เมื่อเช้าวันที่ ๗ กพ ๕๑ คุณเอก ณ เมืองปาย ได้ส่งลิงค์สรุปผลการประชุมรับฟังความเห็นของ วช. ในประเด็นวิจัยของภาคเหนือ ที่สะท้อนความผิดหวังของกระบวนการดังกล่าว และอยากฟังความเห็นจากผม จะว่าอย่างไร
ผมก็เลยตอบไปว่า
ผมก็กำลังจะได้ "มีส่วนร่วม" ในการจัดเวที การแสดงละครเรื่องนี้ ที่ขอนแก่นในวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ นี้
ในความรู้สึกตอนแรก
ที่ได้รับการทาบทามให้เข้าร่วมกิจกรรมการเตรียมการประชุมนั้น
ผมตื่นเต้นและดีใจมากที่จะมีโอกาสช่วยเหลือประเทศชาติในเรื่องการวางกรอบงานวิจัย
แต่พอถึงขั้นการดำเนินกิจกรรม
ตัวผมและการแสดงความเห็นของผม ก็ยังต้องเข้าไปติดกับอยู่ในระบบความเห็นคนส่วนใหญ่ ที่ยังอยู่ในกรอบความคิดเดิมๆ ดิ้นได้ยาก
เราจะฟันธงทุบหม้อข้าว รึ ก็มองไม่เห็นประโยชน์อะไร
ก็พยายามดึงประเด็นอย่างเต็มที่มากกว่า
ดึงมากไป เชือกสายใยที่เชื่อมโยงกันอยู่ก็จะขาดหรือบาดหมาง กระทบการทำงานด้านอื่นๆอีกได้
รู้ทั้งรู้ ว่า คงจะได้แค่นั้นเราก็ยังต้องนั่งเป็นพระอันดับให้เขาสร้างความชอบทำในกระบวนการทำงาน
ว่า "ผม" ก็เห็นชอบในการทำงานของกลุ่ม
นี่คือโลกแห่งความเป็นจริง
และแล้วความรู้ ความเห็นของเรา ก็ได้รับการนำไปใช้
เป็นเพียง "ปัจจัยหนึ่ง" ในค่าเฉลี่ยของงานกลุ่มที่สังคมภายนอกมองเห็น
จากผลที่ยังมีคนส่วนใหญ่ในกลุ่มคณะทำงาน หรืออย่างน้อยก็จำนวนหนึ่ง ยังต้องการการ "ศึกษา" ที่แปลว่า "การพัฒนา"เพื่อความรู้ ความเข้าใจ กระบวนการ และวิธีการทำงานที่ถูกต้อง
แต่บางทีเขา (ที่อายุมากๆกันทั้งนั้น) ก็ไม่เรียน หรือ เรียนช้ามาก รอกันจนเมื่อยก็ยังไปไม่ถึงจุดที่จะสื่อกันได้แบบเปิดอกคุยกัน
และ บางทีเขากลับมองว่าเขาต้อง "สอน" เรา อีกต่างหาก
การประชุมระดมความเห็น จึงกลายเป็นการประชุมแบบ “ยัดเยียด” ความเห็นกันไป ยัดเยียดกันมา แทนที่จะเป็น "การแลกเปลี่ยนเรียนรู้"
ข้อจำกัดตัวนี้มาจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจ อย่างน้อยก็อำนาจเงิน การสั่งการและการอนุมัติ
ที่ทำให้การแลกเปลี่ยนเกิดยได้ยาก
ตราบใดที่เขายังรู้สึกว่า หรือ คิดว่าเขาต้องฟังหรือ ทำ เพราะ “อำนาจ”
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไม่เกิดแน่นอนผลที่ได้ หรือที่เห็นจากภายนอก
จึงเป็นเพียง “ผลสรุปจาก อำนาจการต่อรอง”
หาใช่ผลสรุปที่ได้จาก “การจัดการความรู้” ไม่
และเป็นที่มาของทางเลือกที่ดีที่สุด ที่สาธารณะชนได้เห็น
นี่คือขีดจำกัดข้อหนึ่งของการพัฒนา และการจัดการความรู้ในสังคมไทย
ที่ผม แม้อายุปูนนี้แล้ว ก็ยังเผชิญอยู่ครับ
อาจารย์คะ อ่านแล้วบอกว่าใช่เลยมันใช่เลย หลายๆเรื่อง "ที่สรุปจากการประชุม" คือมติที่พูดมานอกประชุมแล้วและหา"พระอันดับ" มาเป็นตัวประทับตราว่า "ท่านนี้ๆ ก็อยู่ในที่ประชุมตอนตกลงกัน"
.เจอแบบนี้แล้ว รู้สึกอึดอัดค่ะ
ครับ
ผมพยายามจะชี้ว่า อย่าอึดอัดว่าเราทำอะไรไม่ได้มากอย่างที่ควรจะเป็น
มนุษย์ "ค่าเฉลี่ย" ยังคงเป็นความชอบธรรมของสังคมอยู่
แล้วเราก็เฉลี่ยจากคนที่มีอำนาจ มากกว่า ค่าเฉลี่ยจริง
ตราบใดที่เรายังไม่มีอำนาจ "ส่วนร่วม" ในค่าเฉลี่ยก็จะต่ำ
ไม่ว่าความเห็นของท่านจะดีอย่างไรก็ตาม
เราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า "ประชาธิปไตย"
เสียงส่วนใหญ่ว่าอย่างไร (ถูกผิด ดี ไม่ดี ไม่สำคัญ) ก็ว่าตามนั้น
ผมเลยไม่ค่อยรู้ว่าประชาธิปไตยแปลว่า อะไร
สงสัยจะได้อีกเรื่องแล้วครับ
ดร. แสวง รวยสูงเนิน
ชอบใจวรรคว่า...
ใกล้เคียงกับความเห็นที่เคยอ่านบทความผู้ใหญ่เมืองไทยคนหนึ่ง (ไม่อ้างชื่อเกรงพลาด) ท่านว่า
ตามความเห็นส่วนตัว สังคมไทยส่วนใหญ่เป็นไปทำนองนี้ (จริงๆ )
เจริญพร
นมัสการท่านมหา
ท่านมาทีไรผมโล่งใจทุกที่
ผมมักจะนำคำของท่านไปใช้ในการบรรยายและการสอน โดยไม่เคยแจ้งให้ท่านได้ทราบครับ
เป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ