ประวัติพระพุทธบาทเขายายหอม

โดย อาจารย์วิทยา สกุลอนันท์

..................................................................................

รอยพระพุทธบาทเขายายหอม ประทับที่ลานหินยอดภูเขายายเหม็นปัจจุบันอยู่ในท้องที่บ้านตาท้าวตำบลนายางกลัก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ภูเขายายเหม็นเป็นยอดสูงสุด ของยอดเขาพังเหย ดงพญาเย็น รอยพระพุทธบาทกลางพระบาทตรงกรงจักร มีขนาดกว้าง 63 เซนติเมตร ปลายพระบาทกว้าง 72 เซนติเมตร ส้นพระบาทกว้าง 48 เซนติเมตร ยาววัดจากส้นพระบาทถึงปลายพระบาทยาว 185 เซนติเมตร ลึกวัดจากหินเดิมลงไป 32 เซนติเมตร หันรอยพระบาทไปทางทิศอาคเนย์ คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนเคารพสักการบูชายึดถือว่าเป็นปูชนียวัตถุโบราณสำคัญทางพระพุทธศาสนา เดิมพบชื่อภูเขาที่พระพุทธบาทประทับอยู่ว่าพระพุทธบาทเขายายเหม็น ครั้นต่อมาคณะสงฆ์และฆราวาสได้ประชุมลงมติเป็นเอกฉันท์ ให้เปลี่ยนชื่อพระพุทธบาทใหม่เพื่อเป็นสิริมงคล เหมาะสมกับเป็นปูชนียวัตถุโบราณสำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นชื่อ พระพุทธบาทเขายายหอม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมาจนบัดนี้

รอยพระพุทธบาทเขายายหอมแห่งนี้ จะประทับไว้ตั้งแต่เมื่อไรไม่มีหลักฐาน เป็นแต่ประชาชนได้เล่าลือติดต่อกันมา เป็นเวลานานหลายชั่วอายุคนว่ามีครอบครัวหนึ่งได้ไปอาศัยทำไร่ ซึ่งตามคำบอกเล่าติดติดกันมามีชื่อว่ายายเหม็น สามีชื่อ ตาท้าว สถานที่ดังกล่าวนี้เป็นภูเขาสูงมีลานหินและภูเขาโดยรอบ นับว่าเป็นดินแดนถิ่นธุระกันดารที่สุด พวกนี้เขาเรียกว่าพวกชาวบน เพราะอยู่บนไหล่เขาสูง จึงสันนิษฐานได้ว่ายายเหม็นกับตาท้าว ซึ่งทำมาหากินอยู่ที่นี่ คงจะเป็นผู้พบเห็นรอยพระพุทธบาท

ครั้งแรก ประมาณ พ.ศ. 2312 แต่ยายเหม็นตาท้าว คงจะเห็นเป็นของแปลกประหลาด เพราะรอยใหญ่กว่าคนธรรมดามาก ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เลยทำให้ยายเหม็นตาท้าวคิดไปต่าง ๆ นานา และเกรงกลัวว่าจะเป็นภัยแก่ตนและครอบครัว จึงได้ทำการปกปิดมาตลอดเวลา ครั้นต่อมายายเหม็นก็ตาย ตาท้าวและลูกหลานจึงได้ตั้งชื่อภูเขาลูกที่พระพุทธบาทประทับอยู่ว่า เขายายเหม็น เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ยายเหม็นที่ได้มาทำมาหากินอยู่ที่นี่นามมาแล้วด้วย เมื่อยายเหม็นตายแล้วตาท้าวสามีก็ได้นำลูกหลานย้ายลงมาจากเขายายเหม็น มาอยู่ข้างล่างห่างจากเขายายเหม็นประมาณ 4 กิโลเมตร มีลำห้วยน้ำไหลผ่านอยู่ตลอดเวลา และได้มาตั้งหลักฐานทำมาหากินจนเป็นหมู่บ้านและทางราชการจึงตั้งเป็นบ้าน เรียกว่า บ้านตาท้าว หมู่ที่ 3 ตำบลนายางกลัก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ต่อมาตาท้าวตายลูกหลานชาวบ้านได้ตั้งชื่อลำห้วยดังกล่าวมาแล้วว่า ลำตาท้าว และหมู่บ้านก็ตั้งเป็น บ้านตาท้าว เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการที่ตาท้าวที่ได้มาอยู่ทำมาหากินเป็นคนแรกและทำการพัฒนาในหมู่บ้านดังกล่าวนี้ด้วย

ในปี พ.ศ. 2463 พระศรีสมัตถการ (ใหญ่ บุนนาค) เจ้าเมืองชัยภูมิ ได้เดินทางมาตรวจราชการที่กิ่งอำเภอบำเหน็จณรงค์ และได้ประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้าน ราษฎร ชี้แจงข้อราชการ เมื่อเสร็จจากการประชุมแล้ว เจ้าเมืองได้สนทนากับกำนัน

ผู้ใหญ่บ้านและราษฎร ผู้ใหญ่บ้านและราษฎรผู้เฒ่าได้เล่าเรื่อง ให้เจ้าเมืองได้ทราบว่า มีผู้พบเห็นรอยคนใหญ่อยู่ที่ภูเขาตำบลนายางกลักตามที่เล่าลือติดต่อกันมาเป็นเวลานานแล้ว พระศรีสมัตถการเจ้าเมืองชัยภูมิ ได้ทราบเกิดความสนใจอยากจะทราบ

ความจริงจึงได้สั่งให้บุคคลดังต่อไปนี้ คือ ขุนจำนง (ไผ่) ขุนศักดา (แจ้ง) ขุนบำรุง (อ่อง) นายปลื้ม กลิ่นศรีสุข และผู้ติดตามอีกจำนวนมากออกไปค้นสืบหา

รอยคนใหญ่ (พระพุทธบาท) ในเขตดงตำบลนายางกลัก บุคคลดังกล่าวเมื่อได้รับคำสั่งจากเจ้าเมืองแล้วได้จัดหาเสบียงอาหารเดินทางไปดงนายางกลัก สืบค้นหารอยคนใหญ่กับชาวบนก็เพียงได้รับคำบอกเล่าจากพวกชาวบนว่า ปู่ ย่า ตา ยาย ของเขาเล่าให้ฟังว่า ปู่ ย่า ตา ยายเขาได้พบรอยคนใหญ่จริงแต่พวกเขาไม่ทราบว่าอยู่ที่แห่งใด เพราะปู่ ย่า ตา ยาย เขาปิดบังไม่บอกสถานที่จริง ดังนั้นคณะจึงได้นำกันค้นหาอยู่เป็นเวลานานถึง 10 วันก็ไม่พบ จึงพากันเดินทางกลับบ้าน ปรากฏว่าคณะที่ไปค้นหารอยพระพุทธบาท มาป่วยเป็นไข้ป่า (มาเลเรีย) กันทุกคน ตั้งแต่นั้นมาเรื่องราวรอยพระพุทธบาทที่เล่าลือกันจึงเงียบหายไปเป็นเวลานาน

ครั้นต่อมาในปี พ.ศ. 2482 ท่านพระครูมนูญชัยกิจ (หลวงพ่ออ่วม) เจ้าอาวาสวัดบึงชวนท่านก็ได้เริ่มนำสงฆ์เดินทางไปดงตำบลนายางกลัก เพื่อเผยแผ่ศาสนาแนะนำให้พวกดง (ชาวบน) ได้ทำบุญเป็นประจำทุก ๆ ปี จนปรากฏว่าท่านหลวงพ่ออ่วมเป็นที่เคารพนับถือของพวกชาวเขามาก ได้นำบุตรหลานมาให้หลวงพ่อบรรพชา อุปสมบทให้อยู่เสมอ

จนในปี พ.ศ. 2492 ต่อเนื่องปี พ.ศ. 2493 พระครูมนุญชัยกิจ (หลวงพ่ออ่วม) เจ้าอาวาสวัดบึงชวน ได้นำคณะสงฆ์เดินธุดงค์เข้าไปยังหมู่บ้านตาท้าว ในท้องที่ตำบลนายางกลักตามที่ได้เคยไปมาเกือบจะทุกปี จนเป็นที่รู้จักและเคารพนับถือของ

พวกชาวเขา แต่การมาครั้งนี้ได้ไปพบกับ ตาขำ อายุประมาณ 70 ปี และนายหมี บ้านตาท้าวอยู่ห่างจากเขายายเหม็นประมาณ 4 กิโลเมตร ตาขำและนายหมีได้เปิดเผยบอกเล่าเรื่องรอยคนใหญ่ ให้ท่านพระครูมนูญชัยกิจได้ทราบความว่า เมื่อนายหมี ยังเล็ก ๆ พอจำความได้ ยายของนายหมีได้บอกเล่าแม่ของนายหมีว่า บนลานหินเขายายเหม็นมีรอยคนใหญ่แปลกประหลาดอยู่ข้างบ่อหินตาทอง ซึ่งยายของนายหมีขณะนั้นยังเป็นเด็ก ได้ติดตามไปกับพวกคนใหญ่เขา และได้ไปเห็นรอยคนใหญ่จริง และในสมัยนั้นคนดงคนป่ายังโง่ เพราะไม่ได้รับการศึกษาเลย เมื่อพบเห็นสิ่งแปลกประหลาดก็เกรงกลัวจะเป็นภัยแก่พวกตนในอนาคต เขาเหล่านั้นจึงได้ช่วยกันทำลาย โดยใช้วิธีเอาไฟสุมเผาทุบตี แล้วก็ขนหินดินมาถมปกปิดจนมิดชิดและได้ปลูกต้นหญ้าต้นสลักใด พรางตาเอาไว้ เพื่อไม่ให้ผู้คนพบเห็นสงสัย เมื่อท่าน พระครูมนูญชัยกิจ ได้ทราบเรื่องราวตามที่ตาขำและนายหมีบอกเล่ามาแล้ว ท่านก็รีบเดินทางกลับยังวัดบึงชวน และได้บอกเล่าให้ญาติโยมได้ทราบต่อไป เมื่อประชาชนญาติโยมได้ทราบเรื่องราว ต่างก็ดีใจและสนใจ เพราะความอยากรู้อยากเห็นว่ามีรอยพระพุทธบาทเหมือนคำเล่าลือจริงหรือไม่

ครั้นต่อมาพระครูมนูญชัยกิจ ได้ทำหนังสือเรียนเรื่องมีผู้บอกเล่าว่า มีรอยคนใหญ่ (พระพุทธบาท) ไปให้พระครูพินิจสมณวัตร เจ้าคณะกิ่งอำเภอบำเหน็จณรงค์ ซึ่งอยู่ที่วัดเพชรภูมิสุวรรณทราบ เมื่อท่านพระครูพินิจสมณวัตรได้รับหนังสือทราบเรื่องรอยพระพุทธบาทแล้ว ท่านก็มีความสนใจมาก จึงได้มาสอบถามกับท่านพระครูมนูญชัยกิจ จนเป็นที่แน่นอนแล้ว และจะมีตาขำและนายหมีเป็นผู้นำทาง ชี้ตำแหน่งแห่งที่จะค้นหารอยพระพุทธบาทด้วย จึงนับว่าเป็นนิมิตหมายอันดี เห็นจะเป็นด้วยบุญญาบารมี ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะดลบันดาลขึ้นให้เห็นรอยพระพุทธบาท ซึ่งนับว่าเป็นปูชนียวัตถุที่สำคัญทาง

พระพุทธศาสนา เพื่อที่พุทธศาสนิกชนจะได้สักการบูชาสืบต่อไปด้วย

ในปี พ.ศ. 2493 พระครูพินิจสมณวัตร เจ้าคณะกิ่งอำเภอบำเหน็จณรงค์ และพระครูมนูญชัยกิจ (หลวงพ่ออ่วม) ได้ประชุมปรึกษาญาติโยม และประชาชนชาวบ้านเพชร บ้านชวน และชาวบ้านวังเสมาอำเภอจัตุรัส ประชาชนก็พร้อมใจกัน

ที่จะเดินทางไปค้นหารอยพระพุทธบาท

ครั้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2493 ท่านพระครูพินิจสมณวัตรผู้นำได้พร้อมกันออกเดินทางไปโดยมีพระครูมนูญชัยกิจ (หลวงพ่ออ่วม) ตาคำ (หลวงตาคำ) นายอ่ำ นายหิน ร่วมด้วยตาขำ นายหมี และชาวบ้านร่วมไปด้วยอีกจำนวนมาก จนเวลาเย็นจึงขึ้นไปถึงเขายายเหม็น ด้วยความอ่อนเพลียเพราะต้องปีนป่ายขึ้นเขาลงเขา จึงได้จัดหาที่พักผ่อนหลับนอน ครั้นรุ่งเช้าก็หุงหาอาหารกินเสร็จแล้ว พระครูพินิจสมณวัตรและพระครูมนูญชัยกิจ จึงได้ให้ตาขำและนายหมี ผู้ที่เล่าเรื่องราวรอยคนใหญ่เป็นผู้นำทางชี้สถานที่ ตาขำและนายหมีบอกว่าไม่ทราบว่าอยู่ตรงไหน เพราะไม่ได้มาพบเห็น เพียงแต่ได้รับความบอกเล่าติดต่อกันมาจาก ปู่ ย่า ตา ยายว่ามีรอยคนใหญ่อยู่ข้างบ่อน้ำหินตาทอง ถ้าวิดน้ำจากบ่อนี้สาดขึ้นไปจะตกถึงรอยพอดี จากนั้นจึงได้ช่วยกันกระจายกำลังกันออกค้นหาบ่อแต่ก็ยังไม่พบ ก็ช่วยกันค้นหาต่อไปอีก 3 วันก็ยังไม่พบ

ครั้นอยู่มาคืนวันหนึ่ง เวลาประมาณ 5 ทุ่ม คณะที่ค้นหายังสุมไฟนั่งคุยกันอยู่ก็ปรากฏการมีแสงเป็นลำสีแดงเขียวพุ่งขึ้นในกลางป่า ทางทิศอาคเนย์จากที่พักทุกคนก็ตั้งตาดูแสงนั้นเป็นเวลานานพอสมควรแสงนั้นจึงหายไป พระครูพินิจสมณวัตร จึงได้บอกญาติโยมว่า แสงนั้นเป็นนิมิตหมายอันดีที่พระพุทธองค์ อาจจะทรงแสดงปาฏิหาริย์ให้คณะค้นหาได้ทราบว่ามีรอยพระพุทธบาทที่พระองค์ประทับไว้ พระครูพินิจสมณวัตร จึงบอกญาติโยมว่าอาจจะเป็นแนวทาง

บอกให้ค้นพบรอยพระพุทธบาทเป็นแน่นอน ครั้นรุ่งขึ้นเป็นวันที่ 4 คณะหุงหาอาหารเช้ากินเสร็จแล้ว ก็รีบเดินทางมุ่งหน้าไปค้นหาตามที่เห็นแสงขึ้นทางทิศอาคเนย์ ก็จึงพบและได้พากันพิจารณาดูตามคำบอกเล่าว่าข้างบ่อนั้นมีรอยคนใหญ่ และมีต้นหญ้าปกคลุมต้นสลักใดขึ้นอยู่ ราวปาฏิหาริย์เมื่อคณะค้นหาเหลือบไปพบต้นสลักใด และดอกไม้นานาชนิดวางเรียงรายอยู่ ซึ่งมีอยู่แห่งเดียวใกล้กับบ่อตาทอง จึงได้ลงมือช่วยกันขุดคุ้ยดินหินทรายขึ้นอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เสร็จแล้วก็จัดหาน้ำมาล้างให้สะอาดจึงปรากฏเห็นเป็นรูปรอยเท้าคนจริง ๆ แต่มีขนาดใหญ่โตกว่าบุคคลธรรมดาหลายเท่า มีรอยนิ้วเท้ายาวเสมอกัน มีเส้นวงก้นหอยเห็นชัดเจนปรากฏว่าเป็นรอยเท้าข้างซ้าย หันรอยเท้าไปทางทิศอาคเนย์ จึงวัดตรวจสอบมีความยาว 185 เซนติเมตร กลางพระบาทกว้าง 63 เซนติเมตร ลึกจากลานหินเดิมลงไป 32 เซนติเมตร ปลายพระบาทกว้าง 72 เซนติเมตร ส้นพระบาทกว้าง 48 เซนติเมตร ลักษณะของหินมีสีแดงเพราะถูกไฟเผา ฝั่งด้านซ้ายและปลายเท้ามีรอยแตก เพราะถูกไฟเผาและทุบเป็นแน่ ตรงกับคำบอกเล่าของยายนายหมี พระครูพินิจสมณวัตรและพระครูมนูญชัยกิจ พร้อมด้วยญาติโยมได้พิจารณาเป็นอย่างดี เห็นว่ารูปร่างลักษณะรอยสวยงามมาก มีรอยหินหลินตามง่ามนิ้วเท้าเห็นได้ชัดเจน และมีรูปวงกลมคล้ายกรงจักรนูนอยู่กลางเท้าเป็นรูปเงาราง ๆ ทั้งนี้เพราะมีร่องรอยถูกไฟเผา

ดังนั้นเมื่อข่าวการค้นพบรอยพระพุทธบาท ทราบไปถึงพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชน ประชาชนชาวอำเภอบำเหน็จณรงค์ อำเภอจัตุรัสและต่างจังหวัดโดยทั่วไป ต่างก็จัดหาเสบียงอาหารพากันหลั่งไหลเดินทางเท้ารอนแรมกันเป็นหมู่คณะเป็นจำนวนมากเขาไปยังลานเขายายเหม็น ถึงแม้ว่าจะเป็นถิ่นธุระกันดารอย่างยิ่งก็ตาม ทั้งนี้ด้วยแรงศรัทธาเพื่อจะได้ชมและนมัสการปิดทองรอยพระพุทธบาท เป็นความจริงตามคำเล่าลือ ประชาชนที่มีความเชื่อความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาจึงเคารพนับถือว่าพระพุทธบาทเป็นปูชนียวัตถุสำคัญทางพระพุทธศาสนา จึงได้ทำการเคารพสักการบูชาตลอดมา

สถานที่รอยพระพุทธบาทประทับอยู่เป็นลานหินอยู่บนยอดเขายายเหม็น มีบริเวณกว้างขวาง เมื่อมองไปโดยรอยลานหินแห่งนี้ จะมองเห็นทิวเขาล้อมรอบเป็นวง เปรียบเสมือนเขาวงกต เป็นภาพและทิวทัศน์ที่สวยงามมากหาดูได้ยาก และยังมีสิ่งแปลกประหลาดมหัศจรรย์ เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ คือ อ่างน้ำหินทั้งใหญ่และเล็ก อยู่บนลานพระพุทธบาท เรียงรายรอบรอยพระพุทธบาท มีจำนวนหลายสิบอ่าง แต่ละอ่างมีน้ำขังเต็มใสสะอาดมาก บางอ่างก็มีสีแดง บางอ่างก็มีสีเขียว ซึ่งใช้ดื่มได้เป็นอย่างดี ในอ่างน้ำจะมีสาหร่ายบัวและปลาแหวกว่ายน่าดูมาก พูดถึงเรื่องน้ำแล้วถึงแม้จะอยู่บนภูเขาแต่ก็มีอ่างน้ำหินดังกล่าวแล้วอยู่มากมาย มีน้ำดื่มและน้ำใช้สอยจนพอเพียงตลอดทุกฤดูกาล ถึงแม้ว่าจะมีประชาชนขึ้นไปใช้เป็นหมื่นเป็นแสนก็ตามจะไม่มีแห้งเลย นอกจากนี้แล้วยังมีพันธุ์ไม้นานาชนิด เช่นไม้ดอก และไม้ยืนต้นทั้งเล็กใหญ่ เครือเถาวัลย์ และพืชที่ใช้เป็นยาสมุนไพรด้วย มีภูเขาสูงชัน เป็นหน้าผาสลับซับซ้อน มีก้อนหินงอกขึ้นตามธรรมชาติมากมาย ดูไปก็คล้ายกับกองพระทรายแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ มีร่องน้ำไหลผ่านลานพระพุทธบาท ลงไปตามซอกเขาไปรวมกับห้วยลำกระจวน มีก้อนหินใหญ่ ๆ ยื่นชะเง้อออกมาเป็นบริเวณกว้างเรียกว่าถ้ำเพิงอยู่หลายแห่ง ถ้ำเพิงนี้ประชาชนจะเข้าไปพักอาศัยอยู่หลายแห่งได้เป็นจำนวนร้อย ๆ คนอย่างสบาย มีก้อนหินสลับซับซ้อนกันเป็นชั้น ๆ สูงขึ้นไปมองดูคล้าย ๆ ธรรมมาส มีแท่นหินดูเหมือนคล้ายกับแท่นบรรทม มีหินแยกออกเป็นร่องราง กว้างยาวมากดูเหมือนคล้ายเรือสำเภา มีถ้ำเป็นรูและโพรงลึกบ้าง ตื้นบ้างอยู่หลายแห่ง แต่ก่อนมามีสัตว์ป่านานาชนิด เช่น ช้าง เสือ กวาง เก้ง หมี กระต่าง นก และไก่ป่าทั้งนี้เพราะบริเวณเขายายเหม็นนี้เป็นดงดิบป่าทึบ เมื่อคณะไปค้นพบรอยพระพุทธบาทยังเห็นกระดูกช้างตายกองอยู่บนลาน ใกล้ ๆ พระพุทธบาทด้วย หลังจากนั้นก็มีลูกช้างมากินน้ำตกลงไปในบ่อหินทิศเหนือของรอยพระพุทธบาท จึงใช้ชื่อว่าอ่างลูกช้างมาจนปัจจุบันนี้ แต่เวลานี้สัตว์ต่าง ๆ เช่น เสือ ช้าง กวาง เก้ง หมี ไม่มีอาศัยอยู่แล้วเพราะว่าป่าได้ถูกตัดฟันจนโล่งเตียน และประชาชนก็เข้าไปตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยบริเวณไหล่เขาและถางป่าทำไร่ สัตว์ป่าต่าง ๆ ก็หนีไปอยู่ที่อื่นหมด แต่มีสิ่งที่ควรทราบและอัศจรรย์คือ บริเวณลานพระพุทธบาทเขายายหอมไม่มีสัตว์ร้าย เช่น งู ตะขาบ มด แมลงต่าง ๆ เลย อากาศเย็นสบายดีตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีสิ่งธรรมชาติต่าง ๆ ที่น่าดูอีกมากสุดที่จะบรรยายจึงนับว่าเป็นโชคดีสำหรับผู้ที่จะขึ้นไปแสวงบุญ และยังได้มีโอกาสท่องเที่ยวพบเห็นสิ่งธรรมชาติอีกมากมาย

ครั้นเมื่อได้ค้นพบรอยพระพุทธบาทแล้ว พระครูพินิจสมณวัตร เจ้าคณะกิ่งอำเภอบำเหน็จณรงค์ ท่านก็ได้พาคณะสงฆ์และญาติโยมได้ไปอยู่ประจำ ณ ที่พระพุทธบาทเขายายหอม ซึ่งขณะนั้นถนนหนทางที่จะขึ้นไปยังเขายายเหม็น แสนธุระกันดารที่สุด ต้องบุกป่าดงขึ้นเขาลงห้วย ทางจะไปเป็นทางเท้า การเดินไปลำบากมากเพราะบางตอนเป็นทราย บางตอนเป็นเนินสูง มีหินและต้นไม้ขึ้นหนาแน่น ทางบางตอนก็คดโค้งเลี้ยวไปตามไหล่เขา มีลำน้ำกระจวนขวางอยู่ เป็นลำห้วยลึกฝั่งสูงชันมีน้ำไหลอยู่ตลอดปี สำหรับลำห้วยกระจวนนี้อยู่ห่างจากลานพระพุทธบาท ประมาณ 1 กิโลเมตรเศษ ทางตอนนี้จะลำบากมากเพราะจะต้องขึ้นเขาและเดินลัดเลาะเรียบไปตามช่องเขาและซอกหิน ต้องปีนป่ายขึ้นไปประมาณ 7 พัก จึงจะถึงเส้นทางแสนลำบากที่สุด

พ.ศ. 2493 พระครูพินิจสมณวัตร จึงได้ปรึกษาญาติโยมได้ช่วยกันสร้างทาง ก็ได้รับความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจ จากญาติโยมประชาชนช่วยสละกำลังกาย กำลังทรัพย์ สร้างทางขึ้นไปยังลานพระพุทธบาท ขึ้นต้นโดยการถางป่าขุดตอ ยกคันดินบางตอน จนสามารถนำรถยนต์ขึ้นไปได้ ในงานเทศกาลครั้นฤดูฝนถนนก็ชำรุด เมื่อถึงกำหนดจะจัดงานเทศกาล (ภายในขึ้น 11 – 15 ค่ำเดือน 3 ของทุกปี) พระครูพินิจสมณวัตรก็นำญาติโยมประชาชนช่วยกันซ่อมอยู่อย่างนี้ทุกปี

ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2494 ในสมัยที่พระครูพินิจสมณวัตร เจ้าคณะกิ่งอำเภอบำเหน็จณรงค์เป็นผู้นำพัฒนาพระพุทธบาทเขายายหอมอยู่นั้น ประชาชนได้ถวายที่ดินในบริเวณพระพุทธบาท ให้เป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์และวัดต่อไป

ครั้งเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2495 ท่านพระครูพินิจสมณวัตร ท่านก็ได้มรณภาพ ณ ที่สำนักสงฆ์พระพุทธบาทเขายายหอม ท่านพระครูมนูญชัยกิจ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะกิ่งอำเภอบำเหน็จณรงค์แทนต่อไป พระครูมนูญชัยกิจ เป็นผู้นำพัฒนาสำนักสงฆ์พระพุทธบาทสืบต่อไป

ครั้นในปี พ.ศ. 2498 ทางราชการกรมที่ดินได้ประกาศให้ผู้ที่มีที่ดินอยู่ ได้แจ้งการครอบครองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ พระครูมนูญชัยกิจ อดีตเจ้าคณะกิ่งอำเภอบำเหน็จณรงค์ จึงได้มอบหมายให้นายสหัส แสนสูงเนิน อดีตศึกษาธิการอำเภอบำเหน็จณรงค์ แทนกรมการศาสนา ได้ทำหน้าที่แจ้งการครอบครองที่ดินแทนสำนักสงฆ์พระพุทธบาทไว้ แต่วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2498 ได้ออก ส.ค. 1 เล่มที่ 20 ได้ยึดถือไว้จำนวนเนื้อที่ 625 ไร่ ทิศติดต่อข้างเคียง ทิศเหนือจดห้วยหัน สันเขายายเหม็น ทิศใต้จดลำกระจวน ทิศตะวันออกจดห้วยหัน-ลำกระจวน ทิศตะวันตกจดห้วยน้อย ตีนเขายายเหม็น รูปที่ดินโดยประมาณ กว้าง 25 เส้น ยาว 25 เส้น มณฑณ

พ.ศ. 2501 – 2512 พระอาจารย์นเรนทร์ ผู้ซึ่งได้มอบหมายจากเจ้าคณะอำเภอบำเหน็จณรงค์ ให้มาอยู่ประจำสำนักสงฆ์พระพุทธบาทเขายายหอม และปรับปรุงพระพุทธบาท ท่านอาจารย์นเรนทร์ มีความรู้ความสามารถและความชำนาญในการปั้นพระต่าง ๆ ท่านก็มาปรึกษาเจ้าคณะอำเภอว่าจะปั้นพระพุทธรูปปางต่าง ๆ เพื่อเป็นการส่งเสริมพระพุทธศาสนา และประดับบุญญาบารมีของพระพุทธเจ้า เจ้าคณะอำเภอเห็นชอบอาจารย์นเรนทร์ จึงได้ชักชวนบอกบุญญาติโยม บริจาควัสดุ เช่น เหล็ก ปูน ทราย หิน ประกอบในการปั้นพระพุทธรูปเมื่อได้วัสดุแล้ว อาจารย์นเรนทร์ก็เป็นช่างปั้น โดยมีสามเณรเป็นผู้ช่วยปั้นพระพุทธรูปใหญ่ปางต่าง ๆ ไว้ดังนี้ พระพุทธไสยาส พระนาคปรก พระปางปาลิไลย์ พระปางมารวิชัย พระอุ้มบาตร พระสังกัจจาย ฯลฯ

พ.ศ. 2517 พระครูอเนกธรรมประสาธน์ อดีตเจ้าคณะอำเภอบำเหน็จณรงค์ ได้ประชุมคณะสงฆ์และประชาชน ปรึกษาหารือเรื่องการสร้างทางถาวร ขึ้นสู่สำนักสงฆ์พระพุทธบาทเขายายหอม ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเส้นทางชั่วคราว แต่ละปีก็ย้ายเส้นทางใหม่ ที่ประชุมลงมติเห็นชอบที่จะให้มีเส้นทางถาวร โดยขอให้ทางราชการช่วยสำรวจ และดำเนินการสร้างในโอกาสต่อไป ดังนั้นเรื่องนี้พระครูอเนกธรรมประสาธน์จึงได้มอบหมายให้พระครูปราโมทย์สีลคุณ อดีตเจ้าคณะตำบลบ้านชวนเจ้าอาวาสวัดบึงชวน ได้เป็นผู้ดำเนินการเรื่องนี้ ร่วมกับญาติโยมส่วนหนึ่ง และข้าพเจ้านายวิทยา สกุลอนันท์ ผู้รวบรวมประวัติก็มีส่วนร่วมในการนี้ด้วย จากนั้นพระครูปราโมทย์สีลคุณ พร้อมด้วยญาติโยมได้ทำเรื่องราวเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ขอความอุปถัมภ์จัดช่างออกไปสำรวจเส้นทาง ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ได้สั่งให้หน่วย ร.พ.ช.ชัยภูมิไปสำรวจเส้นทางขึ้นพระพุทธบาทถาวร จากทางแยกบ้านซับใหญ่ 6 กิโลเมตรเศษ แล้วหน่วย ร.พ.ช. ยังได้นำเครื่องจักรกลมาดำเนินการบุกเบิกป่า ขุดตอ ยกคันดินเป็นถนน และจัดหาลูกรังมาลงถนนเป็นบางตอน ค่าใช้จ่ายทางคณะกรรมการวัดพระพุทธบาท ได้จัดหาเงินมาให้เป็นค่าน้ำมัน เพราะงบของทางราชการไม่มี ในการดำเนินการสร้างทางครั้งนี้ ก็นับว่าเป็นการวางรากฐานได้เท่านั้นเพราะงบของทางราชการไม่มี แต่ในปีแรก ๆ นี้ประชาชนที่ขึ้นไปบำเพ็ญกุศลในเทศกาลก็มีรถโดยสารขึ้นลงได้ นับว่าได้รับความสะดวกสบายกว่าแต่ก่อนมาก ครั้นปีต่อ ๆ มาถนนดังกล่าวก็ชำรุดสะพานไม้ข้ามลำกระจวนซึ่งสร้างมานานนับสิบ ๆ ปีแล้ว ก็ชำรุดหักพังไปตามกาลเวลา เมื่อถึงฤดูเทศกาลจัดงานประจำปีก็ต้องซ่อมแซมพอข้ามไปได้ ส่วนเส้นทางก็ขอความกรุณาจากผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ นำเครื่องจักรกลมาช่วยซ่อมพอใช้ได้ในเทศกาลเท่านั้น ทางคณะกรรมการก็ได้จัดหาเงินให้เป็นค่าน้ำมันเช่นเคยเพราะงบประมาณทางราชการไม่มีในการซ่อมเส้นทางและสะพาน ก็จะต้องกระทำอยู่อย่างนี้เป็นประจำทุกปี ดังนั้นรายได้จากการจัดงานประจำปีส่วนหนึ่งก็ต้องเจียดจ่ายมาไว้เป็นค่าน้ำมันรถที่จะมาซ่อมทางและค่าซ่อมสะพาน แต่อย่างไรก็ตามคณะกรรมการก็ยังได้นำรายได้จากการจัดงานประจำปี มาพัฒนาพระพุทธบาทแห่งนี้คือ ได้วางรากฐานโครงร่างสร้างมณฑปครอบรอยพระพุทธบาท เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กถาวร สิ้นเงินไปแล้ว 114,826 บาท 25 สตางค์ จัดสร้างกุฎี จัดสร้างศาลา ถังน้ำ ค.ส.ล. ศาลาพัก โรงครัวถาวร ซ่อมแซมขอบบ่อน้ำหินและอย่างอื่นอีก

สำหรับเส้นทางจากทางแยกถนนซับใหญ่ ขึ้นไปยังพระพุทธบาทนี้ คณะกรรมการทั้งฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาสหลายฝ่าย ได้จัดทำโครงการสร้างถนนและสะพานถาวรขึ้นไปยังพระพุทธบาท มีความยาว 6 ก.ม. 325 ม. ส่งเสนอจังหวัดชัยภูมิเพื่อของบประมาณจัดสร้างต่อไป และยังได้รับความอุปถัมภ์จากคณะพลังธรรมกรุงเทพฯ ได้ช่วยติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ในการจัดหางบประมาณสร้างทางและสะพานถาวรอีกส่วนหนึ่งด้วย พ.ศ. 2529 ทางราชการได้อนุมัติเงินงบประมาณ 3,869,100 บาท ตามโครงการแผนพัฒนาจังหวัดชัยภูมิ ให้ก่อสร้างที่ ชย. 12090 จากบ้านซับใหญ่ถึงพระพุทธบาทเขายายหอม และสร้างสะพาน ค.ส.ล. ข้ามลำกระจวนอยู่ในระหว่างเส้นทางนี้อีก 1 แห่งด้วย ซึ่งทางจังหวัดชัยภูมิได้มอบหมายให้หน่วยงานราชการเร่งรัดพัฒนาชนบท จังหวัดชัยภูมิ (ร.พ.ช.) รับไปดำเนินการต่อไป ทางหน่วย ร.พ.ช. จังหวัดชัยภูมิก็ได้ลงมือดำเนินการสร้างทางตามโครงการนี้ โดย ร.พ.ช. จังหวัดชัยภูมิเป็นผู้ควบคุมดูแล การก่อสร้างได้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วในปี 2529 พระภิกษุสามเณร ชีพราหมณ์ อุบาสก อุบาสิกา และพุทธศาสนิกชนผู้ไปแสวงบุญ ก็ได้ใช้ยวดยานพาหนะขึ้นลงได้สะดวกสบายมาก นอกจากนี้ประชาชนตามหมู่บ้านต่าง ๆ ก็ยังได้ใช้ประโยชน์ของเส้นทางนี้ไปประกอบอาชีพ และใช้พาหนะขน

ผลิตผลออกสู่ตลาดเพื่อจำหน่ายขายได้ราคาดีตลอดปี

พ.ศ. 2529 พระราชมงคลมุนี เจ้าคณะจังหวัดชัยภูมิผู้อุปถัมภ์พระพุทธบาทเขายายหอมได้มีหนังสือแจ้งไปยังกรมศิลปากร ขอให้สำรวจตรวจสอบพระพุทธบาทเขายายหอม เพื่อรับขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุ ทางราชการกรมศิลปากรได้สั่งให้

ศิลปากรหน่วยที่ 6 พิมาย ซึ่งอยู่ที่อำเภอพิมายจังหวัดนครราชสีมา และเจ้าหน้าที่ได้มาสำรวจตรวจสอบรอยพระพุทธบาทเขายายหอมครั้งที่หนึ่งเมื่อเดือน มกราคม 2530

ครั้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2530 เจ้าหน้าที่ศิลปากร หน่วยที่ 6 พิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ได้มาสำรวจตรวจสอบรอยพระพุทธบาทเขายายหอมเป็นครั้งที่สอง โดยการนำสำรวจของพระราชมงคลมุนี เจ้าคณะจังหวัดชัยภูมิ พระครูปราโมทย์สีลคุณ รองเจ้าคณะอำเภอบำเหน็จณรงค์ พระครูพินิจสมณวัตร เจ้าคณะตำบลบ้านชวน ร่วมด้วยนายวิรุฬ กากแก้ว ศึกษาธิการจังหวัดชัยภูมิ นายวิทยา สกุลอนันท์ นายสูตร ซีกพุดซา นายประสิทธิ์ พันชนะ คุณลั่นทม คูณขุนทด และผู้อาวุโสอีกหลายท่าน ที่ให้ข้อมูลในการสำรวจตรวจสอบพระพุทธบาทเขายายหอม เพื่อประกอบการพิจารณาขอขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุต่อไป

คณะกรรมการพระพุทธบาทเขายายหอม ทั้งฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาส ได้ประชุมลงมติเป็นเอกฉันท์ให้จัดมีงานมนัสการพระพุทธบาทเป็นประจำปีโดยกำหนดในวันขึ้น 11 ค่ำถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 รวม 5 วัน 5 คืน ของทุกปี

อนึ่งการเปิดบำเพ็ญกุศลนมัสการปิดทองพระพุทธบาทนั้น เปิดตลอดปีทุกวัน ทั้งนี้เพราะเส้นทางขึ้นลงวัดพระพุทธบาทเขายายหอม สะดวกสบายตลอดทุกฤดูกาล

คณะกรรมการพระพุทธบาทเขายายหอม ใคร่ขอกราบเรียนให้ทุกท่านทราบว่า รอยพระพุทธบาทเขายายหอมแห่งนี้ ตามที่คณะได้ค้นพบเห็นเป็นครั้งแรก หินริมฝั่งของฝ่าพระบาทจะมีการแตกหักบ้าง และในรอยจะมีร้าวบางแห่งเพราะสันนิษฐานว่าถูกไฟเผาและทุบตี เพราะหินสีแดงเหมือนถูกไฟเผา ครั้นต่อมากรรมการชุดแรก จึงได้ทำการบูรณะโดยใช้ปูนซีเมนต์ไปต่อเติมเสริมตรงที่แตกหักและอุดรูรอยร้าวต่าง ๆ แต่ยังคงรูปเดิมทุกประการ ในการบูรณะครั้งนี้กรรมการก็มีเจตนาดี เพื่อจะบูรณะให้รอยพระพุทธบาทอยู่ในสภาพครบบริบูรณ์ไม่แตกร้าว แต่ยังคงรูปเดิมอยู่ทุกประการ ตามที่ได้พบเห็นได้กล่าวมาแล้วตอนต้นจึงเรียนมายังพุทธศาสนิกชนได้โปรดทราบ และเข้าใจตามที่เรียนชี้แจงนี้ด้วย

หมายเหตุ ในการรวบรวมประวัติและลำดับเรื่องราวพระพุทธบาทเขายายหอมมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พุทธศาสนิกชนและอนุชนรุ่นหลังได้ทราบประวัติความเป็นมาไว้บ้าง ในการรวบรวมประวัติและความเป็นมา หากขาดตกบกพร่องผู้รวบรวมขออภัยด้วย และได้โปรดกรุณาบอกเล่ากระผมผู้รวบรวมและคณะกรรมการได้ทราบก็จะเป็นมหากุศลอย่างยิ่ง เพื่อจะได้นำมาเรียบเรียงเป็นประวัติเพิ่มเติมต่อไป อนึ่งในการรวบรวมประวัติและความเป็นมาของพระพุทธบาทเขายายหอมจะสำเร็จได้ ก็เพราะได้รับความกรุณาจากผู้ค้นพบพระพุทธบาททั้งฝ่ายสงฆ์และฆราวาสและผู้สูงอายุบอกเล่า นอกจากนี้ยังได้หลักฐานจากสมุดบันทึกเรื่องราวพระพุทธบาทเขายายหอม ของนายชม ประภาสโนบล อดีตกำนันตำบลบ้านชวนอีกด้วย กระผมนายวิทยา สกุลอนันท์ ผู้รวบรวมขอกราบขอบพระคุณทุกท่านที่ได้ให้ความร่วมมือ ในการรวบรวมประวัติและเรื่องราว

ของพระพุทธบาทเขายายหอมเป็นอย่างดี

……………………………………………………….

บนลานพระพุทธบาทเขายายหอม

ซึ่งมีบริเวณประมาณ 1000 ไร่ มีวัตถุโบราณตามธรรมชาติดังนี้

1. รอยพระพุทธบาท 2. ธรรมาสน์ 3. แท่นบรรทม

4. แท่นฉันท์ภัตตาหาร 5. แท่นพับสังฆาฏิ 6. เว็จกุฎี

7. เครื่องตั้ง 8. เรือสำเภา 2 ลำ 9. เจดีย์หินแปดหมื่นสี่พัน

10. รอยพรานบุญ 11. บ่อพรานล้างเนื้อ 12. บ่อล้างมือ

13. บ่อน้ำดอกเห็ด 14. เต่าหิน 15. รอยราชสีห์

16. บ่อน้ำหิน 17. บ่อน้ำพุทธมนต์ 18. สิงโต

19. แท่นพระ 20. บ่อน้ำทิพย์ 21. รอยช้างเล่น

22. เสื่อเงินเสื่อทอง 23. สุสานยายเหม็น 24. ปล่องพญานาค

25. น้ำตก 26. กรดพระศาสดา 27. ถ้ำหินรู

28. ถ้ำพระ 29. ถ้ำเพิง 30. ถ้ำเทวดา

31. ถ้ำสามพี่น้อง 32. ถ้ำเศรษฐี 33. ถ้ำกบ

34. ถ้ำฤษี 35. ถ้ำกระบอก 36. ถ้ำพญานาค

37. ถ้ำคชสาร 38. ถ้ำอาริยะ 39. ถ้ำมหาสนุก

40. ไทรงาม 41. ปราสาทสามพี่น้อง 42. พระสถูปเจดีย์