กรมบัญชีกลางช่วยอดีต ขรก. เสนอแก้กฎหมายให้ผู้รับบำนาญที่ถูกศาลตัดสินให้จำคุก หรือเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต มีสิทธิได้รับเงินบำนาญหรือบำนาญตกทอดเหมือนเดิม ชี้โทษจำคุก-ล้มละลายเพียงพอแล้ว      หากตัดสิทธิจะเป็นการเพิ่มโทษเป็น 2 เท่า นายมนัส แจ่มเวหา รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง ให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ว่ากรมบัญชีกลางได้เสนอให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 เกี่ยวกับการเสียสิทธิการรับบำนาญ โดยแก้ไขให้ผู้รับบำนาญที่ถูกตัดสินให้จำคุก หรือศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายทุจริต ตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย ยังคงมีสิทธิได้รับบำนาญหรือบำเหน็จตกทอดเหมือนเดิม ขณะที่กฎหมายในปัจจุบันเมื่อผู้รับบำนาญถูกตัดสินให้จำคุกหรือเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต จะถูกตัดสิทธิการรับบำนาญหรือบำเหน็จตกทอดทันที โดยขณะนี้ กฎหมายฉบับดังกล่าวอยู่ระหว่างการนำเสนอ เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ต่อไป นายมนัสกล่าวว่า การแก้ไขกฎหมายในเรื่องนี้ ก็เนื่องมาจากเห็นว่า บำนาญเป็นเงินที่ทางราชการให้          เพื่อตอบแทนการทำงานที่ผ่านมาแก่ข้าราชการ กรณีที่ผู้รับบำนาญกระทำความผิดและถูกศาลตัดสินให้ถูกจำคุก หรือเป็นบุคคลล้มละลายทุจริตนั้น ถือเป็นการลงโทษไปแล้ว เพื่อความเป็นธรรมและเสมอภาคกับบุคคลโดยทั่วไป จึงไม่ควรที่จะถูกลงโทษเพิ่มด้วยการตัดสิทธิการรับบำนาญหรือบำเหน็จตกทอดอีก "ระหว่างการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ได้มีการถกเถียงกันว่า การเพิ่มสิทธินี้จะเป็นการส่งเสริมให้ผู้รับบำนาญไปกระทำความผิดเพิ่มขึ้นหรือไม่ ทางกรมบัญชีกลางเห็นว่า ข้าราชการเมื่อเกษียณอายุราชการไปแล้วก็เสมือนประชาชนทั่วไป หากกระทำความผิดใด ๆ ก็ย่อมได้รับโทษตามกรณีนั้น ๆ ส่วนการให้บำนาญเป็นการตอบแทนการทำงาน และเป็นเงินยังชีพหลังออกจากราชการ เนื่องจากข้าราชการในขณะรับราชการจะไม่ได้สะสมเงินไว้ใช้ แต่หากตัดสิทธิการจ่ายเงินบำนาญอีกจะเหมือนกับถูกลงโทษ เป็น 2 เท่า" นายมนัสกล่าว นายมนัสกล่าวว่า ที่ผ่านมามีผู้รับบำนาญที่ถูกตัดสิทธิการรับบำนาญ เนื่องจากมีคำพิพากษาศาลให้จำคุก  ในปี 2547 จำนวน 3 ราย  ปี 2548 จำนวน 4 ราย  ปี 2549 จำนวน 5 ราย  ปี 2550 จำนวน 7 ราย  และปี 2551 จำนวน 2 ราย  สำหรับกรณีล้มละลายมีจำนวนไม่มาก ส่วนใหญ่อยู่ระหว่างสั่งพิทักษ์ทรัพย์ จึงยังต้องโอนเงินให้แก่กรมบังคับคดีในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อยู่  ทั้งนี้ บุคคลล้มละลายทุจริต ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2547 ได้กำหนดความหมายว่า บุคคลล้มละลายที่ถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดตามมาตรา 163 ถึงมาตรา 170 แห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือเป็นบุคคลล้มละลายอันเนื่องมาจาก หรือเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดฐานยักยอก หรือฉ้อโกงตาม ประมวลกฎหมายอาญา หรือการกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

นายมนัสยังกล่าวถึงการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการคำนวณบำเหน็จตกทอด โดยให้นำเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ มารวมกับบำนาญรายเดือน เพื่อคูณ 30 เท่า เป็นเงินบำเหน็จตกทอด และการปรับเงินบำนาญพิเศษให้ผู้รับบำนาญพิเศษเหตุทุพพลภาพเมื่อรวมกับเงินบำนาญปกติแล้ว ถ้าไม่ถึง 15,000 บาทต่อเดือน ก็ให้ได้รับบำนาญพิเศษฯ เพิ่มจนครบ 15,000 บาท ว่าได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนที่ 25 ก ลงวันที่   31 มกราคม 2551มติชน 9 ก.พ. 51