การจัดการความรู้
การวิจัยกับการแก้ปัญหาของมนุษย์
            ในโลกของความเป็นจริง  ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ปัญหาของมนุษย์ (Human Problem) ซึ่งเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและหลากหลาย   ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงต้องเปลี่ยนปัญหาของมนุษย์ให้เป็นปัญหาวิจัย (Research Question)  แล้วนำปัญหาเข้าสู่กระบวนการวิจัย  เมื่อได้ผลการวิจัยออกมาแล้วจึงนำกลับไปใช้แก้ปัญหาของมนุษย์ต่อไป

หลักของวิทยาศาสตร์กับมนุษยศาสตร์
            วิทยาศาสตร์มองโลกวิทยาการในลักษณะถอยห่างออกไปจากภายนอก  ทำใจให้ว่าง
คิดให้ถ่องแท้ ตัดอคติและสิ่งบิดเบี้ยวออก วัดให้แม่นตรง  ทดลองให้ประจักษ์ เน้นกฎเกณฑ์ร่วม/ความเหมือน  เพื่อหากฎเกณฑ์ของธรรมชาติ  ส่วนมนุษยศาสตร์มองโลกวิทยาการในลักษณะเอาตัวเองเข้าไปอยู่ข้างใน  รู้สึกด้วยใจ วัดด้วยอารมณ์ ใช้คติของตนเอง ตั้งเกณฑ์ของสังคม ไม่เน้นความคงที่ รับเกณฑ์ที่แตกต่าง หลากหลาย เพื่อตั้งเกณฑ์ของมนุษย์ขึ้นเอง
            เมื่อมนุษย์ทราบกฎเกณฑ์ของธรรมชาติด้วยพลังวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นพลังแรกที่ทำให้มนุษย์มีพลังที่ชนะธรรมชาติ พลังที่สองคือ พลังการจัดการ และพลังที่สามคือพลังเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ (ICT) เมื่อพลังทั้งสามมารวมกันเข้าจะเกิดเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ เกิดเป็น Knowledge – Based Economy และ Knowledge – Driven Economy การแข่งขันทางธุรกิจต่อไปจะแข่งขันกันด้วยความรู้  สังคมเกิดความแตกต่างกันเพราะคนในสังคมมีความรู้ที่แตกต่างกัน  เกิดเป็นสังคมความรู้ขึ้น  สังคมความรู้แบ่งเป็น 2 ยุค ดังนี้
สังคมความรู้ยุคที่ 1 เป็นสังคมความรู้ที่มีพลังและอำนาจอยู่ด้วยกัน  เกิดการผลิต (Productivity) มีความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) กลไกตลาด (Market Mechanism) และความอยู่รอด (Survival of the Fittest)  นักวิชาการ/นักวิชาชีพ มีบทบาทหลักในการจัดการความรู้ ใช้พลังของความรู้ มีความเป็นมืออาชีพ
การจัดการความรู้ หรือการพัฒนาความรู้  (Knowledge Management) แบ่งเป็น
1.     
Knowledge Access  คือ การเข้าถึงความรู้ด้วยวิธีการต่าง ๆ ได้แก่ การเข้าถึงความรู้ทาง
Internet หรือ ICT Connectivity ต่าง ๆ  ต้องประกอบไปด้วยความสามารถในการเข้าถึงความรู้  ความใฝ่รู้  เวลาในการหาความรู้  และการทำความรู้ให้ใช้ได้ง่าย
2.     
Knowledge Validation  คือ การประเมินความถูกต้องของความรู้  ความรู้มีทั้งของจริง
และของหลอก  ดังนั้น จึงต้องมีการประเมินความถูกต้องของความรู้  การวิจัยเป็นเครื่องมือที่จะบอกว่าความรู้นั้นถูกต้องหรือไม่  ถ้าถูกต้องตามกระบวนการน่าจะเป็นความรู้ที่ถูกต้อง  ความรู้ต้องมีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา  งานวิจัยที่ดีจะต้องเป็นผลงานวิจัยหลาย ๆ งานวิจัยที่ได้ผลตรงกันถึงจะเชื่อถือได้ เรียกว่า Systematic Review หรือ Meta Analysis ซึ่งสังเคราะห์ข้อมูลมาจากหลาย ๆ แหล่ง
3.     
Knowledge Valuation  คือ การตีค่า/การตีความรู้ ใช้ความรู้นั้นแล้วคุ้มค่าหรือไม่  ความรู้
ที่มีหลักฐานถูกต้องตามหลักวิชาการแต่ไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้เนื่องจาก
Ø   
ไม่คุ้มค่า  ราคาแพงเกินกว่าผลประโยชน์
Ø   
ใช้สำหรับสิ่งที่ไม่จำเป็น หรือฟุ่มเฟือย
Ø   
ปฏิบัติจริงได้ยาก  ขาดสิ่งจำเป็น
Ø   
ขัดกับความคิด  ความเชื่อ หรือวัฒนธรรม
Ø   
ไม่สร้างความยุติธรรม และศักดิ์ศรีมนุษย์
4.     
Knowledge Optimization คือ การทำความรู้ให้ง่ายที่จะใช้  การนำความรู้ออกมาเป็นกฎ
เกณฑ์ ระเบียบต่าง ๆ ต้องมีพื้นฐานมาจากความรู้ เช่น การทำคู่มือต่าง ๆ
5.     
Knowledge Dissemination คือ  การกระจายความรู้  ปัจจุบันความรู้เป็นสมบัติ
สาธารณะที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้  อยู่ที่ความสามารถของแต่ละคนที่จะเข้าถึงความรู้  ฉะนั้นต้องเปลี่ยนจากการที่ครูเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เป็นนักเรียนเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้  และทำให้เกิด Public Information หรือ Public Education ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมาก การวิจัยหรือความรู้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างพลังที่นำไปสู่ Empowerment จากเดิมความรู้ที่เป็นของนักวิชาการกลายเป็นความรู้เป็นของสาธารณะ  ความรู้ไม่ได้มีไว้ใช้เพียงอย่างเดียว  แต่ความรู้นำมา
สร้างเป็นพลังได้  Edutainment  เป็นการศึกษาที่มีวิธีการเรียนการสอนที่สนุกสนาน ไม่น่าเบื่อ  มีความเพลิดเพลิน  และการศึกษาเป็นของสนุก            Knowledge Brokering (นายหน้าความรู้)  ความรู้เป็นสินค้าที่ต้องมีกระบวน การจัดการ  นักวิชาการเป็นเพียง Knowledge Broker ทำความรู้ให้เกิดประโยชน์ขึ้น

การวิจัยเป็นเครื่องมือในการศึกษา  3 ลักษณะคือ
1.     
วิจัยเพื่อรู้เท่าทันความรู้  เข้าถึง ใฝ่รู้ ประเมินได้ วิจารณญาณได้ (ปัญญา)
2.     
วิจัยเพื่อให้สามารถย่อยความรู้  (นายหน้าความรู้)
3.     
วิจัยเพื่อสร้างความรู้  (นักวิชาการ/นักวิชาชีพ)
ประเภทของความรู้
1.     
ความรู้ที่พิสูจน์แล้วตามหลักวิทยาศาสตร์ (Explicit Knowledge)
2.     
ความรู้เฉพาะกรณี (Situation – Specific Knowledge)
3.     
ความรู้ที่เกิดจากการกระทำ (Implicit/Tacit Knowledge)
ความรู้ที่มาจาก Explicit Knowledge เป็นความรู้ที่มาจากการทบทวนวรรณกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความรู้เท่านั้น  ถ้าจะให้ได้ความรู้ที่ดีกว่าเดิมต้องเป็นความรู้ที่เกิดจากการใช้งานการกระทำ  ซึ่งเป็นความรู้เฉพาะบุคคลที่มาจากคนหลาย ๆ คน  เป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดการทำงานเป็นทีม  และนำไปสู่ความรู้ใหม่  ความรู้ที่นำไปใช้ประโยชน์ได้  ไม่ต้องพิสูจน์ เป็นความรู้จากการสุมหัว  นำไปสู่ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้น
ความรู้จากการกระทำ (Implicit/Tacit Knowledge /Mundane Sciences) เป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ ได้แก่ ภูมิปัญญาท้องถิ่น/ภูมิปัญญาดั้งเดิม ที่ได้รับการสั่งสมมาเป็นเวลาแรมปี  เกิดเป็นความรู้ใหม่ขึ้น
กระบวนการการจัดการความรู้ (Knowledge Management) นำไปสู่ Empowerment ขององค์กรนั้น องค์กรเกิดการปรับตัวตามประสบการณ์ที่เกิดนั้นกลายเป็น Learning Organization

สังคมความรู้ ยุคที่ 2   เป็นสังคมความรู้แบบพอเพียง สมดุล  บูรณาการ  (ความยั่งยืน)  ประชาชนและทุกภาคส่วนมีบทบาทในการร่วมกันเป็นเจ้าของ และเป็นผู้ใช้ความรู้ให้เป็นพลัง มีความเป็นอิสระ และพึ่งตนเอง  นักวิชาการ/นักวิชาชีพมีบทบาทเป็น Knowledge Broker ทำให้เกิดเป็นวิจัยแบบบูรณาการที่ผลงานวิจัยย่อย ๆ หลาย ๆงานวิจัยรวมตัวกันเพื่อแก้ปัญหาวิจัยย่อยและปัญหาใหญ่แบบครบวงจร

ที่มา  www.stou.ac.th