"อิบาดะฮฺ คือกิจกรรมต่างๆ ที่ทำแล้วเป็นการภักดีต่ออัลลอฮฺ หมายถึง ผู้ที่ทำนั้นหวังความดีจากพระองค์ ประเภทนี้ศาสนาให้เราหยุดไม่ต้องปฏิบัติสิ่งใดทั้งสิ้น จนกว่าจะรู้ว่าสิ่งนั้นคือสิ่งที่อัลลอฮฺสั่งให้ทำ"

ความหมายของบิดอะฮฺ

                บิดอะฮฺ ศัพท์เดิมหมายถึง สิ่งเกิดขึ้นใหม่ซึ่งไม่เคยมีตัวอย่างมาก่อน เช่น การเกิดขึ้นของโลกใบนี้ การใช้รถยนต์ของคนสมัยปัจจุบันซึ่งสมัยก่อนไม่เคยมีมาก่อน หรือแม้กระทั่งคอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ต เป็นต้น

                นี่คือความหมายทางด้านภาษา ส่วนความหมายทางศาสนาบิดอะฮฺคือ การงานศาสนาที่เกิดขึ้นใหม่โดยมิได้มาจากท่านร่อซูล ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

                การปฏิบัติการงาน หรือกิจกรรมต่างๆ ในโลกดุนยา แบ่งได้เป็น 2 ประเภท

                ประเภทแรก เรียกว่า มุอามะละฮฺ คือทุกกิจกรรม และการงานของมนุษย์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา ประเภทนี้เราสามารถปฏิบัติได้ทุกอย่างตราบใดที่ไม่มีหลักฐานห้ามจากอัลลอฮฺ หรือร่อซูลของพระองค์                 ตัวอย่างเช่น การบริโภคอาหาร การเดินเหิน การนั่ง นอน การแต่งกาย และการใช้ชีวิตประจำวันทั่วๆ ไป เราสามารถทำได้ทุกอย่างจนกว่าจะมีหลักฐานจากอัลกุรอาน หรืออัซซุนนะฮฺมาสั่งห้าม..ห้ามกินหมู ห้ามดื่มสุรา ห้ามเล่นการพนัน ห้ามเดินอย่างเย่อหยิ่งจองหอง ห้ามนั่งขวางทางสัญจร ห้ามแต่งกายอวดโฉมผู้หญิงอนุญาตให้เปิดเผยได้เฉพาะใบหน้าและฝ่ามือ ผู้ชายให้ปกปิดอย่างน้อยตั้งแต่สะดือถึงหัวเข่า เป็นต้น

                ประเภทที่สอง เรียกว่า อิบาดะฮฺ คือกิจกรรมต่างๆ ที่ทำแล้วเป็นการภักดีต่ออัลลอฮฺ หมายถึง ผู้ที่ทำนั้นหวังความดีจากพระองค์ ประเภทนี้ศาสนาให้เราหยุดไม่ต้องปฏิบัติสิ่งใดทั้งสิ้น จนกว่าจะรู้ว่าสิ่งนั้นคือสิ่งที่อัลลอฮฺสั่งให้ทำ เมื่อเราอ้างว่าที่ทำไปต้องการความพึงพอใจจากอัลลอฮฺ จึงจำเป็นต้องรับรู้ก่อนว่าการงานใดบ้างที่อัลลอฮฺพอใจซึ่งเราไม่สามารถทราบได้นอกจากอัลลอฮฺได้บอกไว้ผ่านคำพูดของพระองค์โดยตรง คืออัลกุรอาน หรือผ่านศาสนฑูตร่อซูลของพระองค์ คือ อัซซุนนะฮฺ (คำพูด การกระทำ และการยอมรับของนบีมุฮัมมัด ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)

                ตัวอย่างของอิบาดะฮฺประเภทต่างๆ เช่น การละหมาด การถือศีลอด การบริจาคทาน การอ่านอัลกุรอาน การรำลึกถึงอัลลอฮฺ เป็นต้น ดังกล่าวนี้เราจะทำได้ก็ต่อเมื่อทราบว่าเป็นสิ่งที่มาจากความต้องการของอัลลอฮฺให้เราปฏิบัติสิ่งนั้นสิ่งนี้

                เราจะละหมาดฟัรดู วันหนึ่งกับคืนหนึ่งห้าเวลาเท่านั้น คือ ซุบฮิ ดุฮฺริ อัสริ มัฆริบ และอิชาอฺ แม้ว่าวันหนึ่งเราต้องการตักตวงความดีให้มากกว่าวันอื่น ก็ไม่อนุญาติให้เราอุตริกรรม (ทำบิดอะฮฺ) โดยเพิ่มเวลาละหมาดฟัรดูอีกเวลาเป็นหกครั้งต่อวันได้

                หรือเราจะนึกเคร่งอยากละหมาดซุบฮิเพิ่มอีกสักสองร็อกอัต เป็นสี่ร็อกอัตก็ไม่ได้ ละหมาดมัฆริบสักสิบร็อกอัต โดยอ้างว่าละหมาดเยอะย่อมดีกว่าละหมาดน้อย หรือในแต่ร็อกอัตเราจะเพิ่มสุหญูดเป็นร็อกอัตละสามครั้งก็ไม่ได้ หรือแม้แต่การจะนำเอาส่วนหนึ่งจากอัลกุรอานไปอ่านขณะที่รู่กัวะ หรือสุหญูด (ซึ่งเราคิดเองว่าการอ่านอัลกุรอ่านนั้นดีกว่าการซิเกร) ก็ไม่ได้อีกเช่นกัน เพราะการปฏิบัติละหมาด (และอิบาดะฮฺประเภทอื่นๆ) เราถูกสั่งใช้ให้ทำตามแบบอย่างจากท่านนบีเท่านั้น

                นบีมุฮัมมัด ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวไว้ว่า พวกท่านจงละหมาด ดังเช่นที่เห็นฉันละหมาด 

                และเช่นกันสำหรับอิบาดะฮฺประเภทอื่นๆ นอกจากการละหมาด จำเป็นที่เราต้องยึดเอาแบบอย่างจากท่านนบีเท่านั้นมาปฏิบัติตาม เพราะผู้ที่ได้รับวะฮียฺคือท่านคนเดียว ดังนั้นการปฏิบัติตามอุละมาอฺบางท่านที่ปราศจากการอิงถึงหลักฐานที่มาจากอัลลอฮฺ และร่อซูลของพระองค์ย่อมไม่ได้