ผมมาเพิ่มเติมครับอาจารย์
- ชาวบ้านขาดข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจ ยิ่งการปลูกพืชในแนว "พืชเศรษฐกิจ" ที่มีความเสี่ยงมากมาย อาจารย์และทุกท่านทราบดีว่าแล้วทำไมเกษตรกรจึงตัดสินใจปลูกพืชที่มีความเสี่ยงมากอย่างนั้น
- กระบวนการให้ความรู้อย่างเท่าทันต่อเงื่อนไขต่างๆ การตลาด ความรู้เกี่ยวกับพืชตัวนั้น การเคร่งครัดต่อการดูแลพืช ฯลฯ สาระเหล่านี้ไม่เพียงพอต่อเกษตรกร แล้วยังมีรายละเอียดที่เป็นความเสี่ยงอีกมากมาย รัฐไม่มีกระบวนการที่จะเข้ามาจัดการตรงนี้ดีเพียงพอ ปล่อยให้ระบบเสรีประชาธิปไตยเบ่งบานมากเกินไป ระบบธุรกิจเกษตรก้เข้าไปพูดแต่สิ่งดีดีแก่เกษตรกร ปลูกนี่แล้วจะได้เงินเท่านั้นเท่านี้ แต่ไม่ได้พูดในแง่ปัญหาต่างๆ พูดบ้าง แต่ไม่ได้พูดในแง่ปลุกให้เขาเข้าใจและทบทวนการตัดสินใจเลือกชนิดพืชปลูกอย่างจริงจัง
- หนี้สินจึงเกิดขึ้นเพราะความเสี่ยงต่างๆนั้น มิใยจะพูดถึงความด้อยต่อระบบการจัดการเงินของเขาเอง เกษตรกรก็กลายเป็นเด็กน้อยที่พ่อค้าเอาน้ำตาลใส่ขนมมาล่อ เอาสีสวยๆมาล่อให้เด็กซื้อขนมนั้นไปกินกัน เจ้าหน้าที่ของรัฐก็น่าเห็นใจว่าพื้นที่กว้างขวางนั้นทำงานได้ไม่ทัน ไม่หมด ไม่ทั่ว ไม่ถึง
- เหล่านี้คือสาเหตุใหญ่ข้อหนึ่งที่นำเกษตรกรไปสู่การเป็นหนี้สิน แล้วรัฐก้เข้ามาแก้ที่ปลายเหตุ จำเป็นต้องแก้ครับ แต่ต้นเหตุนั้นก็ต้องหาทางเข้ามาทำด้วย ทำไม่ไหวก็ต้องคิดอ่านประสานความร่วมมือกับใครที่มีศักยจะทำได้บ้าง เช่น NGO หรือองค์กรชุมชนที่เก่งๆยิ่งดี ปรับกระบวนการทำงานระบบส่งเสริมการเกษตรให้สามาระรับมือกับเรื่องเหล่านี้ได้ในอนาคต มันต้องมีทางครับ เพียงแต่ยังไม่ได้ระดมกันเท่าที่ควร
- ไม่รู้ออกทะเลไปหรือเปล่าครับอาจารย์ครับ