ความสุจริตเปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มออกซิเจนให้แก่โลก

มารู้จักความสุจริตกันเถอะ

 

 เรื่องจริงของความสุจริตที่ฉันรู้               

 ความสุจริตเป็นบ่อเกิดแห่งคุณธรรม  คุณงามความดี เป็นรากฐานของความสำเร็จ และนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองต่อตนเอง ต่อสังคม และประเทศชาติ  ความสุจริตนั้นมีทั้งที่เกิดจากความคิด และจากการแสดงออกด้วยการกระทำของเรา              สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากครอบครัว และสังคม คือการประกอบอาชีพที่สุจริต ความหมายของมันในความรู้สึกของฉันคือ การที่เราประกอบอาชีพได้โดยไม่ทำให้ตนเอง และผู้อื่นเดือดร้อน เช่น อาชีพทำนา ถึงแม้บางคนจะมองว่า เป็นอาชีพที่ต้อยต่ำ เป็นอาชีพที่ต้องใช้แรงงานมากกว่าสมอง และเป็นอาชีพที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นคุณค่าของมัน แต่คงไม่มีใครจะปฏิเสธได้เลยว่า ถ้าไม่มีชาวนาแล้ว เราจะเอาข้าวที่ไหนกินกัน ซึ่งถ้ามองให้ดีๆแล้ว อาชีพทำนาต่างหาก ที่เป็นอาชีพที่สำคัญของประเทศ  ในความคิดของฉัน ความสุจริตนั้น ก็เปรียบเสมือนชั้นโอโซนในบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกของเราเอาไว้ ซึ่งมีหน้าที่เป็นเกราะกำบัง เพื่อป้องกันแสงแดดที่ร้อนแรงของดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์นั้น ก็เปรียบเสมือนความทุจริต ซึ่งเปล่งแสงแห่งความชั่วร้ายออกมาแผดเผาเรา จากคนผิวขาวอาจจะกลายเป็นคนผิวดำได้ในเวลาไม่นาน ยิ่งถ้าแสงนั้นมันแผดเผาเรานานเท่าไร มันก็จะยิ่งลึกเข้าเนื้อในของเราเท่านั้น และเมื่อถึงวันนั้นแล้ว แม้เราจะหาครีมใดๆมาทา ก็ไม่สามารถทำให้ผิวของเราขาวเหมือนเดิมได้อีก  ดังนั้นเราควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของมัน ซึ่งมันอาจจะยาก แต่มันก็คงไม่เกินความสามารถของเรา การที่เราจะแก้ปัญหานั้นเราก็ต้องเริ่มจากการสร้างความสุจริตในตัวเองก่อน การสร้างความสุจริตนั้นเปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้ เพื่อเพิ่มก๊าซออกซิเจนให้แก่โลก เพราะเราคงไม่สามารถหยุดแสงแดดที่แผดเผาลงมาได้ แต่เพียงแค่เราปลูกต้นไม้ทุกวัน วันละ 1 ต้น แค่เพียง 1 ปี เราก็จะได้ต้นไม้ถึง 365 ต้น เราก็สามารถเพิ่มโอโชนในชั้นบรรยากาศให้มากขึ้น เปรียบเสมือนความสุจริต ที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ แม้จะช้า แต่ก็ยั่งยืน               สิ่งที่ฉันทำได้ และกำลังทำอยู่ตอนนี้ คือการสุจริตต่อหน้าที่ของตนเอง และครอบครัว ซึ่งมันไม่มากมายนัก เพราะฉันเป็นแค่นักเรียนคนหนึ่ง คงทำได้พียงแค่รับผิดชอบหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด   นั่นคือการเป็นลูกที่ดีของพ่อและแม่ ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ตามที่ได้เคยสัญญากับท่านเอาไว้ เท่านั้นก็เพียงพอ ซึ่งมันคือการเริ่มต้นจากตนเอง จนถึงสังคมเล็กๆในครอบครัว เหมือนการที่เราจะปลูกต้นไม้ ให้เจริญงอกงามได้นั้น เราจะต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ได้แก่ ดิน น้ำ อากาศ และแร่ธาตุ เมื่อเราปลูกมันแล้ว เราก็ต้องคอยดูแลมันเป็นอย่างดี รักษามัน อย่าให้มันถูกหนอนหรือแมลงมากัดกินซะก่อน และประคับประคองจนมันเติบโต เมื่อนั้นแล้วฉันก็จะชักชวนให้คนรอบข้างของฉันช่วยกัน คนที่มีอยู่แล้ว ก็รักษามันไว้ให้นานที่สุด ส่วนคนที่ยังไม่มีก็จงสร้างมันขึ้นมา แม้ในตอนแรกมันจะดูน้อย แต่ถ้าเราร่วมมือร่วมใจกัน จากต้นไม้หนึ่งต้น ก็จะกลายเป็นสองต้น สามต้น และมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อต้นไม้ทุกต้นเติบโตเต็มที่แล้ว มันก็จะให้ร่มเงาแก่เรา ปกป้องเราจากรังสีของความชั่วร้ายได้ตลอดชีวิต และตลอดไป                                                                                                                       

นางสาวไอรฎา   วงศ์เปี่ยมทรัพย์ ชั้น ม.๕                                                                                        โรงเรียนบางลี่วิทยา อ.สองพี่น้อง  จ. สุพรรณบุรี