อาการเสียวฟันเป็นปัญหาช่องปากที่พบบ่อยที่สุดในคนอเมริกัน มีการประมาณการณ์ว่า ผู้ใหญ่อเมริกันประมาณ 40 ล้านคนมีปัญหาเสียวฟัน (sensitive teeth)
อาการเสียวฟันเกิดจากเคลือบแข็ง (enamel) ชั้นนอกสุดของฟันสึกกร่อนไป หรือเหงือกร่นลงไป ทำให้เนื้อฟันด้านใน (dentin) สัมผัสกับอาหาร
![]()
เมื่อเนื้อฟันด้านในสัมผัสของร้อน ของเย็น แรงกด เช่น แรงกดจากการแปรงฟัน ฯลฯ และกรดต่างๆ เช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้ ฯลฯ อาจเกิดอาการเสียวฟันขึ้นได้
ข่าวดีสำหรับอาการเสียวฟันคือ ส่วนใหญ่ป้องกัน และรักษาให้ทุเลาได้ อย่างไรก็ตาม... ธรรมชาติประการหนึ่งของข่าวดีคือ ข่าวดีบางทีก็มาคู่กับข่าวร้าย
![]()
ข่าวร้ายสำหรับอาการเสียวฟันคือ เมื่อเป็นแล้วรักษาไม่หาย ไม่ต้องตกอกตกใจไปนะครับ ดูแลรักษาดีๆ... ถึงไม่หายก็อยู่ได้สบายทีเดียว
คำแนะนำเพื่อป้องกัน และรักษาอาการเสียวฟันมีดังต่อไปนี้ครับ...
-
แปรงเบาๆ:
เรื่องเหงือกและฟันคล้ายกับเรื่องอีกหลายเรื่องในชีวิตที่ควรปฏิบัติด้วยความทนุถนอม อาศัยความอ่อนโยน มิใช่ความอ่อนแอ ครูภาษาไทยของผู้เขียนท่านสอนไว้อย่างนี้
คนอเมริกัน 90 % แปรงแรงมากเกิน วิธีหนึ่งที่จะตรวจสอบว่า เราแปรงแรงเกินไปหรือไม่ ให้ดูที่แปรงสีฟัน ถ้าขนแปรงบานออกแสดงว่า แปรงแรงเกินไป การจับแปรงแบบจับปากกามีส่วนช่วยลดแรงกดต่อเหงือกและฟันได้มากกว่าการกำมือแปรง
![]()
- อย่าลากแปรงเป็นทางยาว:
การแปรงฟันแบบลากไปมาเป็นทางยาวคล้ายการถูพื้น (scrub) มีส่วนทำให้ฟันและเหงือกสึกกร่อนเพิ่มขึ้น ควรแปรงวนเป็นวงกลมในระยะทางสั้นๆ (Bass technique) ควรขอคำแนะนำจากทันตแพทย์หรือผู้ช่วยทันตแพทย์เกี่ยวกับวิธีแปรงฟันให้ถูกวิธี
<ul><li>ใช้แปรงขนนุ่ม:
ควรเลือกใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม (soft) หรือนุ่มพิเศษ (extrasoft) และเปลี่ยนแปรงใหม่ทุก 3 เดือน หรือเปลี่ยนทันทีที่ขนแปรงบานออก</li></ul><p>
</p><ul><li>แปรงฟันวันละ 2-3 ครั้ง:
ควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง อย่างมากวันละ 3 ครั้ง ถ้าแปรงมากกว่าวันละ 3 ครั้งจะทำให้เหงือกร่นลง เสี่ยงต่ออาการเสียวฟัน</li></ul><p>
</p><ul><li>
แปรงฟันครั้งละ 2-3 นาที:
เรื่องเหงือกและฟันก็คล้ายกับเรื่องของชีวิตหลายเรื่องจำเป็นต้องอาศัยความ “ถี่ถ้วน (thoroughness)”
การแปรงฟันให้ครบทุกซี่ ทุกด้านจำเป็นต้องใช้เวลา 2-3 นาที หรือ 2 นาทีถึง 3 นาทีครึ่ง ซึ่งเป็นเวลาของเพลงสากลนิยมตามวิทยุ (popular song) จบ 1 เพลงพอดี แปรงนานเกินไปอาจจะไม่ดี เพราะเสี่ยงที่จะทำให้เหงือกร่น
</li></ul>
<ul><li>อย่าเคี้ยวน้ำแข็ง:
น้ำแข็งมีความ “แข็ง” มากกว่าที่เราคิด การเคี้ยวน้ำแข็งจะทำให้ฟันแตกหรือหักเป็นรอยร้าวขนาดจิ๋ว เปรียบคล้ายแก้วร้าวที่ไม่นานก็จะแตก (สำนวนนี้ขอยืมมาจากเพลงชื่ออะไรก็ไม่ทราบ เพราะไม่ชอบฟัง) เมื่อเคลือบฟันด้านนอก (enemel) มีแผลมากพอจะเกิดอาการเสียวฟัน</li></ul><p>
</p><ul><li>
อย่าใช้ผลิตภัณฑ์ฟอกสีฟัน:
ควรหลีกเลี่ยงการใช้ ผลิตภัณฑ์ฟอกสีฟัน ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ควรปรึกษาทันตแพทย์ก่อนพิจารณาใช้
</li></ul><p>
</p><ul><li>ดื่มน้ำผลไม้แล้วรีบบ้วนปาก:
น้ำผลไม้หลายชนิด เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว ฯลฯ มีกรดทำให้ฟันสึกเพิ่มขึ้น ท่านที่มีอาการเสียวฟันควรหัดดื่มน้ำผลไม้ให้เร็วหน่อย เพื่อให้กรดในน้ำผลไม้มีเวลาสัมผัสเนื้อฟันน้อยลง และรีบบ้วนปากด้วยน้ำหลายครั้งทันที หลังจากนั้นอย่าเพิ่งรีบแปรงฟัน ให้รอ 15 นาทีค่อยแปรงฟัน เพราะเคลือบฟันอาจจะอ่อนกว่าปกติชั่วคราว(หลังดื่มน้ำผลไม้ใหม่ๆ)</li></ul>
<ul><li>งดดื่มน้ำอัดลม:
ควรงดดื่มน้ำอัดลม น้ำอัดลมมีกรดหลายชนิดที่มีฤทธิ์ทำลายเคลือบฟันอย่างแรง ถ้าพลาดพลั้งเผลอไผลดื่มเข้าไปให้รีบบ้วนปากด้วยน้ำหลายครั้งทันที หลังจากนั้นอย่าเพิ่งรีบแปรงฟัน ให้รอ 30 นาทีค่อยแปรงฟัน เพราะเคลือบฟันอาจจะอ่อนกว่าปกติชั่วคราว(หลังดื่มน้ำผลไม้ใหม่ๆ)</li></ul><p>
</p><ul><li>ใช้ยาสีฟันพิเศษ:
ยาสีฟันที่มีสารโปแทสเซียม หรือสตรอนเทียมผสมอยู่มีส่วนช่วยบรรเทาอาการเสียวฟันได้ ยาสีฟันเหล่านี้อาจใช้เวลาหลายวัน หรือหลายสัปดาห์กว่าจะออกฤทธิ์ได้เต็มที่</li></ul><p>
</p><ul><li>
ใช้ไหมขัดฟัน:
ใช้ไหมขัดฟันเบาๆ วันละครั้ง เพื่อลดคราบจุลินทรีย์ (plaque) ที่ทำให้เกิดกรดไปทำลายฟัน และเกิดการอักเสบเรื้อรัง</li></ul><p>
</p><ul><li>ปรึกษาทันตแพทย์:
ถ้าทำ 8 วิธีข้างต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น แนะนำให้ปรึกษาทันตแพทย์ เพื่อพิจารณารักษาด้วยวิธีพิเศษ เช่น การเคลือบฟลูออไรด์ อุดฟัน ครอบฟัน ฯลฯ ต่อไป</li></ul><p>แหล่งข้อมูล:</p><ul>
</ul>
