อย่าทำงานด้วยกิเลส

   เช้านี้ หลังจากตื่นขึ้นมา ผมนั่งทบทวนตัวเองว่า วันนี้ผมต้องทำอะไรบ้าง พบว่ามีเรื่องหลายเรื่องให้ต้องสะสาง ทั้งหมดเหล่านั้นล้วนตั้งอยู่บนโต๊ะและในคอมพิวเตอร์ เวลา ๒๔ ชั่วโมงที่ผมแบ่งให้กับเรื่องราวลี้ลับของชีวิตและการทำงานคงไม่พอเสียแล้ว

   ระหว่างนั่งทบทวน ก็คิดว่าวันก่อนๆ ในตอนเช้าก่อนออกจากห้องพักมุ่งสู่ห้องทำงาน ผมได้ทำอะไรบ้าง วันนี้ลองเพิ่มอะไรมาสักหน่อย อันตัวผมนั้นไม่ใช่คนธรรมะธัมโมอะไร ลองเอา mp3 ธรรมะที่พระนำมาแจกเปิดฟังเบาๆ หน่อยก็ดี ผมมีซีดีชุดหนึ่งเป็นของ พระพรหมมังคลาจารย์ (ปญฺญานนฺท ภิกฺขุ) เคยเปิดฟังหลายหน วันนี้จึงนำมาเปิดฟังอีก ประจวบเข้ากับเดือนนี้เป็นเดือนมาฆะพอดี ฟังไปก็ได้ข้อคิดไปเรื่อยๆ อันหนึ่งที่จับได้คือ "อย่าทำงานด้วยกิเลส แต่ต้องทำงานด้วยธรรม" แน่นอนว่าตอนนี้ผมกำลังมีปัญหาบางเรื่องให้ต้องตัดสิน "ใจผมเริ่มหวั่นไหว ร้อน ครุกรุ่น" เมื่อได้ยินอะไรต่อมิอะไรของโลก วันนี้ผมมีทางออกที่จะกล่อมเกลาตัวผมเอง พระพรหมมังคลาจารย์ (ปญฺญานนฺท ภิกฺขุ) ท่านมรณภาพไปแล้ว ผมได้มีโอกาสไปงานเพียงคืนเดียว แต่ก็ไม่เคยลืมเลือน แม้จะไม่ได้ไปเลยก็ใช่ว่าผมจะทิ้งภาพของท่านไปได้ "คนเราที่ได้เป็นโรคนั้นโรคนี้ ล้วนแต่มาจากใจด้วยเป็นสำคัญ ใจที่มันเต็มไปด้วยกิเลส เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวเกลียด เดี๋ยวรัก เดี๋ยวอยากได้ สะสมไปเรื่อยๆ ใจมันจึงอยู่ไม่เป็นสุข เป็นความดันนั่น ความดันนี่...." นี้ก็อีกชุดคำหนึ่งที่หวนระลึกได้ในตอนนี้ อีกชุดหนึ่งคือ "การเป็นบัณฑิต บัณฑิตต้องไม่แสดงอากาศขึ้นลง หมายความว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น บัณฑิตจะนิ่งและพิจารณาความเป็นจริง" ข้อความชุดนี้เป็นทางออกและข้อคิดให้พินิจ คนที่จบปริญญา เราเรียกเขาว่า บัณฑิต เขาเป็นบัณฑิตเพียงใด แม้ตัวเราเองก็เช่นกัน เป็นบัณฑิตเพียงใด

    ความคิดที่เพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งคือ เราไม่มีหลักสูตร ไม่มีการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมเพื่อความสงบเย็น เพื่อขจัดเสียซึ่งความโลภ โกรธ หลง ดังนั้นเมื่อจบปริญญาออกไป จึงออกไปทำงานด้วยกิเลส เถียงกัน ตบตีกัน ด่ากัน ........ อย่างน้อยวันนี้ ผมพบว่า สติบางอย่างก็เกิดกับผม เป็นคำเตือนตัวผม ผมควรทำอย่างไร พระเดชพระคุณพระพรหมมังคลาจารย์ (ปญฺญานนฺท ภิกฺขุ) ท่านสร้างอะไรไว้มากมาย ผมทราบว่า มูลนิธิปัญญานันทะ มีเงินหลายสิบล้าน เป็นเงินที่คนเขาศรัทธาถวายท่านมา โดยส่วนตัว รถยนต์แม้แต่คันเดียวก็ไม่มี รถที่ใช้เป็นรถที่ธนาคารกรุงเทพฯบริการและเป็นรถที่ผู้มีจิตศรัทธาเขาบริการ ท่านมรณภาพไปก็ไปโดยไม่มีสิ่งเหล่านั้นไปด้วยเลย สิ่งที่เหลือไว้คือสิ่งที่ท่านเป็นผู้นำในการสร้าง หลักสูตรอะไรที่ทำให้คนที่บวชเป็นพระเป็นอย่างนี้ไปหมด หลักสูตรแบบนี้มันดีหรือไม่ หรือว่ามันไม่ดี ถ้าไม่ดี เกิดหลักสูตรเพื่อสร้างคนแบบนี้มีอยู่ในสถาบันการศึกษา คนที่จบจากสถาบันการศึกษาคงต้องมีชีวิตเช่นพระแน่ๆ...หรือว่ามันดี ถ้าดีทำไมเขาไม่บรรจุลงในหลักสูตร ?

   ขอขอบพระคุณพระเดชพระคุณที่ให้ความคิดในเช้าวันนี้