เม็ดเงินที่ใส่เข้าไปแล้วขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดี คือ การใส่ที่รากหญ้า ทั้งกองทุนหมู่บ้าน งบประมาณเอสเอ็มแอล โอท็อป หลังจากก่อนหน้านี้รายได้ของคนระดับรากหญ้าหดหายไปนานมาก เพราะในทางเศรษฐศาสตร์การใส่เงิน ให้คนจนจะเกิดการใช้จ่ายมากกว่าการออม จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงจุด คำว่าโครงการประชานิยม จริง ๆ แล้วถ้าใช้ศัพท์ที่ชอบพูดกันก็คือ วาทกรรมทางการเมือง ไม่ใช่เป็นศัพท์ทางเศรษฐกิจเลย อย่างเช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ก็บอกกันว่าเป็นโครงการประชานิยม แต่สุดท้ายแล้ววันนี้ทุกคนก็รู้แล้วว่า นี่คือการปฏิรูประบบสาธารณสุขครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การสาธารณสุขไทย เพราะฉะนั้น นี่ไม่ใช่เรื่องการมองระยะสั้น ดังนั้นจึงอยากบอกว่าโครงการต่าง ๆ ที่เป็นโครงการที่จะเกิดประโยชน์กับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนระดับรากหญ้า ประชาชนชั้นล่าง เป็นเรื่องที่เราจะเดินหน้าต่อแน่นอน
คำกล่าวข้างต้นเป็นคำพูดที่เปล่งออกมาจากปากของ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ในโอกาสแถลงต่อสื่อมวลชนในวันแรกที่เข้าทำงานที่กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ฟังดูดี ๆ นับว่าเป็นคำกล่าวที่สะท้อนอะไรได้หลาย ๆ อย่าง นั่นก็คือ...เมื่อรัฐบาลชุดนี้มองในมุมที่ว่า คำว่า "ประชานิยม" ถูกใช้เป็นวาทกรรมทางการเมือง ก็ย่อมหมายถึงว่า รัฐบาลที่มีรากฐานมาจากรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นอดีตผู้ขับเคลื่อนนโยบายนี้มาก่อน ย่อมจะต้องหาวิถีทาง ที่ทำให้วาทกรรมในมุมลบดังกล่าวดูมีน้ำหนักเบาบางลง ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการผลักดันนโยบายดังกล่าวต่อไป โครงการไหนที่ถูกยกเลิกไปแล้ว เมื่อช่วงรัฐบาลรัฐประหารที่ผ่านมาก็จะต้องมีการฟื้นกลับมาใหม่ หรือโครงการไหนที่ถูกเปลี่ยนชื่อไป ก็ยิ่งต้องเปลี่ยนกลับมาใช้ชื่อเดิม...อย่างไม่ต้องสงสัย แม้ว่าขณะนี้ "รมว.คลังจบแพทย์" จะยังอุบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน 6 เดือน โดยอ้างว่าต้องการรอให้รัฐบาลแถลงนโยบายเรียบร้อยเสียก่อน แต่เมื่อย้อนกลับไปมองจากนโยบายการหาเสียงของพรรคพลังประชาชนในช่วงเลือกตั้ง ก็ทำให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้จะทำน่าจะมีอะไรบ้างตอนนั้น พรรคพลังประชาชน ชูนโยบายหาเสียง โดยมีการกำหนดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ประกอบด้วย 1.สานต่อนโยบายประชานิยมสู่ประชากรรากหญ้า (ประชานิยม สูตรต้นตำรับ) 2.เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย (ประชานิยมสูตรพิเศษ) 3.เห็นผลเร็ว โดยมาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว และ 4.สร้างมูลค่าเพิ่ม โดยนวัตกรรมทางความคิด
สำหรับ "ประชานิยมสูตรต้นตำรับ" ประกอบไปด้วย โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการเอสเอ็มแอล ธนาคารประชาชน หวยบนดิน กองทุนเรียนก่อนผ่อนทีหลัง และโอท็อป ส่วน "ประชานิยมสูตรพิเศษ" ประกอบด้วย การขยายสนามบินสุวรรณภูมิ การส่งเสริมการท่องเที่ยว ศูนย์กลางทางการแพทย์และการผลิตยา ส่งเสริมผลไม้ไทยและผลิตผลทางการเกษตร โครงการซูเปอร์ไฮเวย์ทางปัญญา มูลค่า 1.3 แสนล้านบาท (มาตรการลดภาษีนำเข้าอุปกรณ์เครือข่ายโทรคมนาคมความเร็วสูง 5-30% เป็นเวลา 2 ปี) การสนับสนุนพลังงานทดแทนและพลังงานราคาถูก และการสร้างระบบรถไฟและการคมนาคม (รถไฟแบบเดิมเพื่อรองรับคนมีรายได้น้อย รถไฟความเร็วสูง รถไฟใต้ดิน 10 สาย รถไฟวงแหวนกรุงเทพฯ-ปริมณฑล และรถไฟก้างปลา) คงต้องโฟกัสลงไปที่ "ประชานิยมสูตรต้นตำรับ" เพราะชื่อคุ้นหู เนื่องจากทั้งหมดเป็นโครงการเดิม ๆ ที่ริเริ่มสมัยรัฐบาลไทยรักไทย โครงการเหล่านี้การันตีได้ 100% ว่ากลับมาแน่ เพราะมองจากชื่อก็รู้ว่าเป็นโครงการที่ถูกใจ ชาวรากหญ้ายิ่งนัก แต่จะแก้ปัญหาปากท้องให้ชาวบ้านได้อย่างแท้จริงหรือไม่ นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งนพ.สุรพงษ์ประกาศชัดเจนว่า "ผมเองในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ได้กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีแล้วว่า ผมจะขอเป็นผู้ทำหน้าที่ร้อยเรียงในการกำกับนโยบายองค์กรที่จะสร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุน และโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้ขึ้นในสำนักนายกรัฐมนตรี เช่น สำนักงานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน ที่เราคิดว่าจะยกระดับเป็นธนาคารหมู่บ้านได้ โดยที่ต้องศึกษาจากธนาคารที่เขาเคยประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงระดับโลกมาแล้ว เช่น กรามีนแบงก์ของประเทศบังกลาเทศ เป็นต้น และสำนักงานบริหารพัฒนาองค์ความรู้ ซึ่งจะเป็นการพูดถึงการพัฒนาโอกาสการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ เป็นต้น พวกนี้ต้องทำต่อเนื่อง และนอกจากกองทุนหมู่บ้าน ก็ยังจะมีโครงการเอสเอ็มแอล ซึ่งเป็นอีกอันหนึ่งที่ได้ประกาศ" ที่สำคัญ ก่อนหน้านี้เขาก็เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเอาไว้ว่า "เม็ดเงินที่ใส่เข้าไปแล้วขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดี คือการใส่ที่รากหญ้า ทั้งกองทุนหมู่บ้าน งบประมาณเอสเอ็มแอล โอท็อป หลังจากก่อนหน้านี้รายได้ของคนระดับ รากหญ้าหดหายไปนานมาก เพราะในทางเศรษฐศาสตร์ การใส่เงินให้คนจน จะเกิดการใช้จ่ายมากกว่าการออม จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงจุด" ช่วงนี้ นพ.สุรพงษ์มักจะเน้นว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วนต้องให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าก่อน เพราะจะทำให้เกิดการเงินทุนหมุนเวียนในระบบได้มากกว่าการกระตุ้นในระดับบน ซึ่งที่สุดแล้วโครงการเหล่านี้จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนให้กลับมาอีกครั้ง "ความไม่เชื่อมั่น" จุดนี้เองที่รัฐบาลชุดนี้เห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญที่สุด "สิ่งที่สำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่น ก็คือนโยบายที่ชัดเจนจากภาครัฐ อย่างที่บอกคือการมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเป็นชุดนโยบายอย่างชัดเจน มีการผลักดันการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐที่ขณะนี้ยังใช้จ่ายไปได้ไม่มากนักให้ลงไปสู่หน่วยราชการต่าง ๆ ที่ต้องไปจ้าง ไปซื้อ รวมถึงงบประมาณกองทุนหมู่บ้าน เอสเอ็มแอล ถ้าหากมีการเร่งรัดชัดเจน มีนโยบายที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจชัดเจน ความเชื่อมั่นก็จะเกิด" ดังนั้น จึงเป็นที่แน่นอนว่าโครงการเหล่านี้ ถือว่ามีความสำคัญลำดับต้น ๆ ที่รัฐบาลชุดนี้เห็นว่าต้องเร่งฟื้นกลับมา ไม่ว่ามันจะเป็นการแก้ปัญหาทางเศรษฐศาสตร์อย่างตรงจุด หรือที่สุดแล้วเพียงเพื่อเรียกคะแนนนิยมก็ตาม!!!นอกจากนี้ ยังมี "หวยบนดิน" ที่ต้องทำต่อแน่นอน ขาดไม่ได้ เพราะจะเป็นอีกโครงการที่พิสูจน์ความจริงใจของรัฐบาลไทยรักไทย เพียงแต่ขณะนี้มีความจำเป็นต้องรอความชัดเจนในการตีความของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าการแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยการผลักดันของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นั้น ทำได้หรือไม่ เข้าข่ายเป็นกฎหมายการเงินที่ต้องให้รัฐบาลเป็นผู้เสนอแก้ไขเองหรือไม่ ฟันธงได้เลยว่า...หากมีการตีความว่าเป็นกฎหมายการเงิน และให้กฎหมายฉบับแก้ไขตกไป รัฐบาลชุดนี้ย่อมจะต้องเดินหน้าหวยบนดินในรูปแบบเดิมเหมือนที่เคยทำมา เพื่อเป็นการการันตีว่า สิ่งที่เคยทำมานั้น ไม่ใช่เรื่องผิด!!! เพียงแต่คนอื่นร้องแรกแหกกระเชอกันไปเองอย่างไรก็ดี มีโครงการที่เป็นที่ถกเถียงกันมากว่า ควรนำกลับมาทำอีกครั้งหรือไม่ นั่นก็คือ "โครงการพักหนี้เกษตรกร 3 ปี" เพราะเคยทำมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีข้อสรุปที่สามารถชี้วัดได้ว่า ประสบความสำเร็จในด้านการปรับโครงสร้างการผลิตแต่อย่างใด เมื่อถูกจี้ใจดำ นพ.สุรพงษ์ ก็มีคำอธิบายว่า "อย่างที่บอก หลายสิ่งหลายอย่างไม่สามารถทำได้ 100% ในช่วงเวลาหนึ่ง ถ้าผมลองเปรียบเทียบในกรณีโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค วันนี้เราสามารถครอบคลุมประชาชนกว่า 40 ล้านคน แต่ในแง่คุณภาพก็ยังต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นไม่ได้หมายความว่าประกาศ ทำโครงการหนึ่งแล้ว 1-2 ปี ก็เลิกทำ หรือประกาศปรับโครงสร้างการผลิตแล้วเมื่อทำจบแล้วไม่ต้องทำต่อ แต่ทุกอย่างมันต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อย่างโครงสร้างการผลิตทางด้านเกษตรกรรมในวันนี้ อาจต้องมีการเปลี่ยนแปลง ในแง่ตัวพืชผลด้วยซ้ำไป ยิ่งเมื่อมีปัญหาเรื่องราคาพลังงานที่สูงขึ้น ดังนั้น พืชพลังงานน่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ซึ่งเราต้องมานั่งพิจารณาว่าจะปรับโครงสร้างการเพาะปลูกพืชผลทางด้านการผลิตอย่างไร" นอกจากนี้ยังบอกด้วยว่า เรื่องนี้ได้คุยกับผู้บริหารของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แล้วว่า โครงการพักชำระหนี้ 3 ปี ที่คิดไว้ไม่ได้เป็นอย่างที่ปรากฏเป็นข่าว โดยมองว่าการพักชำระหนี้ครั้งนี้ต้องมียุทธศาสตร์ด้วยว่า พักชำระให้ใคร หรือพักชำระแล้วจะเน้นปรับโครงสร้างการผลิตอย่างไร "ทุกอย่างต้องมีเป้าหมาย มียุทธศาสตร์ทั้งสิ้น ดังนั้น ถ้าเป็นแผนงานที่ดีเดินหน้าแน่นอน แล้วก็จะมีการต่อยอดด้วย"อย่างไรก็ดี เมื่อถูกถามว่าการฟื้นโครงการประชานิยมกลับมา จะมีวิธีดูแลความเสี่ยงทางด้านการคลังได้อย่างไร คุณหมอผู้หาญกล้ามาผ่าตัดเศรษฐกิจของประเทศแทนการผ่าตัดคนไข้ในโรงพยาบาล กลับตอบอย่างทันควันว่า "เรื่องวินัยการเงินการคลัง ก็อย่างที่เรียนไปแล้วว่า ถือได้ว่าเป็นหลักประกันการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน แต่ในส่วนของในอดีตที่ผ่านมา ผมยังคิดว่าเรื่องที่บอกว่ามีความเสี่ยงต่อเรื่องความยั่งยืนน่าจะต้องไปพิสูจน์กัน เพราะถ้าหากเป็นความเสี่ยงจริง วันนี้เศรษฐกิจไทยคงจะไม่สามารถฝ่าฟันมาได้ถึงตอนนี้ แล้วทำให้เรายังอยู่ในฐานะที่ยังพอจะฟื้นฟูได้ คือถ้าเป็นปัญหาจริงในช่วง 16 เดือนที่ผ่านมา ที่อยู่ภายใต้บรรยากาศที่มีการทำรัฐประหาร มีการทำเซมิแซงก์ชั่นจากต่างประเทศ เราคงมีผลกระทบมากไปแล้ว แต่วันนี้เรายังยืนอยู่ และมีความแข็งแกร่งได้ แสดงว่าข้อกล่าวหา ที่บอกว่าทำให้เกิดปัญหาความเสี่ยง หรือความสุ่มเสี่ยงทางด้านระบบเศรษฐกิจนี่มันเป็นจริงหรือไม่จริง" <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">ชัดเจนว่า...นี่คือการ "ท้ารบ" และเป็นการตอกย้ำแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่สนต่อข้อครหา หรือแม้กระทั่งคำท้วงติงหรือการที่ใครต่อใครพากันแสดงความเป็นห่วงที่ว่า การดำเนินนโยบายประชานิยม อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านภาระทางการคลังในอนาคตได้</p> ไทยโพสต์ (คอลัมน์อีโคโฟกัส) 11 ก.พ. 51