เมื่อหลายปีก่อน ผมได้อ่านข่าวหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับการที่เด็กนักศึกษาหนุ่มคนหนึ่ง ยอมสละตัวเองเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย โดยการกระโดดเข้าในกองไฟเพื่อเผาตัวเอง และตายไป ทางผู้สื่อข่าวได้ไปสัมภาษณ์พ่อและแม่ของเด็กนักศึกษาหนุ่มคนนั้น

   อันที่จริงลูกชายคนเดียว อันเป็นที่รักของพ่อแม่ ต้องจากไป ย่อมนำความเศร้าโศกเสียใจอย่างแสนสาหัสมาให้กับผู้เป็นพ่อและแม่เป็นอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่ท่านทั้ง ๒ ตอบ เมื่อจับใจความแล้วมันมีความหมายต่อหัวใจของผมมากทีเดียว เขาบอกว่า เขาอาจเสียใจกับการพลัดพราก แต่ไม่ขอเสียใจกับการจากไปของลูกที่มันมีความหมายอย่างนี้"

   ในปัจจุบัน เราอาจมองว่า การฆ่าตัวตายเป็นความโง่ของคน คนที่ฉลาดต้องไม่ฆ่าตัวตาย หากเราย้อนอดีตไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน การสู้รบมักจะเป็นการสู้รบแบบประชันหน้า ตาต่อตาฟันต่อฟัน นั้นคือความกล้าหาญทีคนทั้งหลายให้การยอมรับว่า "ยอดเยี่ยม" ส่วนความกล้าหาญในปัจจุบัน เมื่อมานั่งพิจารณาแล้ว มันเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก บางครั้งก็ให้มานั่งคิดว่า "สงครามมันสมอง" เป็นสงครามที่น่ากลัว

   อย่างไรก็ตาม ภาพกองไฟและเด็กหนุ่มชาวสุราษฎร์ธานี คนนั้น ยังปรากฎอยู่ในภาพความทรงจำของผมเป็นอย่างยิ่ง เป็นสิบปีแล้วที่ภาพนั้นยังไม่ได้ลบไปจากจากใจของผม ผมขอชื่นชมเขาจริงๆ