30 น.ไปถึงประมาณ 08.20น.ตลอดการเดินทางผมได้สังเกตสภาพทั่วไปตลอดทางจึงเก็บภาพมาฝาก พร้อมทั้งได้ข้อคิดหลายอย่าง

        เส้นทางทั่วไปจัดอยู่ในเกณฑ์ที่ปานกลางความยากง่ายในการสัญจร นี่วัดจากความรู้สึกผมน่ะ แต่สำหรับครูผู้สอนคงลำบาก ถ้าเป็นฤดูฝนก็ยกกำลังสองเลยครับ จากภาพถนนที่ใช้สัญจรจะเป็นลำห้วยเล็กๆ คงประหยัดค่าใช้จ่ายในการขุดถนนเลยใช้ร่วมกันเลย ฤดูฝนถ้านำหลากคงลำบาก อีกอย่างดูไปข้างทางสองข้างมีแต่ก้อนหินขนาดใหญ่คงยากต่อการขุดถนนเลยเห็นเป็นแบบนี้

         ไปถึงโรงเรียนปรากฏว่า มีครูอยู่ 1 ท่าน กำลังให้เด็กนักเรียนเตรียมอาหารกลางวัน สำหรับผู้อำนวยการกับครูอีก 2 ท่านยังไม่มา (ดูรายงานหน้าห้องพักครู) ในขณะที่รอข้อสอบจากผู้บริหารก็เดินเที่ยวรอบบริเวณโรงเรียนเก็บภาพที่ประทับใจรอบๆโรงเรียนมาฝาก

จากภาพชาวบ้าน 2 ท่านกำลังเอาอาหารจากบ้านติดไม้ติดมือมาให้ปลากิน และอีก 2 ท่านกำลังมุงดูด้วยความชื่นชมจากนั้นก็เดินทางไปทำงาน

       นี่ก็เป็นสะพานรวมใจที่ตีคู่กับสะพานด้านอันแรกเป็นสะพานที่ใช้ลวดสลิง แต่สะพานที่เป็นสะพานไม้สักซึ่งรถยนต์สามารถผ่านได้ ชื่อสะพานรวมใจ ท่านเชื่อหรือไม่ว่าเป็นฝึมือชาวบ้านในหมู่บ้านเขาช่วยกันสร้างเอง

         ความสำคัญของสะพานรวมใจทั้งสองนั้น คือ เพื่อความสะดวกในการสัญจรในช่วงฤดูฝน เพราะโรงเรียนกับหมู่บ้านอยู่คนละฟากกันครับ ฉะนั้นหากไม่มีสะพานช่วงฤดูฝนนำหลากนักเรียนจะไปโรงเรียนไม่ได้จึงมีสะพานนี้ขึ้น และตรงบริเวณสะพานนี่แหละจะมีฝูงปลาฝูงใหญ่อยู่ 1 ฝูงที่ชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์กันไว้ ปลาขนาดใหญ่มากบางตัว สิบกว่ากิโลเห็นจะได้จำนวนปลา30-40ตัว

       จากภาพอาจจะเห็นไม่ค่อยชัดนะครับขออภัยด้วยเพราะกล้องผมไม่มียี่ห้อคุณภาพก็ตามราคาครับและดูปลาอาจจะเล็กไปหน่อย ปลาฝูงนี้แหละที่ว่า ชาวบ้านอนุรักษ์ไว้เป็นสิบๆปีแล้ว หากเป็นหมู่บ้านทั่วไปคงจับกันกินหมดแล้ว นี่คือตัวอย่างของชุมชนที่เข้มแข็งได้ยินว่าหมู่บ้านนี้ไม่มีการดื่มสุราด้วยนะครับ ฉะนั้นใครที่ไปเที่ยวในหมู่บ้านไม่ควรพกสุราไปด้วยร้านค้าต่างๆก็ไม่มีสุราจำหน่าย นี่เป็นความเข้มแข็งของชุมชนอีกเหมือนกัน ชาวบ้านเป็นชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยง ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ ประกอบอาชีพทำไร่เป็นหลัก

            09.10 ผู้บริหารมาถึงจากนั้นครุผู้คุมสอบ 2 ท่านร่วมแกะข้อสอบพร้อมกันต่อหน้าผู้บริหารแล้วให้เด็กนักเรียนทำข้อสอบ

  นี่ครับบรรยากาศการทำข้อสอบของนักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยฟาน จำนวน 12 คน

สอบเสร็จร่วมรับประทานอาหารกับคณะครู จากนั้นก็เดินทางลงมาส่งข้อสอบที่ศุนย์ประสานงานอำเภอขุนยวมครับ

        ตลอดเส้นทางที่เดินกลับจะเห็นพื้นที่ ที่ชาวบ้านกำลังแผ้วถาง เพื่อทำไร่ ความจริงในอดีตพ่อผมก็เคยทำไร่นะครับ แต่เลิกมานานแล้วครับ สำหรับในความรู้สึกสงสารป่าเหมือนกันนะครับ แต่ก็ได้แต่สงสารเพราะช่วยเขาไม่ได้ เพราะชาวบ้านทำเพื่อกินเพื่อดำรงชีพ ถ้าไม่ทำไม่รู้จะเอาข้าวที่ไหนมากิน ผมว่าถ้ามีนักวิชาการ หรือ นักการเมืองเก่งๆ ลองมาแก้ปัญหาพวกนี่ดู น่าจะดีนะครับ คงทำเป็นลักษณะการวิจัย ให้นักศึกษา นักวิชาการที่เก่งๆมีฝีมือไปทำวิจัยการปลูกข้าวไร่ของพี่น้องชาวเขาบนดอย วิจัยถึงวิธีการบริหารจัดการไร่ของตนเองทำอย่างไรไม่ให้มีการหมุนเวียน เพราะแต่ละปีชาวบ้านจะเปลี่ยนที่ทำไร่ทุกปีนะครับ 3 ปีก็จะวนมาที่เดิมอีกรอบ ประชากรเพิ่ม พื้นที่ไร่คงเพิ่มเป็นเงาตามตัว ฉะนั้นหากมีนักวิชาการหรือกรมป่าไม้ก็ได้ร่วมมือกันวิจัย เพื่อจะได้ไม่มีปัญหากันอีก 3 ปี ถ้าจำไม่ผิด ที่อำเภอสบเมย จ.แม่ฮ่องสอนชาวบ้านมีปัญหากันกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้เรื่องการทำไร่หมุนเวียนหนหนึ่งเหมือนกัน

 

       หากใครมีโอกาสขึ้นบนดอยช่วงนี้คงเห็นภาพแบบนี้กันทุกพื้นที่นะครับในจังหวัดแม่ฮ่องสอน

              การเขียนครั้งนี้ค่อนข้างจะใช้ระยะเวลาพอสมควรแล้วนะครับ ใกล้เที่ยงคืนแล้วจริงตอนนี้เป็นเวลาหลับ แต่ผมตั้งใจไว้ตั้งแต่ยังไม่ได้ขึ้นไปสอบว่าผมจะเก็บบรรยากาศมาเล่าให้เพื่อนๆชาว โกทูโน ได้ดูบ้าง

                                                                    ขอบคุณผมเข้าชมทุกท่านครับ