โครงสร้างของระบบการคุ้มครองผู้บริโภค สถานการณ์ ทิศทางของการบริหารจัดการภาครัฐด้านผู้บริโภค และประวัติการบริหารด้านผู้บริโภคโดยรัฐในประเทศญี่ปุ่น <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">วัตถุประสงค์ของผู้เขียน</p>
ผู้เขียนต้องการถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ที่ได้จากการศึกษาอบรม โดยใช้เวลาของส่วนราชการที่ผู้เขียนสังกัดอยู่แก่ผู้สนใจ หากจะมีประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจอยู่บ้าง ผู้เขียนก็จะยินดีอย่างยิ่ง ดังนั้น จึงได้ถือโอกาสใช้พื้นที่นี้ แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ซึ่งกันและกัน และต้องขอขอบคุณสำหรับรัฐบาลญี่ปุ่น โดย JICA ที่ได้ให้ทุนแก่ผู้เขียนในการศึกษาอบรมด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศญีปุ่นในหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา
ในครั้งนี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสได้รับการศึกษาอบรมเกี่ยวกับโครงสร้างของระบบการคุ้มครองผู้บริโภค สถานการณ์ ทิศทางของการบริหารจัดการภาครัฐด้านผู้บริโภค และประวัติการบริหารด้านผู้บริโภคโดยรัฐในประเทศญี่ปุ่น ผู้เขียนได้เดินทางไปที่สำนักงานคณะรัฐมนตรีแห่งประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่ง ในการนี้ นายโซโกะ โออิกาวา อดีตหัวหน้าฝ่ายการบริหารด้านผู้บริโภคโดยรัฐ กรมการวางแผนทางเศรษฐกิจ อดีตผู้อำนวยการกรมคุณภาพชีวิต และประธานกรรมการศูนย์คุณภาพสมัยปัจจุบัน (ซึ่งปัจจุบัน ศูนย์ฯ ดังกล่าวมีทั้งสิ้น ๔๖๓ แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น ซึ่งศูนย์ฯ ดังกล่าวนี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในระบบ PIO-NET ซึ่งนายเคนจิ ทากาฮารา อาสาสมัครญี่ปุ่นอาวุโสซึ่งมาปฏิบัติหน้าที่ ณ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้คิด ก่อตั้ง และวางระบบให้แก่ประเทศญี่ปุ่น) ได้บรรยายสรุปให้ผู้เขียนดังนี้
</span><p>สืบเนื่องจากการที่ประเทศญี่ปุ่นได้ยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่ ๒ ในปี ค.ศ. ๑๙๔๕ ทำให้บ้านเมืองถูกทำลายและได้รับความเสียหายอย่างมาก บรรดาเหล่าแม่บ้านจึงได้มีการรวมตัวกันเดินขบวนรณรงค์ให้ผู้บริโภคเกิดการต่อรองกับทหารอเมริกากันเกี่ยวกับอาหารและที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการมีสิทธิขั้นพื้นฐาน </p><p>ภายหลังการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของประเทศญี่ปุ่นนับตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๕๐ ถึง ๑๙๖๐ เป็นต้นมา ทำให้กระบวนการผลิตในระบบเศรษฐกิจซับซ้อนขึ้น ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ผลิตภัณฑ์ ตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆ ได้ถูกพัฒนาขึ้นตามกระบวนการผลิต ส่งผลให้การบริโภคเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ พัฒนาการทางเศรษฐกิจดังกล่าวนี้ ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย และผลิตภัณฑ์บางอย่างก่อให้เกิดปัญหาซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริโภค การบริโภคผลิตภัณฑ์ต่างๆ ยังขาดความปลอดภัย ส่งผลต่อระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ทำให้ผู้บริโภคเริ่มมีปัญหาต่างๆ เข้ามามากเช่นกัน เช่นในปี ค.ศ. ๑๙๕๕ มีการพบสารหนูในผลิตภัณฑ์นม เมื่อทารกบริโภคเข้าไปทำให้เสียชีวิต แต่ผู้บริโภค ก็ไม่ทราบสาเหตุว่าเกิดจากอะไร เมื่อมีการฟ้องร้องคดีขึ้น ผู้บริโภคก็แพ้คดีเพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้ หรือในปี ค.ศ. ๑๙๖๐ มีกรณีการปลอมแปลงเนื้อวัวกระป๋อง และกรณีพบปลีกแมลงปลอมปนอยู่ในอาหารกระป๋อง เป็นต้น ทำให้ประชาชนเริ่มกดดันภาครัฐให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งในการคุ้มครองผู้บริโภค มีหลายฝ่ายที่เห็นว่าต้องการรักษาสิทธิของผู้บริโภค แต่เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ จึงได้มีการเสนอต่อรัฐสภาว่าต้องกำหนดสิทธิผู้บริโภคและสภาพความเป็นอยู่ของชาวญี่ปุ่น ในที่สุด ในปี ค.ศ. ๑๙๖๘ รัฐสภาได้ตราพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคพื้นฐานขึ้นบังคับใช้เป็นกฎหมายกลางเป็นครั้งแรก ซึ่งก่อนหน้านี้ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคต่างๆ ได้มีอยู่และแยกกันอย่างกระจัดกระจายโดยอยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละกระทรวง และต่อมาในปี ค.ศ. ๑๙๖๙ ได้มีการปรับปรุงกฎหมายปกครองด้วยตนเองคือการคุ้มครองไม่ได้มีแต่เฉพาะรัฐบาลแห่งเดียว แต่รวมถึงองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นด้วย ปัจจุบัน ได้มีการจัดตั้งศูนย์ความเป็นอยู่ด้านผู้บริโภคกว่า ๔๙๐ แห่ง </p><p>หลังจากนั้น ต่อมาแม้สภาพเศรษฐกิจจะผันผวนขึ้นลงอยู่บางขณะ แต่กระบวนการผลิตยังคงพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องและสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น เช่น การซื้อขายแบบตรงหรือตลาดแบบตรงทางอินเตอร์เน็ต ขณะเดียวกัน ปัญหาการบริโภคก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน เช่น ปัญหาการทำสัญญาต่างๆ ปัญหาการกู้ยืมเงินนอกระบบ และปัญหาโรคติดต่อจากการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหาร เป็นต้น ด้วยเหตุที่อัตราการเกิดปัญหาการบริโภคขยับเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้รัฐต้องมุ่งให้ความสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภคมากยิ่งขึ้นเช่นกัน ซึ่งองค์กรภาครัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการกำหนดนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภค ได้แก่ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำหน้าที่ในการวางแผนและกำหนดทิศทางด้านนโยบายและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคของรัฐบาล คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประกอบด้วยรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบนโยบายเศรษฐกิจและการเงิน รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบการปฏิรูปกฎระเบียบ รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบเขตพิเศษปฏิรูปโครงสร้าง รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ประธานคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติและรัฐมนตรีรับผิดชอบความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์อาหาร ผู้บัญชาการสูงสุดกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและวิทยาศาสตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแผ่นดินแห่งชาติและคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม ประธานคณะกรรมการการค้าที่เป็นธรรม และเลขาธิการคณะรัฐมนตรี โดยมีกรมนโยบายคุณภาพชีวิต สำนักงานคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบการคุ้มครองผู้ลบริโภคโดยรวมและควบคุมดูแล นอกจากนี้ กระทรวงและกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะรับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มสมาคมผู้บริโภค องค์กรระดับชาติ เช่น OECD และคณะกรรมการนโยบายเกี่ยวกับคุณภาพชีวิต ให้ความร่วมมือในการให้คำปรึกษาและแนะนำ ตลอดจนดำเนินการต่างๆ ตามความเหมาะสมและตามสถานการณ์ ซึ่งคณะกรรมการนโยบายเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตได้ดำเนินการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคโดยปรับเปลี่ยนนโยบายผู้บริโภคไว้ ๓ ประการ คือ ๑. การเปลี่ยนสถานะของผู้บริโภคจาก “ผู้ได้รับความคุ้มครอง” เป็น “ผู้ช่วยเหลือตนเอง” ๒. การนำกลไกตลาดมาประยุกต์ใช้และเปลี่ยนแปลงไปโดยเน้นการตรวจสอบมาตรการภายหลังแทนการตรวจสอบในเบื้องต้น และ ๓. การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารและการส่งเสริมการบริหารจัดการให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด </p><p>พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคพื้นฐานนี้ได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางว่าต้องมีการระบุสิทธิผู้บริโภคไว้ในกฎหมายหรือไม่ ซึ่งในที่สุดก็มีการยกเลิกในขณะนั้น อุดมการณ์ของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคดังกล่าว รัฐจะต้องมีหน้าที่รับรองคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งอยู่ในฐานะที่อ่อนแอกว่าผู้ประกอบธุรกิจ ขณะเดียวกัน รัฐก็ต้องบังคับผู้ผลิตด้วยเพื่อเป็นการรักษาสมดุลย์ระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งการบังคับผู้ผลิตนั้นมี ๕ ประการ คือ ๑. ป้องกันภัยอันตราย ๒. ควบคุมการวัดปริมาณให้เหมาะสม ๓. ควบคุมมาตรฐานให้เหมาะสม ๔. ควบคุมการติดป้ายฉลากให้เหมาะสม และ ๕. ให้มีการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม และมีการสนับสนุนผู้บริโภค ๔ ประการ คือ ๑.ให้ความรู้ด้วยการปลุกจิตสำนึกของบริโภค ๒. รับฟังความคิดเห็นของผู้บริโภค ๓.ให้มีการทดสอบสินค้า และ ๔. จัดการกับปัญหาที่ผู้บริโภคได้ร้องเรียน ซึ่งปัจจุบัน บริษัทต่างๆ ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจได้ให้ความสำคัญกับผู้บริโภคมากขึ้นโดยการรับฟังคำปรึกษาจากผู้บริโภคซึ่งมีด้วยกัน ๒ รูปแบบ ได้แก่ รับคำปรึกษาหรือคำร้องเรียนของผู้บริโภคแล้วดำเนินการให้แล้วยุติตรงนั้นเมื่อผู้บริโภคได้รับความพึงพอใจ ซึ่งทำให้บริษัทหลายแห่งต้องปิดกิจการไปเนื่องจากผู้บริโภคขาดความเชื่อถือ และการส่งคำปรึกษาของผู้บริโภคเผยแพร่ไปยังที่ต่างๆ ซึ่งทุกขั้นตอนเป็นข้อมูลที่สำคัญในการแก้ปัญหาให้กับผู้บริโภคจึงเป็นที่เชื่อถือของผู้บริโภคว่าตนเองจะได้รับการคุ้มครอง </p><p>รัฐบาลได้มีการวางแผนเกี่ยวกับระบบกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค โดยมีปรัชญาเปลี่ยนแปลงการบริหารในลักษณะควบคุมเป็นการกำกับดูแลผู้ประกอบการ มีการผ่อนปรนของกฎหมายให้แก่ผู้ประกอบการ ให้ผู้บริโภครู้จักการพึ่งตนเองและรู้จักสิทธิและหน้าที่ของตน โดยประสงค์ให้กระบวนการผลิตเป็นไปตามกลไกตลาดเสรี ซึ่งตลาดเสรีนี้จะเป็นปัจจัยในการกำหนดตลาด ทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพที่สูงขึ้น ราคาต่ำลง ผลิตภัณฑ์คุณภาพต่ำหรือผู้ประกอบการที่ไม่สุจริตจะลดลงและสูญหายไปในที่สุดตามกลไกการตลาด อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์อันตรายยังคงอยู่ในความควบคุมโดยรัฐอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการส่งเสริมสิทธิของผู้บริโภค โดยให้ผู้บริโภคต้องได้รับการรับรองทางด้านความปลอดภัย สามารถรับทราบข้อมูลข่าวสารได้ตามความจำเป็น สามารถตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้อย่างถูกต้อง ได้รับการชดเชยช่วยเหลือจากความเสียหาย ได้รับความรู้และการศึกษาที่เพียงพอ และได้รับการสนองตอบต่อการแสดงความคิดเห็น และคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้มีการเตรียมความพร้อมให้กับผู้บริโภคสามารถอยู่ในสภาพที่ช่วยเหลือตนเองได้ภายหลังการปฏิรูปโครงสร้างทางด้านชีวิตความเป็นอยู่ด้วยการทบทวนกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค เตรียมความพร้อมทางด้านระบบการคุ้มครองผู้ร้องเรียนเพื่อสาธารณะประโยชน์นำระบบการฟ้องร้องคดีแบบกลุ่มมาใช้เพื่อประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม และปฏิรูปคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคโดยให้มีการปฏิบัติงานอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ทันสถานการณ์และยุคสมัย </p><p>นอกจากนี้ ในอนาคตประเทศญี่ปุ่นจะมีการปลดปล่อยบริษัทต่างๆ ให้มีการเปิดตลาดการค้าเสรีให้กับผู้ประกอบธุรกิจ โดยให้ผู้บริโภคเป็นฝ่ายเลือกว่าจะใช้สินค้าของบริษัทใด อย่างไรก็ตาม การปลดปล่อยนี้ต้องมีกฎเกณฑ์บังคับที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดการแข่งขันทางการค้า ทำให้ผู้บริโภคได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพ </p><p>ข้อสังเกตของผู้เขียน</p><p>ผู้เขียนได้ร่วมอภิปรายและเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับปรัชญาทางด้านนโยบายด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในยุคศตวรรษที่ ๒๑ ว่าด้วยการทบทวนกฎหมายว่าด้วยพื้นฐานการคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องสถานะของผู้บริโภค โดยเปลี่ยนแปลงจากการได้รับความคุ้มครองมาเป็นการช่วยเหลือตนเองว่า การพัฒนาดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้บริโภคมีความเข้มแข็งในระดับที่เพียงพอที่จะมีอำนาจต่อรองกับผู้ประกอบธุรกิจได้ ซึ่งการพัฒนาเช่นว่านั้นควรจะต้องเริ่มต้นจากแนวความคิดที่ว่ารัฐในฐานะเป็นผู้ปกครองมีหน้าที่ที่จะต้องปกป้องดูแลผู้ที่อยู่ใต้อำนาจปกครองซึ่งอ่อนแอกว่าก่อน โดยรัฐจะต้องมีหน้าที่ที่จะต้องให้ความช่วยเหลือดูแลผู้บริโภค เมื่อผู้บริโภคซึ่งอ่อนแอกว่านี้ได้มีการพัฒนาจนถึงระดับที่เข้มแข็งแล้วจึงจะสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงสถานะของผู้บริโภคจากการที่ได้รับความคุ้มครองมาเป็นการช่วยเหลือตนเองดังกล่าวได้ ซึ่งหมายความว่ารัฐจะต้องมีกลไกต่างๆ และมีความพร้อมที่จะสนับสนุนอยู่แล้วด้วย หากรัฐไม่มีกลไกสนับสนุนหรือทั้งรัฐและทั้งผู้บริโภคไม่มีความพร้อมในระดับเช่นว่านั้น ก็จะไม่เกิดผลดีต่อผู้บริโภคและบรรยากาศการคุ้มครองผู้บริโภคแต่ประการใด ในขณะเดียวกัน รัฐจะต้องทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและให้การสนับสนุน กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งสิทธิของตนเองทั้งในระดับตัวบุคคลและในองค์รวม รัฐมีหน้าที่ที่จะต้องสร้างบรรยากาศ และนำปรัชญาการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งกำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคพื้นฐานให้ผู้บริโภคมีบทบาทหน้าที่ในการพัฒนาและรักษาความมั่นคงของการบริโภคในชีวิตประจำวันให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจและสังคมโดยเป็นฝ่ายขวนขวายหาความรู้ที่จำเป็นเกี่ยวกับการบริโภคในชีวิตประจำวันและสามารถกระทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเองได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งในระดับรากหญ้าและในสังคม </p><p>นอกจากนี้ ผู้เขียนได้เสนอข้อคิดเห็นเชิงอภิปรายว่าแนวนโยบายการทบทวนกฎหมายว่าด้วยพื้นฐานการคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องสถานะของผู้บริโภค โดยเปลี่ยนแปลงจากการได้รับความคุ้มครองมาเป็นการช่วยเหลือตนเองของญี่ปุ่นดังกล่าวนั้น เป็นวิวัฒนาการตามปกติซึ่งเกิดขึ้น ไม่ว่าประเทศใดก็ตาม หากแต่จะเร็วหรือช้ากว่ากันเท่านั้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับบรรยากาศทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งมิใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทย หากแต่ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นมีความแตกต่างในเชิงของบริบททางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ตลอดจนประวัติสาสตร์และวัฒนธรรมซึ่งรวมถึงวิถีชีวิตของประชาชน กรณีดังกล่าวเป็นวิวัฒนาการเกี่ยวกับการตระหนักเรื่องสิทธิผู้บริโภคและแนวคิดเรื่องรับกับผู้อยู่ใต้ปกครอง และจะวิวัฒนาการไปสู่การผ่อนคลายเรื่องกฎระเบียบ (deregulation) และให้ผู้ประกอบธุรกิจกำหนดแนวทางหรือกฎเกณฑ์การปฏิบัติด้วยตนเองในรูปของกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจ (self-regulation) ในที่สุดของแต่ละประเทศ </p><p>สำหรับแนวความคิดโดยเปลี่ยนแปลงจากการได้รับความคุ้มครองมาเป็นการช่วยเหลือตนเองของประเทศไทยนั้น ผู้เขียนมีข้อเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคว่า หากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจะเริ่มเปลี่ยนแปลง ก็จะต้องเน้นการให้ความรู้ในระดับรากหญ้า ด้วยวิธีคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะให้ข้อมูลข่าวสารหรือความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค สิทธิขั้นพื้นฐาน แนวทางการคุ้มครองตนเอง ไปถึงผู้บริโภคในระดับรากหญ้าให้ทั่วถึง เปลี่ยนแปลงแนวทางและแนวความคิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวกับปรัชญาการฟ้องคดีแทนผู้บริโภคให้อยู่ภายใต้แนวความคิดเพื่อประโยชน์ผู้บริโภคเป็นส่วนรวมโดยแท้จริง โดยเพิ่มและเน้นบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านอื่นๆ ซึ่งมีหน้าที่ในเชิงนโยบาย ขณะเดียวกัน ควรกำหนดหรือแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมว่าทำอย่างไรที่จะทำให้กระบวนการยุติธรรมว่าด้วยการฟ้องคดีของผู้บริโภคนั้นสามารถเข้าถึงและเป็นไปได้โดยง่าย ตลอดจนเสียค่าใช้จ่ายน้อยด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง กรณีพิพาทใดที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน เช่น การผิดสัญญาหรือการผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งกรณีเหล่านี้อยู่บนพื้นฐานที่เท่าเทียมกันตามหลักปรัชญากฎหมายแพ่ง รัฐมีกลไกที่จะตอบสนองความยุติธรรมก็ควรจะต้องให้ผู้บริโภคได้เรียนรู้ด้วยตนเองไปดำเนินคดีได้ด้วยตนเอง ทั้งนี้ อาจมีการวางนโยบายในด้านการเงินโดยให้มีการสนับสนุนด้านการเงินในการฟ้องคดีในลักษณะการกู้ยืม แต่หากกรณีใดเป็นกรณีที่อยู่บนพื้นฐานที่เกิดจากความไม่เท่าเทียมกัน กรณีเช่นว่านั้นรัฐก็จะต้องเข้าไปดำเนินการโดยฟ้องคดีแทนให้ เป็นต้น ภายใต้ปรัชญาของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคในส่วนที่ว่าด้วยการฟ้องคดีแทนผู้บริโภคโดยรัฐหรือโดยสมาคมผู้บริโภคซึ่งได้รับการรับรองจากคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งการฟ้องคดีแทนผู้บริโภคโดยใช้หลักปรัชญากฎหมายแพ่งนั้นจะไม่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ของสังคมแต่ประการใด หากแต่จะเป็นการเพิ่มภาระด้านงบประมาณแก่รัฐอย่างไม่มีวันจบสิ้น ดังนั้น การที่จะเน้นบทบาทของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในด้านอื่นคู่ขนานกันไปก็จะเป็นการทำให้สังคมพัฒนาเกิดการเรียนรู้อย่างยั่งยืนอีกด้วย</p>