วันที่ 4 กพ. เราไปช่วยอาจารย์จากม.เชียงใหม่คุยกับสมาชิกกองทุนฟื้นฟูที่นครสวรรค์   เกษตรกรที่นี้ปลูกพืชหลากหลายทั้งกล้วยไข่  พุทรา ส้ม มะนาว ฝรั่ง ละมุด  พริก มะเขือ และข้าวโพด   เกษตรกรขยัน พยายามดิ้นรนหลายทาง แต่ก็หนีไม่พ้นปัญหาหนี้สิน  ส่วนใหญ่เพราะ "น้ำท่วม" 2  ปีติดต่อกัน ทำให้สวนล่ม   กลุ่มแม่บ้านเคยรวมกลุ่มทำโน่นทำนี่แต่ก็ขายไม่ออกเป็นปัญหา "คลาสสิก"  บางคนลงทุนฟาร์มไก่ แต่ก็เป็นหนี้ในที่สุดเพราะ "ไข้หวัดนก" เมื่อ 2 ปีก่อน  เมื่อเป็นหนี้ คืนธกส.ไม่ได้ ก็ต้องกู้นอกระบบเพื่อืน ธกส.ก่อนถูกยึดที่ยึดบ้าน ดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบร้อยละ 3-5 ต่อเดือน !!!

ทางเลือกสุดท้ายในความเห็นของเกษตรกร คือ  การเข้าร่วมโครงการกองทุนฟื้นฟูฯ  เมื่อเจ้าของหนี้ยื่นฟ้องเกษตรกร  กองทุนฯจะซื้อหนี้จากเจ้าของหนี้ (ธกส. หรือ สหกรณ์การเกษตร) แล้วลดหนี้ให้เกษตรกรครึ่งหนึ่ง  เกษตรกรผ่อนที่เหลือภายใน 3 ปี ดอกเบี้ยร้อยละ 1   เกษตรกรบอกว่า ผ่อนหนี้แล้วไม่อยากจะไม่ก่อหนี้อีก

ในภาวะการณ์ปัจจุบัน  มีเกษตรกรประมาณ 30 คนจากสมาชิกร่วม 200 คนที่ได้รับการซื้อหนี้แล้ว  เพราะเกษตรกรกลุ่มนี้ถูกสหกรณ์ฯยื่นฟ้อง  กองทุนฯจึงยื่นมือเข้ามา   แต่เกษตรกรอีกจำนวนมากที่เป็นหนี้ ธกส.  เกษตกรกลุ่มนี้อยากให้มีการโอนหนี้จาก ธกส. เสียที  อยากให้ ธกส.ตั้งเรื่องฟ้อง แต่ ธกส.ไม่ยอมยื่นฟ้อง "บอกว่าห่วงใย"  กองทุนฯจึงไม่ได้ซื้อหรือโอนหนี้  

"ตั้งแต่มีกองทุนฯ ฟื้นฟู   ธกส.ก็มาดีกับเรา ..... แต่เมื่อเราเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ แล้ว  ก็กู้ ธกส.ไม่ได้"   เกษตรกรที่ไม่เข้ากองทุนฟื้นฟูฯ ก็เพราะคิดว่ายังจำเป็นต้องกู้ยืมจาก ธกส.อยู่

"ถ้าไม่มีกองทุนฟื้นฟูฯ  ธกส.คงยึดบ้านยึดที่เราไปแล้ว  ตอนนี้ที่ไม่ยึดเพราะมีกองทุนฯขวางอยู่"    ตอนนี้เกษตรกรที่ไม่สามารถจ่ายเงินคืน ธกส.ได้ ก็ไม่จ่าย  ธกส.ก็ไม่ได้เพิ่มดอกเบี้ย

นอกจากในส่วนของงบจัดการหนี้แล้ว  ในส่วนของงบอุดหนุน  กองทุนฟื้นฟูฯก็กำหนดให้เกษตรกรรวมกลุ่มทำโครงการด้านอาชีพ   เกษตรกรกลุ่มนี้ (อยู่ในเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย) ทำโครงการปลูกพุทราและไผ่หวาน  เกษตรกรร้อยคนรวมหุ้นกันคนละ 200 บาท คาดว่าจะได้เงินอุดหนุนส่วนหนึ่งจากกองทุนฯด้วย  แต่ก็ยังไม่ได้

เมื่อถูกถามว่า เมื่อไม่ได้กู้จาก ธกส.แล้วทำอย่างไร  ชาวบ้านพอว่า "ก็ทำน้อยลง" "ไม่งั้นก็ต้องกู้นอกระบบ"  กองทุนในชุมชนเช่น กองทุนหมู่บ้าน หรือกลุ่มออมทรัพย์ ดูจะเป็นแหล่งเงินกู้ทางเลือกที่ช่วยเหลือได้บ้าง แต่ก็ไม่สำคัญนักสำหรับพื้นที่นี้ซึ่งเกษตรกรต้องการใช้เงินลงทุนมาก (โดยเฉพาะกับ "ยา")    ส่วนโครงการปลูกพุทราของกลุ่มก็ขาดทุนไปเรียบร้อยแล้ว เพราะแมลงมาก  ออกดอกเยอะ แต่ไม่ให้ผล  ใช้ยามาก สุขภาพก็แย่  "คิดว่าจะหันไปทำไผ่หวานมากขึ้น"

ตอนนี้ถ้ากองทุนฯไม่เข้ามา  เกษตรกรมีความคิดแตกเป็น 2 แนวทาง  แนวทางแรก  อยากให้ ธกส.ทำแบบกองทุนฯ คือลดหนี้ให้ครึ่งหนึ่ง  ให้ผ่อนชำระ 3 ปี ดอกเบี้ยร้อยละ 1  แนวทางที่สอง อยากให้ปรับโครงสร้างหนี้  เพราะยังอยากกู้ ธกส.อยู่   แต่แนวทางนี้ถูกเพื่อนสมาชิกส่วนใหญ่คัดค้านมากว่า ไม่ดี

จนถึงวันนี้ ชาวบ้านยังไม่มีทางออก   ดูเหมือนว่า ชาวบ้านจะไม่เห็นทางเลือกอื่นๆ 

พื้นที่นี้ก็เหมือนอยุธยา คือ ไม่มีเอ็นจีโอ หรือสถาบ้นการศึกษาใดเข้ามาทำงานกับชาวบ้าน

เราสนใจตรงต้นตอของภาวะหนี้สิน คือ  การเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อภัยธรรมชาติขัดแย้งอย่างมากกับลักษณะการลงทุนของชาวบ้านที่ลงทุนสูง

ถามชาวบ้านว่า  เมื่อก่อนอยู่กันได้อย่างไร   ชาวบ้านบอกว่า ก็ปลูกพืชอายุสั้น หนีน้ำได้

...นั่นไง...

แล้วทำไมตอนนี้ถึงปลูกพืชสวน อายุยาว ลงทุนมาก  ชาวบ้านบอกว่า  พืชอายุสั้นผลตอบแทนน้อย   พืชสวน ถ้าได้..ก็ได้เยอะ...

คิดว่าเป็นคำอธิบายที่แสดงถึงวิธีคิดของชาวบ้านได้ชัดเจนมาก  

High risk high return....ชาวบ้านพอใจกับความเสี่ยงเพราะคาดหวังผลตอบแทนสูง ชาวบ้านไม่เลือก Low risk low return  หรือ หลีกเลี่ยงความเสี่ยง    (ทฤษฏีบอกว่า เกษตรกรรายย่อยพอยังชีพจะมีเป้าหมายการผลิตที่ minimize risk  ไม่ใช่ maximise income หรือ profit..... แต่ที่นี่ไม่ใช่เกษตรกรรายย่อยพอยังชีพ !!)

เมื่อความพอใจเป็นเช่นนั้น  จะแก้อย่างไรก็ไม่หลุด  ต่อให้กองทุนฯจัดการหนี้หมดไปแล้วรอบหนึ่ง  แต่หากลักษณะการผลิตเป็นแบบเดิม ก็จะตกลงมาในบ่วงหนี้อีก  เพราะภัยธรรมชาติก็ยังเกิดขึ้นอีก  ดูการทำเลือกโครงการปลูกพุทรา นั่นเป็นไร

...  กองทุนฟื้นฟู ฯ ธกส. สหกรณ์ฯ  ...ไม่มีหน่วยงานไหนช่วยลงมาช่วยชาวบ้านคิดวิเคราะห์จริงๆจังๆกับการหาแนวทางที่ยั่งยืนกว่าการซื้อหนี้

นักวิชาการอย่างเราเองก็เหมือนไม่จริงใจ เพราะลงมาพูดคุยช่วงสั้นๆ  ได้แต่พยายามชี้แนะให้ลองทบทวนความคิดเรื่องการลงทุนสูงในสภาพพื้นที่เสี่ยงภัย  หรือพยายามเล่าเรื่องความพยายามของกลุ่มองค์กรชาวบ้านอื่นๆในหลายพื้นที่ ที่เขาคิดพึ่งตนเอง ลดรายจ่าย ลดหนี้ หรือแม้แต่กองทุนชาวบ้านซื้อหนี้จาก ธกส.เสียเอง พิสูจน์ให้หน่วยงานรัฐเห็นความพยายาม จนรัฐเองต้องหันลงมาขอมีส่วนร่วมทำงานและสนับสนุนวิธีคิดของชาวบ้าน

"เราพึ่งตนเองถึงที่สุดแล้ว  ตอนนี้ไม่เห็นทางออกนอกจากรัฐต้องเข้ามาช่วย"  ชาวบ้านบอก

เราก็เห็นว่า ชาวบ้านช่วยตัวเองอย่างถึงที่สุดแล้ว  แต่ภายใต้มุมมองแบบเดิม ข้อจำกัดแบบเดิม  ...ก็คงไม่เห็นทางเลือกมากนัก