ทุ่ม1.5พันล้านรวมศูนย์กระจายสินค้า "ซีอาร์ซี"เสริมแกร่งโลจิสติกส์ลดต้นทุน

ซีอาร์ซีทุ่ม 1.5 พันล้าน สร้างศูนย์กระจายสินค้าใหม่ย่านพระราม 2 รองรับการเติบโตของธุรกิจในอีก 5 ปี และเทอีกกว่า 300 ล้าน พัฒนาระบบซอฟต์แวร์ให้ทันสมัย หวังลดค่าใช้จ่ายด้านขนส่งได้อย่างน้อย 30 ล้านบาทต่อปี

นายดนัย คาลัสซี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายซัพพลายเชน บริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า จากการขยายตัวทางธุรกิจของเซ็นทรัลรีเทลที่มีมาอย่างต่อเนื่อง บริษัทตระหนักว่าระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชนจำเป็นอย่างมากสำหรับสภาพการแข่งขันในภาวะที่น้ำมันมีราคาสูง การบริหารคลังสินค้า สินค้าคงคลัง และการกระจายสินค้า ตลอดจนการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบริษัทกับคู่ค้า จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ อย่างยิ่งกับการช่วยลดขั้นตอนการทำงานและลดค่าใช้จ่ายในระบบซัพพลายเชน

บริษัทจึงมีแผนจะพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ขึ้นในย่านพระราม 2 ที่จะมีขนาด 50,000 ตารางเมตร ด้วยเม็ดเงินลงทุนราว 1,500 ล้านบาท ศูนย์แห่งนี้จะเป็นการรวมเอาศูนย์กระจายสินค้าของบริษัททั้ง 4 แห่ง ที่ยังกระจายอยู่มารวมไว้ในที่เดียวกัน ได้แก่ ศูนย์กระจายสินค้าของเซ็นทรัลและบีทูเอส บริเวณเชิงสะพานกรุงเทพ ศูนย์กระจายสินค้าของซูเปอร์ สปอร์ต ออฟฟิศ ดีโป้ และโฮมเวิร์ค ที่สุขสวัสดิ์ 72 ศูนย์กระจายสินค้าของเพาเวอร์บายที่ปทุมธานี และศูนย์กระจายสินค้าของโรบินสันที่บางแค

"ศูนย์กระจายสินค้าดังกล่าวจะเป็นเฟสแรกซึ่งจะสามารถรองรับการเติบโตของบริษัทได้อีก 5 ปี ส่วนศูนย์ทั้งสี่ศูนย์ที่รวมเข้านั้นยังไม่ได้รวมที่มหาชัยและบางบัวทอง ที่เป็นศูนย์กระจายสินค้าของท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่ของท็อปส์เป็นสินค้าสด และมีระบบการจัดการที่ดีอยู่แล้วจึงไม่ได้นำมารวมกัน"

นายดนัยกล่าวต่อว่า ปัจจุบันบริษัทได้ขยายจากงานโลจิสติกส์มาเป็นงานซัพพลายเชน โดยให้มีขอบข่ายงานการขนส่งและกระจายสินค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น ตั้งแต่สินค้าออกจากบริษัทคู่ค้าหรือผู้ผลิต ขนส่งมายังศูนย์กระจายสินค้าของบริษัท ซึ่งมีทั้งหมด 6 แห่ง จากนั้นขนส่งต่อไปยังสาขาจนไปถึงมือลูกค้าในที่สุด ศูนย์กระจายสินค้ายังทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลอุปสงค์ของลูกค้าและอุปทานของผู้ขาย

ทั้งนี้ผลจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น บริษัทได้ศึกษาการใช้พลังงานทางเลือกอย่าง NGV และ biodiesel รวมถึงการขนส่งทางรถไฟ คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนอย่างน้อย 20% บริษัทจะเริ่มนำมาใช้ในปี 2551 นี้ นอกจากนี้ได้พัฒนาระบบ web tracking เพื่อให้ทุกฝ่าย ทั้งผู้ส่งและผู้รับสินค้าสามารถตรวจสอบสินค้าสถานะแบบเรียลไทม์

สำหรับการรวมศูนย์กระจายสินค้าทั้งหมดเข้าด้วยกันนั้น ในอนาคตบริษัทคาดว่าจะสามารถลดค่าใช้จ่ายขนส่งลงได้ประมาณ 12% หรือกว่า 30 ล้านบาทต่อปี และจะขยับขึ้นเป็น 15-20% ได้ในอนาคต ส่วนโครงการในอนาคตได้วางแผนจะพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าที่ทันสมัยแห่งใหม่ขนาดอย่างน้อย 50,000 ตารางเมตร เพื่อรองรับการเติบโตธุรกิจของบริษัทในเครือ 7 บริษัท ไม่รวมบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล หรือท็อปส์ โดยนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ อาทิ ระบบการหยิบสินค้าด้วยเสียง หรือด้วยแสงไฟ นอกจากนี้จะปรับเปลี่ยนระบบสารสนเทศใหม่ทั้งระบบ ให้สามารถรองรับการใช้ RFID (Radio Frequency Identification) ที่จะติดตามจำนวนสินค้าในระบบโลจิสติกส์แบบเรียลไทม์

นอกจากนี้จะมุ่งเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างคู่ค้าและบริษัท โดยอิงจากมาตรฐาน EDI (Electronic Data Interchange) และ Rosettanet มากขึ้น เพื่อช่วยให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ในปริมาณมากเป็นเรื่องง่าย รวดเร็ว แม่นยำ โดยระบบทั้งหมดนี้จะใช้เงินลงทุนอีกกว่า 300 ล้านบาท