จุดบอด หรือ blind spot ในความหมายของหลายๆคน คือ จุดที่เรามองไม่เห็น มองข้ามไป เช่น ตอนเราขับรถ เราจะมองไม่เห็น ด้านซ้าย
แต่ จุดบอดที่ผม จะอธิบายครั้งนี้ ไม่ใช่จุดบอดทางกายภาพ หากแต่ เป็น จุดบอดในความคิด ในใจของพวกเรา .... เพราะ เราเชื่อแบบนี้ คิดแบบนี้ จึงพูดแบบนี้ โพสต์แบบนี้ ทำแบบนี้ สันดานแบบนี้ เราก็จะเจอ "ชะตากรรม" แบบนี้
ลอง มองหน้าเพื่อนเราทีละคน มองหน้าคนในทีวี ใน นสพ ทีละคน
ลองดูหน้า ลูกคุณแต่ละคน พี่น้องแต่ละคน
ลองดู ชื่อผู้คน เจ้าของกระทู้ ชื่อคนที่โพสต์เข้ามา ฯลฯ แล้ว ตอบมาสิว่า "คุณให้คะแนนแต่ละคนเท่ากันไหม ? "
คนที่รักชอบ ... คนที่รังเกียจ ใคนที่เคย "คาใจ" กัน ..คนที่ไม่รู้จัก คนที่หน้าตาไม่ชอบขี้หน้า
หากยังมีการให้คะแนน ก็คือ มีการ "ตัดสิน พิพากษา" มี VOJ เสียงภายในตัดสิน เข้าให้แล้ว
นี่แหละ "จุดบอด" ในใจของพวกเรา
เราเกิดมา ท่ามกลาง การยีดเยียด ให้ ท่อง ให้จำ ยัดเยียดให้เชื่อ ยัดเยียดให้เดินไปตามเส้นทาง ที่ ใครๆ บอกว่าดี ตั้งเป้าตามเสียงบ่งบอกของผู้คน เราเคยตั้งเป้าของเราเองไหม ฝันของเราเองไหม ?
เราผ่านเรื่องกระทบ กระเทือนใจ มากมาย จนซึมซับ เรื่อง บ้าๆ บอๆ เรื่อง คาใจมากมาย .... มันเป็น ปม ปมในใจ เป็น Mental model ของเรา เป็น จุดบอดของเรา
เราเคย ใคร่ครวญวิธีคิดของเรา ต่อเหตุการณ์ต่างๆบ้างไหม
เรา ตัดสิน พิพากษา เรื่องราว ผู้คนต่างๆ บนพื้นฐาน ของ I - in - me ไปมากน้อยเท่าไรแล้ว
เราเคย เปิดสมอง เปิดความคิด เปิดโลกทัศน์ เปิดมุมมอง เปิดโอกาสให้ตนเองรับรู้สิ่งใหม่ๆบ้างไหม
เราเคย "สืบค้น" ย้อนรอย หา ต้นตอ (Source) ที่มาของตนเองไหม เราเป็นใคร เราเกิดมาทำไม เรามาทำภาระกิจอะไร ตัวตนของเราเป็นอย่างไร
ถ้าเราเป็นผ้า ตั้งแต่เล็กๆ จนโต ถึงตอนนี้ เราโดน สี เปื้อนปน ไปมากน้อย กี่สีแล้ว ดำ แดง ฟ้า เหลือง ม่วง ส้ม ฯลฯ
ถาม : ลองทบทวนดูว่า เราเคย ตัดสินใจอะไรไปบ้าง ที่ใช้ "อคติ" ล้วนๆ แล้วผลที่ได้ออกมาเป็นอย่างไร ?
ตอบ : .......................................
(เรื่อง blind spot นี้ เป็นเรื่องที่ Otto C Scharmer เขียนไว้ ใน หนังสือ Theory U ฉบับปี 2007 นี่เอง เล่มหนามากๆ)
ขออนุญาตแสดงความเห็นนะคะ
ส่วนตัวดิฉันค้นพบศาสตร์หนึ่งที่ทำให้ช่วยวิเคราะห์ mental model ของตัวเองได้ดีมากๆ คือ "นพลักษณ์" หรือ "enneagram" ค่ะ
ดิฉันเห็นจุดบอดค่ะ พยายามใช้สติเป็นตัวช่วยและดูจิตของตัวเองค่ะ ไม่แน่ใจว่าจะได้ผล
อยากให้อาจารย์แนะนำและเสนอวิธีแก้ด้วยค่ะ
ลองเข้า fourth social field ดู แล้ว จะ ปิ๊งครับ
วันหนึ่ง ผมยืนอยู่ที่ วัดมกุฏคีรีวัน เขาใหญ่ (ทางไป วังน้ำเขียว) ผมมองไปที่เขาใหญ่ ในใจ ก็ กำลัง ใคร่ควรญ ถึง ความชั่วร้าย ของพวกตัดไม้ทำลายป่า แอบเข้าไปล่าสัตว์ ตัดต้นไม้ ฯลฯ
ผมได้ ยินเสียง หลวงปู่ดังลั่นมาจากด้านหลังว่า " วรภัทร์ ... ต้นไม้มันยังไม่เศร้าเลย เจ้าเศร้าไปทำไม"
เป็น วาทะธรรม ที่ทำให้ ต้อง ดึงตนเอง เข้า fourth field ครับ ... กลับไปถามตนอง .... "เราเกิดมาทำไม ? " "ภาระกิจ ในการมาเกิดในโลกมนุษย์ของเรา คือ อะไร ?"
สวัสดีค่ะ
อ่านแล้วนึกถึงหนังสือเรื่อง คำพิพากษา ของคุณชาติ กอบจิตติ ค่ะ
ส่วนตัวไม่ชอบพิพากษาใคร นึกถึงเรื่อง Minority Report ด้วยค่ะ
" Is it possible that the act of accusing someone of a murder could begin a chain
of events that leads to the slaying. "
บังเอิญเปิดเข้ามาพบ
เคยใช้อคติเป็นตัวตัดสินเยอะ
และผลที่ได้รับเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้จนถึงทุกวันนี้
ยิ่งใช้อคติมากเท่าไหร่
ผลที่ได้รับยิ่งเลวร้ายมากขึ้นเท่านั้น ดิฉันว่า
การใช้สติตัดสินนั่นแหละดีแล้ว
แต่อารมณ์ย่อมมาก่อนเหตุผลทุกครั้งไป
ห้ามไม่ได้เสียที
จะทำอย่างไรดีค่ะ
ส่งมาทาง mail ได้น่ะค่ะ
รับฟังทุกข้อแนะนำค่ะ