Routine to Research ทบทวนการทำงานประจำให้เป็นงานวิจัย

วันนี้..ฉันได้รับเชิญจากน้องจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส)

ให้ไปร่วมประชุมเพื่อระดมสมอง เพื่อถอดบทเรียนแนวคิดจากประสบการณ์เกี่ยวกับ R2R ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551

ที่สถาบัน สวรส จัด...เพื่อสนับสนุนให้มีการแลกเปลียนเรียนรู้ประสบการณ์ R2R ของคนแวดวงสาธารณสุข ให้เห็นคุณค่าของงานประจำที่ทำอยู่ทุกวี่ทุกวัน และส่งเสริมให้มีนักวิจัยหน้าใหม่เกิดขึ้นด้วย

เราเริ่มมาทบทวนตัวเองว่า เอ!! เรามีอะไรอยู่ในตัวเราบ้าง  ที่จะไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้

จุดเริ่มต้นของ R2R

ตั้งแต่ ปี 2547  เรามีโครงการ R2R ที่คณะกรรมการพัฒนางานวิจัยจัดขึ้น หัวหน้าพยาบาลของเราสนับสนุนให้นำเรื่องที่ทำมาแลกเปลี่ยนกัน

ตอนหลัง...ดิฉันเคยมีโอกาสไปเป็นวิทยากร R2R หลายครั้ง ทั้งในโรงพยาบาลตัวเองและนอกโรงพยาบาล

ในปี พ.ศ. 2548...  เรื่อง การประยุกต์แนวคิด Routine to research สู่การปฏิบัติ ให้กับแกนนำการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลทั่วประเทศ  ณ. โรงแรมมารวย กรุงเทพฯ

ตอนนั้นอาจเป็นเพราะ...เราทำงานประจำให้เป็นงานวิจัย โดยเฉพาะการพัฒนา...การให้ข้อมูลเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด เพราะตอนแรก..เรามีแผนให้ข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด เพราะผู้ป่วยกังวลมากเวลามารับยาเคมี อารมณ์ไม่ดี อยากกลับบ้าน เราก็คิดว่าถ้าเรามีการเตรียมความพร้อมให้เขาน่าจะดี  เราก็วางแผนการให้ข้อมูล  พอทำไปสักพัก  เราก็ต้องพิสูจน์การเตรียมพร้อมผู้ป่วยดีจริงไหม  ด้วยการทำวิจัยว่า จนรู้ว่า...วิธีการเตรียมผู้ป่วยที่เราถูกต้อง ใช้ได้

เมื่อได้ผลการวิจัย.... เราก็นำผลวิจัยมาใช้   โดยการจัดทำเป็นโครงการพัฒนาระบบการให้ข้อมูลสำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด 
หน่วย RU ของคณะแพทยศาสตร์   ได้นำคู่มือฯ  ที่ได้จากการทำวิจัยไปเผยแพร่ต่อ ไปทั่วทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ต่อมา....เราก็ทำงานประจำอื่นๆ  ให้เป็นงานวิจัย ดูผลงานได้ที่นี่ค่ะ   และนำผลวิจัยมาใช้สลับกันไป
ตอนนี้....เราก็กำลังทำวิจัยเรื่อง   การวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับยาเคมีบำบัด เพราะนโยบายของหน่วยงาน   อยากให้นำการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยมาใช้  ผู้ป่วยจะได้ดูแลตนเองที่บ้านได้ต่อเนื่อง
การจะทำงานประจำให้ได้ เราก็ต้องวางแผนการทำงาน โดยวิจัยไปด้วย    แผนการจำหน่ายที่จัดใช้โปรแกรมนี้จะดีไหม เราก็ต้องวิจัยไปด้วยเลย ขอทุนทำวิจัยจากคณะแพทย์ มข ได้ เราทำมา 1 ปี  เสร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังเขียนรายงานวิจัยค่ะ
ตอนหลังมามี...การทบทวนงานวิจัยหลายๆเรื่อง  มาประกอบในการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาล   โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-basedmuring practice) เพื่อพัฒนาสู่การปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best practice)
อะไร..ที่ทำให้เราเดินทางมาได้ในวันนี้
เมื่อเราทำงานประจำให้เป็นงานวิจัยแล้ว  เราก็มีโอกาสหลายอย่าง จากการที่คณะแพทยศาสตร์ มอบให้ทั้ง
ทั้งจัดอบรมให้   ให้ทุนในการทำวิจัย  มีหน่วยระบาดคอยดูแลเรื่องการวิเคราะข้อมูล มีห้องสมุดที่มีหนังสือมากมาย  มี Website ที่เราสามารถหาข้อมูลได้ง่าย  มีผู้ป่วยที่มีปัญหาซับซ้อนที่โรงพยาบาลต่างๆส่งต่อมาให้ รพ ดูแลรักษา
ทำวิจัยเสร็จ ยังมีสอนให้เราเขียนรายงานการวิจัย มีพี่เลี้ยงคอยแนะนำ นอกจากนี้ เรายังสามารถขอทุนไปนำเสนอทั้งในและต่างประเทศได้ 
จากการที่เราได้รับการดูแลจาก....พี่ๆที่เก่งแล้ว มีปัจจัยที่เอื้อให้เราทำวิจัยได้  มาถึงวันนี้เราก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่ เราก็หาทีมคอยดูแลน้องๆต่อไป ให้เขาเติบโตได้เช่นกัน
ในตอนหลังดิฉันได้มีโอกาส    เป็นประธานคณะกรรมการพัฒนางานวิจัย ของฝ่ายการพยาบาล รพ ศรีนครินทร์ มข
คลุกคลีกับวงการวิจัยมาหลายปี เรารู้สึกว่าทำงานไปได้พอสมควร เพราะเรามีน้องพยาบาลในทีมเราเก่งและดี ตั้งใจทำงาน ทำงานให้อย่างรวดเร็ว
ต่อมา...ทีมเรามีโอกาส  พิจารณาโครงร่างงานวิจัย  เพื่อพิจารณาให้ทุน InvitationResearch ของบุคลากรพยาบาล
นอกจากนี้  เราก็มีโอกาสเป็นคณะกรรมการพัฒนางานประจำให้เป็นงานวิจัย (R2R) ของคณะแพทยศาสตร์ มข มาประมาณ 3 ปี
มีโอกาสเรียนรู้จากอาจารย์แพทย์  ทั้งการวิเคราะห์เจาะลึกงานวิจัยที่มีฐานมาจากงานประจำ  ที่ทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่ประกอบด้วย แพทย์  พยาบาล เภสัชฯ  โภชนาการ ขอทุนมา  จากการทำงานตรงนี้ ทำให้เรามั่นใจมากขึ้น
หลายโรงพยาบาล เคยเชิญทีมเรา จาก รพ ศรีนครินทร์ไปสอน R2R ให้
R2R จากการทำงานประจำ...จนเป็นงานวิจัย  จากงานวิจัย...นำไปใช้ในการปฏิบัติ
R2R.....เป็นเรื่องเดียว...ที่ดิฉันไม่เคยเขียนลงใน blog
แต่มาวันนี้....เป็นโอกาสได้ทบทวนตัวเองสักครั้ง

  <p> </p>