... ผมคิดว่า พวกเราคงจะเห็นโอกาสในการสร้าง Innovation ที่ไม่ได้เกิดจากการสรุป
เกริ่นนำ เส้นทาง KM กรมอนามัย เรื่องที่ 2 ที่ อ.หมอสมศักดิ์ ได้เปิดประเด็นไว้นะคะว่า
- ตอนเริ่มทำ KM ที่กรมอนามัย ... เราทำ KM โดยมีความเชื่อว่า
... การทำ KM ที่ถูกต้อง ต้องให้ทุกคนในกรมอนามัย เป็น...นัก...เรียน...รู้ ให้ได้
... เราไม่ได้ทำ KM เป็น Project
... เราทำ KM เป็น วิธีคิด และวิธีทำงาน
... เราจึงไม่เคยมีโครงการ KM- ครั้งแรกที่เราทำงาน เราขอให้หน่วยงานทุกหน่วยงานทำแผน KM โดยยึดว่า แผน KM คือ แผนกิจกรรม ให้เราเรียนรู้ได้ดีขึ้น ใครไม่รู้ก็ทำให้รู้
- เราคิดว่า การทำให้คนในกรมอนามัยสามารถเรียนรู้ และใช้การจัดการความรู้ได้
... ต้องสร้างสิ่งที่เรียกว่า Subunit management
... หมายถึงทุกหน่วยงานย่อยของกรมอนามัย จะต้องมีคนรับผิดชอบการทำ KM
... ไม่ได้มีทีม KM คนเดียวโดดๆ- แต่ก่อนเราก็คิดว่า ตั้งกรรมการสิ เชิญทุกหน่วยงานย่อยมา แต่ยาก ในที่สุด เราก็ได้เลยว่า ต้องมี CKO ในหน่วยงานย่อย และให้ CKO ทำให้เกิด KM ในหน่วยงานย่อยให้ได้ คือ ทำให้เกิด Fa และ Note และท่านอธิบดี และท่านรองอธิบดีก็จะติดใจมากกับ KM
- วันนี้เราก็ยังทำได้ไม่ดีนัก
... เพราะผมเข้าใจว่า ในแต่ละหน่วยงานย่อย ก็ยังไม่มีความคึกคักในการนำ KM ไปใช้
... เราก็คงจะมาคุยกันว่า การทำ KM ให้เกิดขึ้นในองค์กรนั้น จะทำให้เป็นจริงได้อย่างไร และมาเรียนรู้กัน- ผมคิดว่า การที่เราใช้ KM มาทำงาน เราได้เรียนรู้อย่างหนึ่ง
... สมัยหนึ่งเราจะชอบทำการวิจัย เช่น การวิจัยยา คิดยา และไปลอง อยากรู้ว่าอะไรดี ก็สร้างเกณฑ์ขึ้นมา ประเมินว่าได้ผลหรือเปล่า และก็เอาไปใช้ทั่วประเทศ เป็นวิธีคิดแบบนักสาธารณสุข ที่สร้างการเปลี่ยนแปลง โดยผ่าน Model development และทำกันไปทั่ว แล้วเราก็รู้ว่า ไม่จริงหรอก- เรามีพวกที่สอง เรียกว่า Action research ไม่มี Model ชัดๆ นะ แล้วก็มาสรุปกันว่า ทำอะไรกันบ้างที่เป็น Intervention ที่พวกเราทำ แล้วก็บอกต่อๆ ว่า ดี จงไปทำต่อ
... นี่ก็เป็นยุคที่สอง ที่ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Innovation for Public Health- พอยุค KM บอกว่า
... ทั้ง 2 วิธีไม่พอ และน่าจะได้ผลน้อย
... เพราะความจริงก็คือ คนทำงานแก้ปัญหามีเยอะแยะ Innovation เกิดขึ้นในหลายๆ ที่ ในหลายๆ รูปแบบ โดยไม่ต้องมีใครไป organize
... หน้าที่ของ CKO คือ การทำให้เกิดการไหลเวียนเรียนรู้ ก็คือ ใช้เทคนิค KM
... เวลาเราทำให้เกิดการ ลปรร. มากมาก และเชื่อในเรื่องที่ว่า ความรู้ที่มีอยู่เป็นของมีค่า และเชื่อว่ามนุษย์ไม่ได้เรียนรู้จากการที่คนมาบอก แต่เป็นประสบการณ์ตัวเองโดยตรง
... ผมคิดว่า พวกเราคงจะเห็นโอกาสในการสร้าง Innovation ที่ไม่ได้เกิดจากการสรุปนักวิชาการถูกครอบงำด้วยการเรียนรู้ โดยไม่รู้ตัว ว่าเราชอบสรุป กระบวนการสรุปเหมือนการหา หรม. (หารร่วมมาก) แต่ความจริงความรู้ที่แท้จริง เป็น ครน. (คูณร่วมน้อย) การพยายามสรุปแก่น ทำให้ความรู้น้อยๆ ต้องถูกตัดทิ้งไป ทั้งๆ ที่มีค่า
คนที่เชื่อ KM จะไม่พยายามทำ หรม. จะทำ ครน. เพราะว่าเขาเชื่อว่า ความรู้มีค่า และความรู้ที่มีค่าจำนวนไม่น้อย คือ ความรู้เรื่อง How to มีความเฉพาะมาก มาก บางคนคิดออกวันนั้น เดี๋ยวนั้น แต่ก็ใช้ได้วันนั้นนะ วันอื่นอาจใช้ไม่ได้ แต่เราใช้วิธีการสรุป อาจไม่ได้
รวมเรื่อง "วันนัดพบ แกนนำ KM กรมอนามัย"
