สวัสดีครับ....
ได้สังเกตตัวเองอย่างหนึ่ง.. อดีต กับปัจจุบัน...
เนื่องจากได้แรงกระตุ้นความคิดนี้จาก...ผู้ร่วมงานที่เราสัมผัส...
เมื่อก่อนนั้น เมื่อสัมผัสกับท่านนี้ มีความรู้สึกว่าท่าน เย็น..นุ่มนวล และอ่อนโยน...
แต่เมื่อ เดือนที่ผ่านมา...ก็ ดูเหมือนกับได้สัมผัสถึงท่าทีที่เป็นแบบเดิมนั้นลดลงมาก
พิจารณาแล้วอาจจะมาจาก
- ภาระงานที่เพิ่มมากขึ้น...
- มีเรื่องราวภายในตัวตนที่เราอาจจะไม่สามารถรู้ได้..
แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้น...ต่อกัลยาณมิตรท่านนี้คือ
- ความห่วงใยต่อภาระงานที่มากขึ้น
- ความห่วงใยต่อสาเหตุ..อันเป็นเหตุให้ความสุขทั้งภายนอก ใน ลดลงไป
- เป็นห่วงต่อภาวะที่มีคลื่อน เบต้ามากๆ บ่อยๆ..อาจจะเป็นอุปสรรค ต่อการเรียนรู้ที่ดี
แต่ที่สำคัญคือได้มองย้อนมาที่ตัวตนของเราเอง เมื่อก่อนและปัจจุบัน...
- เป็นเรื่องของวาระของจิตใจ..
- เป็นเรื่องของความสามารถในการมอง มุมอง
- เรื่องของการพัฒนาและยกระดับความคิด ความรู้สึก ต่อสภาวะต่างๆที่มาสัมผัสเรา
มองย้อนกลับไปต่อท่าที ที่ผู้คนแสดงออกคือ
1.ท่าทีที่แข็งกร้าว ปกป้องตนเอง... หรือขึ้นลง สลับกัน ขึ้นกับสภาวะที่กระทบ
2. ท่าทีที่อ่อนโยน เนียน ไม่ว่าจะกระทบกับสภาวะใด
เข้าใจว่า....
ถ้าจิตที่เกลาดีแล้วระดับหนึ่ง และเกลาอย่างต่อเนื่อง...
น่าจะทำให้ผู้คนนั้นๆ เกิดท่าทีที่...อ่อโยน นุ่มนวล...ไม่ว่าจะเผชิญกับสภาวะใดๆ
เพราะเหมือนว่าผมกำลังเดินไปสู่จุดนั้น...แม้ว่าไม้ทั้งหมด หรือตลอดก็ตาม ยังต้องเดินไปอีกยาวไกล และเกลาตนเองมีกมากมาย..ครับ
ด้วยความที่ยังเป็นมนุษญ์ปุถุชนอยู่เนี่ย
ท่วงท่า บุคลิก ทำนอง ...
ก็คงจะสลับสับเปลี่ยนตามกระแสคลื่นลมเป็นธรรมดา....
ผมเองก็เช่นกัน...
กำลังพยายามฝึกฝนอยู่อย่างขะมักเขม้นเลยที่เดียว ฮะ ฮะ
* การทำงานที่ต้องอยู่ภายใต้สภาวะความกดดันสูง บางครั้งจะเป็นสิ่งที่ให้เราแข็งแกร่ง แต่ไม่แข็งกระด้าง อ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ
* ทุกอย่างมีอุปสรรค ท้อได้ แต่อย่าถอย
* เจ็บ เหนื่อย ล้า ท้อ พอผ่านสิ่งเหล่านี้ มาได้ จะกลายเป็นคนเก่งและอ่อนโยน
ตอนนี้ มีหลายอย่างที่ต้องกลับมาเรียนรู้จากคุณหมออีกครั้งแล้วครับ
สวัสดีครับพี่กระท้อน
ครับเพราะความธรรมดา...เราจึงได้เรียนรู้ เพื่อพัฒนานะครับ
..เมื่อเราพัฒนาได้ ผู้คนก็น่าจะสามารถพัฒนาได้ดีขึ้นนะครับ
เพื่อการอยู่ร่วมกันที่ดีขึ้น....
ฝันดี..ก็น่าจะได้พบสิ่งที่ดีนะครับ
สวัสดีครับคุณครู
* เจ็บ เหนื่อย ล้า ท้อ พอผ่านสิ่งเหล่านี้ มาได้ จะกลายเป็นคนเก่งและอ่อนโยน
ชอบตรงนี้มากเลยครับ...
สวัสดีครับตุ้ยเพื่อนรัก
นานแล้วที่เราไม่ได้พบกัน
ตื่นเต้นและดีใจมากนะครับ
มาเยี่ยมกันบ่อยๆนะครับ
ท่านเป็นทั้งเพื่อน ญาติ และเสมือนอาจารย์ที่เป็นแบบอย่างให้เรานะ
ยินดีที่ได้แบ่งปันครับ
สวัสดีครับคุณหมอ
ยามที่ผมต้องเจอภาวะปรุงแต่งอารมณ์โกรธผมมักนึกถึง วีถีแห่งการตื่นรู้ที่คุณหมอสะท้อนตัวเอง
และนึกไปถึงการเกิดและดับเป็นขั้น ๆ ที่ต่อเนื่องกัน แต่ผมก็ยังจัดการกับจิตใจ อารมณ์ไม่ได้ทั้งหมดนะครับ
แต่ก็มีส่วนที่ดีขึ้นมาก ( เมื่อวานพึ่งเฉ่งกับการไฟฟ้าไปอีก )
รู้ได้ว่าไม่ดีเลยครับ เครียด ขุ่นมัว ขาดสติ ไร้สมาธิ
ผมจะพยายามต่อไปอีกเรื่อย ๆ ครับ
สวัสดีครับ
เป็นกำลังใจให้กันและกันครับ
ความผิด ความเผลอ พร่อง มันเป็นปกติ ของนักเดินทางครับ
เป็นกำลังใจให้กันและกันนะครับ
ขอบคุณครับ
กำลังนั่งเก้าอี้อาถรรพ์ ต้องช่วยกันพยุงและเข็นกันต่อไป ปิยมิตรจะมีบทบาทสำคัญ ที่ช่วยชี้นำและจูงกันไปในทางที่ถูกที่ควรคะ จงเป็นสิ่งที่เติมเต็มในส่วนที่ขาดซึ่งกันและกันคะ ขอบคุณคะ
เก้าอี้อาถรรพ์ ... คำนี้ดูน่ากลัวจัง หมายถึงเก้าอี้ของใครคะ อยากรู้จัง จริงๆแล้วไม่น่าใช้คำนี้ เพราะเก้าอี้ ก็เป็นเก้าอี้ ไม่น่าจะมีอาถรรพ์ ถ้าไม่มีใครไปทำอะไรให้เกิดอาถรรพ์ขึ้นมา ... หรือ ต้องการเก้าอี้ตัวนั้นมานั่งเอง ...???
สวัสดีครับท่าน
. สาวดอย
ขอบคุณมากๆครับที่ร่วมเเบ่งปัน...
ขออณุญาตแป่งปันเรื่องราวความคิด นะครับ...หากว่าจะเกิดวาระที่ตรงกัน
เรื่องเก้าอี้คงเป็นการเปรียบเทียบ..เป็นการถอดบทเรียนตนเองที่เกิดขึ้นจริงนะครับ
การใช้ภาษา...เป็นเพียงทักษะของเราที่พยามจะสื่อ..
อาจจะเป็นเพราะภาวะจิตขณะนั้นๆที่เชื่อมกับบทเรียนที่เกิดขึ้น กับจริตของกระทิง..
อยากให้ท่านสาวดอยมองผ่านตัวอักษร มองผ่านม่านสังขาร(การปรุงแต่ง)
มองผ่านอกุศลจิตที่ละเอียด ที่อาจจะทำให้เราได้แสดงความเห็นที่อาจจะเป็นการลบหลู่กับผู้ที่เป็นกัลยาณมิตรที่ดีของเรา...
หากเราจะออกจากใข่แดงเพื่อออกจากกระบวนการตัดสินใจต่อเรื่องราว วาระต่างๆ ด้วยวงจรแห่งการเรียนรู้ใหม่ๆ...อาจจะทำให้เราเบาสบายขึ้นก็ได้นะครับ
ถ้าหากวิถีเดิมๆ เต็มไปด้วยกระบวนการที่ใช้ความกลัว ความหวาดระแวงเป็นพื้นฐานในการทำงานร่วมกัน ในการสัมผัสกัน... ก็จะเกิดความเค้นและตึงมากขึ้นนะครับ...
ระยะเวลาแห่งความเข้าใจ
ระยะเวลาแห่งการเรียนรู้..ที่จะเห็นความจริง..ภายในตัวเอง
ความจริงที่เกี่ยวกับเรื่อง
เก้าอี้..
คนที่เคยนั่งเก้าอี้ตัวนี้
การเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณของคนที่เคยนั่ง จากอดีต สู่ปัจจุบัน
ความจริง ความดี ความงาม และสิ่งที่ผู้คนนั้นทำ หรือกรรมที่เคยทำ
บทเรียนที่ถอดออกมา..ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยความรักห่วงใยต่อกัลยาณมิตร
และกระบวนการ..ที่พยามสื่อให้เห็นว่าเจ้าคนที่เคยนั่งเก้าอี้ตนนี้...มันเลว ชั่วร้าย
เป็นการมองที่เลือดเย็น...แบบกะว่าไม่ให้ผุดไม่ให้เกิดเลย...
จะเป็นการสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้ในกระบวนทัศน์ใหม่อย่างอย่างหาก
ว่าท่านจะเชื่อเช่นนนั้นด้วยครับ...ผมเชื่อมั่นว่าท่านจะห้อยแขวน ชั่งใจ รอเวลา1ปี 2 ปี 3 ปี เพื่อให้โอกาสผู้อื่น และตนเอง...
เรื่องราวทั้งหมดนั้นเกิดจากความแตกต่าง....ความไม่เข้าใจกัน..
ถ้าแม้เพียงใช้วิถีเดิมคือการกล้าเผชิญต่อเรื่องราว...
ละซึ่งวิถีเดิมที่เราเหล่านักรบเพื่อองค์กรกลัว..คือการซ่อนเรื่องราวไว้ฉากหลัง
ผมเชื่อในความดีของทุกคน มากน้อยต่างกัน...
แต่เชื่อว่าเพราะความไม่รู้จึงอาจจะทำให้เรา ได้ล่วงเกินต่อกันโดยไม่ได้ตั้งใจ
กระบวนการสื่อสารต่างๆ ทั้งทางตรง ทางอ้อม ผ่านสื่อ ผ่านอายตนะ หรือผ่านความรู้สึก เชื่อแน่ว่าทุกผู้ทุกคนต่างสัมผัสได้....
หากเราจะแสดงความเมตตาต่อกัน...ทั้งต่อหน้า ลับหลัง
เมตาตาต่อตัวเราเอง...
เมตตาต่อความผิดพลาดของกันและกัน..
ขอให้เราอยู่กับปัจจุบันเสมอนะครับ
เป็นผู้ดูให้มากที่สุด ดูกาย(รูป) และอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด และใจ(นาม)
เราอาจจะเห็นว่ามันเป็นธรรมชาติ ที่จะสุข ทุก เฉยๆ ขึ้นลง
ขอเพียงรู้ รู้บ่อยๆเข้าไว้นะครับ เท่านี้พอ
แล้วนานๆไปเราก็จะเข้าใจเจ้าความคิดนี้เราที่เกิดขึ้นวันนี้ เช่นนนี้เองครับ
หรือ ต้องการเก้าอี้ตัวนั้นมานั่งเอง ...???