“เมื่อเป็นฮะดีษที่ซอฮีฮฺ นั่นคือแนวทาง (มัซฮับ) ของฉัน”

ตำแหน่งหน้าที่ของผู้รู้ (อุละมาอฺ)

                 บางคนเข้าใจผิดคิดว่ากลุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นชาวอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ ปฏิเสธผู้รู้ ไม่ให้ความเคารพนับถือ เอะอะอะไรก็จะอ้างไปสู่อัลลอฮฺและร่อซูลอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้วชาวอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺต่างหากคือ กลุ่มที่ให้เกียรติแก่ผู้รู้มากที่สุด โดยให้เกียรติกับผู้รู้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

                ชาวอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺจะไม่ยึดติดกับผู้รู้ท่านหนึ่งท่านใดเป็นการเฉพาะ โดยจะยึดหลักว่าผู้รู้ทุกท่าน แม้จะชำนาญต่อสาขาวิชาที่ตนเรียนรู้ขนาดใดก็ตาม เป็นไปได้ที่จะผิดพลาดในบางเรื่องบางประการ ดังนั้น ชาวอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ จะให้เกียรติแก่ผู้รู้ทุกท่านอย่างเท่าเทียม ถ้าผู้รู้ท่านหนึ่งตัดสินปัญหาศาสนาได้อย่างมีเหตุผลสอดคล้องกับอัลกุรอาน และอัซซุนนะฮฺ ก็จะปฏิบัติตาม แต่ถ้าตัดสินขัดแย้งกับสองสิ่งดังกล่าวแล้วก็จักต้องปฏิเสธ ดังกล่าวนี้มิได้บ่งชี้ว่าเป็นการไม่เคารพ หรือไม่ให้เกียรติผู้รู้ เพราะในบรรดาผู้รู้นั้นโดยเฉพาะเจ้าของมัซฮับทั้งสี่จะมีคำพูดประโยคหนึ่งที่คล้ายคลึงกัน

                 เมื่อเป็นฮะดีษที่ซอฮีฮฺ นั่นคือแนวทาง (มัซฮับ) ของฉัน 

               หมายความว่าบางครั้งผู้รู้แต่ละท่านอาจพบหลักฐานที่จำกัด (ตามสภาพในอดีตที่กว่าจะได้ฮะดีษมาแต่ละบทต้องใช้เวลานาน) เกี่ยวกับปัญหาศาสนาเรื่องนั้น เรื่องนี้ จนนำไปสู่การวินิจฉัยตามหลักฐานนั้นๆ ซึ่งในภายหลังอาจพบว่ามีหลักฐานอื่นที่ถูกต้องกว่า หรือสอดคล้องกับความเป็นจริงมากกว่า หน้าที่ของเราคือ ยึดเอาหลักฐานที่ถูกต้องกว่า (ฮะดีษซอฮีฮฺ) แล้วนำมาปฏิบัติ

                การที่เรายึดถือมัซฮับหนึ่งมัซฮับใดแบบไม่ลืมหูลืมตาต่างหากเป็นการไม่ให้เกียรติผู้รู้ ตัวอย่างเช่น คนที่ยึดถือมัซฮับชาฟิอียฺในการปฏิบัติศาสนกิจในทุกๆ เรื่อง แม้ว่าในเรื่องหนึ่งๆ มัซฮับอื่นจะมีหลักฐานที่มาจากอัลกุรอาน และอัซซุนนะฮฺ และมีเหตุผลที่ชัดเจนกว่าก็ตาม ดูภายนอกเหมือนกับว่าคนกลุ่มนี้จะให้เกียรติผู้รู้แต่จริงๆ แล้วต้องถามกลับว่าการที่ท่านเชื่อฟังผู้รู้ท่านหนึ่งท่านใด โดยปฏิเสธความรู้ และการยืนยันด้วยหลักฐานจากผู้รู้ท่านอื่นๆ นี่หรือเรียกว่าการให้เกียรติ?

                แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นสำหรับสามัญชนธรรมดาผู้ที่มีความรู้ศาสนาไม่มาก ในเบื้องต้นสามารถยึดมัซฮับ หรือแนวทางหนึ่งแนวทางใดจากผู้รู้ท่านเดียวได้ หากเกรงว่าในช่วงแรกจะเกิดความสับสนในการปฏิบัติศาสนกิจ แต่ภายหลังหากมีความสามารถศึกษาได้ก็จำเป็นต้องศึกษาว่าอิบาดะฮฺประเภทต่างๆ ที่ผู้รู้ท่านนี้ปฏิบัตินั้นมีที่ไปที่มาอย่างไร? มีหลักฐานที่มาจากอัลกุรอาน และอัซซุนนะฮฺหรือไม่? เพื่อเราจะได้ไม่หลงประเด็นว่าแบบอย่างที่เราปฏิบัติตามอยู่คือผู้รู้ท่านนั้น ท่านนี้ เพราะแท้ที่จริงแล้วมนุษย์ผู้เดียวที่เราสามารถเชื่อฟังเขาได้ คือมุฮัมมัด ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

                อย่าลืมว่าหน้าที่ของผู้รู้นั้นแค่เพียงการแสวงหาความเข้าใจอันถูกต้องที่มาจากอัลกุรอาน และอัซซุนนะฮฺเท่านั้น มิได้มีหน้าที่เป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตามในเรื่องอิบาดะฮฺแต่ประการใด

                ขอยกเปรียบเทียบง่ายๆ เพื่อให้เห็นภาพชัดสำหรับตำแหน่ง และหน้าที่ของผู้รู้ เปรียบมุสลิมทุกคนเป็นนักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ในห้องเรียนเดียวกัน และมีครูผู้สอนคนเดียว (กัน) คือนบี มุฮัมมัด ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

                 ในบรรดานักเรียนนั้นมีหลายระดับ ระดับรากหญ้า ระดับปานกลาง จนกระทั่งระดับปัญญาชน (หมายถึงผู้รู้) เราๆ นับว่าอยู่ในระดับรากหญ้าหรือระดับต่ำสุดซึ่งแน่นอนว่าเมื่อคุณครูสอนแล้วก็จะมีทั้งสิ่งที่สามารถเข้าใจได้เลย ทุกคนเข้าใจได้ และสิ่งที่ยากต่อการเข้าใจ ซึ่งจะมีเฉพาะปัญญาชนเท่านั้นที่เข้าใจ

                ปัญญาชนเหล่านี้แหละที่จะมาสาธยายการสอนของคุณครูให้กับนักเรียนคนอื่นฟังอีกครั้ง ซึ่งบางครั้งระหว่างพวกเขาเอง (พวกปัญญาชน) ก็อาจเข้าใจคำพูดของครูที่ไม่ตรงกันเสียทีเดียว ทำให้การสื่อความเข้าใจออกมาต่างกัน

                ดังนั้นหน้าที่ของเราในฐานะนักเรียนคนหนึ่ง คือเลือกว่านักเรียนคนไหนที่เราคิดว่าสามารถให้ความเข้าใจในคำพูด คำสอนของคุณครูได้ดีที่สุดในเรื่องนั้นๆ ซึ่งจะเป็นไปไม่ได้เลยว่านักเรียนคนหนึ่งจะยึดเอานักเรียนด้วยกัน (ผู้ไม่รู้ยึดเอาผู้รู้) เป็นครูแทนคุณครูตัวจริง (นบีมุฮัมมัด)