การศึกษาคือการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ความรู้เบื้องต้นและการผลิตเอนไซม์               ในภูมิศาสตร์ที่ตั้งของประเทศไทยอยู่ในละติจูดที่ 0-20 ลองติจูดที่ 100 มีผลทำให้การเจริญเติบโตของเชื้อโรคมากที่สุดในโลก  มีพลังงานมากที่สุด โดยจุลินทรียที่มีสถานภาพโตเร็ว ตายเร็ว ทำให้เปลี่ยนสถานภาพที่เกิดประโยชน์กับมนุษย์ โดยการหมักในภาชนะกำจัดอากาศและมีน้ำตาลเป็นอาหาร เพื่อการสร้างสภาพความเป็นกรด-ด่างด้วยสารอินทรีย์ เพื่อให้ไอน้ำในอากาศแตกตัวเป็นออกซิเจนอิสระ (O3) และให้โอกาสกับจุลินทรีย์สลายตัวให้โปรตีนและวิตามิน เรียกว่า เอนไซม์”                เอนไซม์   คือ สารโปรตีนที่ประกอบไปด้วยวิตามิน และการหมักเอนไซม์มีกระบวนการทางเคมี จากทฤษฎีของการเปลี่ยนแป้งและน้ำตาลจากผลไม้เป็นกรดน้ำส้ม เหมือนการทำของหมักดองของไทย เช่นข้าวหมัก ผักกาดดองประเภทของเอนไซม์สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามการใช้งาน   คือ1.              เอนไซม์สำหรับคน โดยการหมักผลไม้ น้ำผึ้ง และน้ำ ในระยะเวลา 3 ปี2.              เอนไซม์สำหรับสัตว์และพืช โดยการหมักเศษอินทรียวัตถุ ได้แก่ เศษหญ้า เศษอาหาร และผักผลไม้ในครัว เป็นต้นทำไมถึงควรจะต้องมีเครื่องคั้นน้ำเอนไซม์ (ผัก ผลไม้)ไว้ในบ้าน:  เหมาะสำหรับคนที่ใส่ฟันปลอม ฟันปลอมจะทำให้ทานผัก-ผลไม้สดได้ลำบาก เหมาะสำหรับคนที่ไม่ยอมทาน ผัก ผลไม้                 ดีสำหรับคนที่มีแผลในกระเพาะและลำไส้ ( น้ำแครอทสด จะช่วยลดความเจ็บปวด และ สมานแผล) ในรูปของน้ำเอนไซม์ (ผัก ผลไม้) ผู้ที่รับประทานสามารถได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ได้โดยตรงและมีคุณค่าเทียบเท่ารับประทาน ผัก ผลไม้ในปริมาณมาก(ทั้งนี้เพราะในผักผลไม้จะมีผนัง เซลลูโลสคอยกั้นไว้ ทำให้คุณค่าเสียหายไปในขบวนการย่อยอาหาร )  สำหรับคนที่เบื่ออาหาร ช่วยให้สามารถได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ได้โดยตรง เด็กเล็ก สามารถผสมน้ำแครอทสดในนมให้เด็กดื่มได้โดยที่นมไม่จับตัวเป็นก้อน อีกทั้งการให้เด็ก ทานน้ำเอนไซม์ (ผัก ผลไม้) ยังช่วยส่งเสริมให้เด็กสามารถทานผัก ผลไม้สดได้                 วัยรุ่น น้ำเอนไซม์ (ผัก ผลไม้)จะช่วยพัฒนาการของต่อมต่างๆดีขึ้น ช่วยลดปัญหาสิว ผู้สูงอายุ น้ำเอนไซม์ (ผัก ผลไม้) ช่วยป้องกัน ท้องผูก และ ลดการเกิดนิ่ว ดีสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะมีสุขภาพแข็งแรง หรือ เจ็บป่วย การทานน้ำเอนไซม์ (ผัก ผลไม้) ทุกวันจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าร่างกายได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างครบถ้วนและพอเพียง ประโยชน์ของเอนไซม์
1. ปรับความเป็นกรดเป็นด่างในร่างกาย
2. ทำให้ระบบการย่อยและการขับถ่ายดีขึ้น
3. ทำให้แต่ละเซลในร่างกายได้สารอาหารอย่างสมดุล
4. สลายสารพิษและสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ( ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ )
5. อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามินและเกลือแร่ คือ วิตามินบีรวม, บี 1, บี 2, บี 12
วิตามินที่ได้ในการนำผลไม้แต่ละชนิดมาหมักผลไม้แต่ละชนิดการนำมาหมักเป็นเอนไซม์จะได้วิตามินไม่เหมือนกันโดยมีรายละเอียด ดังนี้ <div align="center"><table border="0" cellspacing="1" cellpadding="0" width="87%" class="MsoNormalTable" style="background: #cccccc; width: 87%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8; padding: 0cm"><div align="center"><table border="0" cellspacing="3" cellpadding="0" width="100%" class="MsoNormalTable" style="background: #99ff00; width: 100%"><tbody>

ลำดับ ชนิดพืชที่นำมาหมัก วิตามินที่ได้ 1 ผลไม้รสหวาน วิตามิน เอ, ดี, อี, เค 2 ผลไม้รสเปรี้ยว วิตามิน ซีและเค 3 จากข้าว วิตามิน บี ซี อี

</tbody></table></div></td></tr></tbody></table></div>อายุกับการนำเอนไซม์มาใช้
อายุ 2 ปี
ผสมน้ำด่างตามชอบที่ต้องการจะให้ฟองมากน้อย
ใช้ทำแชมพูสระผม, น้ำยาซักผ้า, น้ำยาล้างจาน, สบู่น้ำ เป็นต้น
อายุ 4 ปี
ใช้หัวเชื้อ 1 ส่วน + น้ำผึ้ง 1 : ผลไม้ 3 : น้ำ 10 หมักในเวลา 15 วันใช้ได้เลย
ทำน้ำยาบ้วนปาก, ล้างแผลอักเสบเน่าเปื่อยพุพอง, งูสวัด ถ้าจะเอามาใช้ล้างสารพิษในพืช-ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์

นำหัวเชื้ออายุ 4 ปี จำนวน 2 ลิตร หมักกับข้าวสุก 10 กิโลกรัมและน้ำผึ้ง 1 กิโลกรัม ใส่น้ำท่วมข้าว หมักภายใน 15 วันจะได้น้ำเอนไซม์ ส่วนข้าวสุกที่หมักแล้ว นำมาใส่น้ำท่วมข้าวหมักอีก 15 วันได้น้ำเอนไซม์ ทำได้ 3 ครั้งจนข้าวเป็นผง

อายุ 6 ปี
ขยายหัวเชื้อ 1: น้ำผึ้ง 1: น้ำ 10 ดื่มได้เลย
เมื่อเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ มีแก๊ส ท้องเสีย 20-30 ซีซี, ใช้ทำผลิตภัณฑ์บำรุงผม, ผิวพรรณ, ใบหน้า, ตา, จมูก, ช่องปาก, คอ, ดับกลิ่นตัวตัวในร่มผ้า, เท้า ให้สะอาดและสดชื่น


อายุ 6-10 ปีขึ้นไป
ใช้ดองยาสมุนไพร เป็นเวลา 1 เดือน จะได้ประสิทธิภาพตามคุณสมบัติของสมุนไพร แต่ละตัวเพิ่มขึ้น ควรรับประทานวันละครั้ง ( 3-10 ซีซี ) ก่อนหรือหลังอาหาร 1.30 ชั่วโมง
การทำน้ำด่างจากธรรมชาติ
นำขี้เถ้ามาแช่น้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 10
เป็นเวลา 2 ปี จึงได้น้ำด่างที่มีฟองมาใส่ในเอนไซม์
จะทำให้น้ำเอนไซม์ใสและมีฟอง แต่จะนำไปขยายต่ออีกไม่ได้
เอนไซม์กับฝ้าสีขาว
ฝ้าขาว ถ้าเป็นสีอื่นใช้ไม่ได้ ( เสียแล้ว )
ในการหมักจะเกิดมีฝ้าขาวขึ้นมาลอยอยู่ส่วนบนให้เอาออกมาคลุกกับแป้งสาลี นำน้ำเอนไซม์ติดมาด้วย เพื่อจะได้ปั้นให้เป็นก้อน
    ห่อไว้ด้วยกระดาษทึบแสง เก็บได้นาน ใช้เป็นยีสต์ ( หัวเชื้อเร่ง ) ในการทำเต้าเจี้ยว,    น้ำส้มสายชู, ซีอิ๊ว, ซีอิ๊ว (เปรี้ยว), ขนมปัง, แป้งทำพิซซ่า, โรตีน้ำตาลกับน้ำผึ้งต่างกันอย่างไร ? <ul>

  • ถ้าหมักกับน้ำตาลจะเกิดแอลกอฮอล์มาก
  • ถ้าหมักกับน้ำผึ้งที่ไม่ได้เอาความชื้นออกก็ยังเกิดแอลกอฮอล์และมีซากยีสต์ตกค้างเยอะ
  • ถ้าหมักด้วยน้ำผึ้งที่ผ่านการเอาความชื้นออกถึง 80% เหลือเพียง 20% น้ำผึ้งนั้นจะกลายเป็นกรดอิ่มตัวที่ไม่มีจุลินทรีย์และไม่มีแอลกอฮอล์ แต่จะเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กับออกซิเจน
  • เอนไซม์ที่ขยายด้วยน้ำผึ้งที่ Dehydrate 80% ( เอาน้ำออก 80% ) จะใช้ได้เลย
  • เอนไซม์ที่ขยายด้วยน้ำผึ้งทั่ว ๆ ไป จะต้องหมักต่ออีก 3 เดือน
    และนำมาขยายปิดท้ายด้วยน้ำผึ้งที่เอาน้ำออก 80% จึงจะใช้ได้เลย
  • </ul>คุณสมบัติของน้ำผัก
    เรื่อง : ชมรมบ้านสุขภาพ
    ในน้ำผักเป็นกรดอ่อน ๆ ที่มี คลอโรฟิลล์ ( Chlorophyll สารสีเขียวในพืช ) มีวิตามินเอ วิตามินซีธาตุเหล็ก โปแตสเซียม แมกนีเซียม และฟอสฟอรัส   ซึ่งเมื่อทานเข้าไป จะเกิดการแลกเปลี่ยนการใช้สารอาหารได้สูงสุด ณ จุดที่ร่างกายสามารถนำของ เสียทิ้งได้ทั้งหมด และทำให้ร่างกายสร้างพลังงานในแต่ละเซลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งผลให้เกิดการ สร้างเซลใหม่ทดแทนเซลเก่าที่ตายในแต่ละวันได้เต็มที่  ลักษณะนี้คือ ปัจจัยสูงสุดที่ร่างกาย จะไม่เกิดความอ่อนแอ ในทุกอวัยวะ
    ดังนั้นเมื่อไปอยู่ในประเทศไหนก็แล้วแต่ ถ้าได้สัดส่วนของสารอาหารออกมาเป็นกรดอ่อน
       มีคลอโรฟิลล์แล้วมีสารอาหารพวกโปแตสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ครบ 5 ตัวนี้    ในค่า pH = 4 และมีคลอโรฟิลล์ มีวิตามินเอ และวิตามินซีซึ่งจะทำให้ร่างกายสามารถมีอาหารได้เต็มที่ในแต่ละเซล ถ้าทุกเซลแข็งแรงไม่มีเซลตายก็ไม่แก่เลย
    ถ้าค่า pH เป็น
    กรดเกินไป” การใช้แคลเซียมก็จะยาก กรดอ่อน” ทำให้เกิดการใช้ไขมัน ทำให้ไขมันถูกย่อยสลายได้เร็ว ถ้าเป็นด่างเกินไป” การย่อยสลายไขมันก็ทำได้น้อย  ไขมันคือของแข็งที่มีปริมาณถึง 60% ของของแข็งทั้งหมดในร่างกาย ไขมันคือตัวที่จะไปเปลี่ยนเป็นน้ำหล่อเลี้ยง น้ำเมือกที่ไปหล่อเลี้ยงตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย น้ำไขข้อ เป็นไขกระดูก เป็นกล้ามเนื้อ เป็นกระดูก เส้นเอ็น ไขมันหล่อเลี้ยงเส้นผมเป็นลำดับ   pH ของน้ำผักที่เหมาะสมกับคนไทยอยู่ที่ pH 4-6 คนอ้วนมาก ให้น้ำผักที่ pH 4 เลย เนื่องจากคนอ้วนมีไขมันค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ น้ำผักจะเปลี่ยนไขมันเป็นโคเลสเตอรอล ไปเป็นไตรกลีเซอไรด์ และเป็นกลีเซอไรด์ในที่สุด ซึ่งร่างกายนำไปใช้ได้                                     
          
    การทำหัวเชื้อ  ใช้ผลไม้ 3 กก. +น้ำตาลทรายแดง  1  กก.และน้ำผึ้ง 4  ช้อนโต๊ะ  + น้ำ10 ลิตร    หมักไว้เป็นเวลา 3 เดือน 1ปี ขึ้นไป       จะได้หัวเชื้อน้ำผลไม้เข้มข้นที่สกัดด้วยวิธีการทางธรรมชาติ ให้แยกเอาน้ำออกมา                                                                                                                                                                                                                                                     ส่วนกากผลไม้ที่เหลือให้ผสมน้ำตาลทรายแดง1 กก.  และน้ำผึ้ง4  4  ช้อนโต๊ะ    + น้ำ 10 ลิตร     หมักทิ้งไว้ 2 เดือนขึ้นไป จนกว่ากากผลไม้ที่เหลือจะย่อยสลายหมด  สามารถทำซ้ำอีก 3-4 ครั้งก็จะได้หัวน้ำผลไม้เข้มข้น      ที่สกัดด้วยวิธีการทางธรรมชาติเก็บไว้เพิ่มอีก                                                                                                                   เอนไซม์กับฝ้าสีขาว                                                        ในการหมักจะเกิดมีฝ้าขาวขึ้นมาลอยอยู่ส่วนบน                                                        ถ้าเป็นสีอื่นใช้ไม่ได้ ( เสียแล้ว )   กระบวนการหมักในภาชนะพลาสติกที่ปิดจำกัดอากาศ  โดยใช้หัวน้ำผลไม้เข้มข้นที่สกัดด้วยวิธีการ                         ทางธรรมชาติ    หัวน้ำผลไม้เข้มข้น4 แก้ว +น้ำตาลทรายแดง 1 กก.  และน้ำผึ้ง   4  ช้อนโต๊ะ+ น้ำ 10 ส่วน  หมักไว้เป็นเวลานาน  7 วันขึ้นไป   ก็จะได้น้ำเอนไซม์พร้อมดื่มที่ช่วยให้การย่อยอาหารและการขับถ่ายดีขึ้น                                            เคล็ดลับ     ในการหมักสร้างหัวเชื้อหากหัวน้ำผลไม้เข้มข้นได้มาใส่เร่งสักหนึ่งแก้วจะช่วยเร่งในการสร้างจุลินทรีย์ให้เร็วขึ้นท่านใดสนใจจะศึกษา ดูงาน ขอคำปรึกษาด้วยตัวของท่านเอง เชิญเดินทางไปด้วยตนเองที่บ้านเลขที่  1  บ้านซับสายออ  หมู่ที่  5  ตำบลท่ากูบ  อำเภอซับใหญ่  จังหวัดชัยภูมิ                            โทรศัพท์  081 1973561,       044 – 731 - 020