เรื่องเล่าจากห้องเรียนชั้น ๑๐
คุณครูแคท - คัทลียา รัตนวงศ์
การสร้างความรู้ด้วยการตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นกระบวนการคิดนั้นเป็นวิธีการสร้างความรู้แบบดั้งเดิมที่ใช้ได้ผลมานาน ดังเช่นที่โสเครตีสเคยทำเมื่อหลายพันปีมาแล้ว และวิธีการดังกล่าวนี้ก็ยังคงใช้ได้ผลแม้ในยุคปัจจุบัน
ในชั่วโมงเรียนวิชาสังคมศึกษาของนักเรียนชั้น ๑๐ (ชั้นม.๔) โรงเรียนเพลินพัฒนา ครูผู้สอนจะพยายามตั้งข้อสังเกตและตั้งคำถามต่อเนื้อหาสาระต่างๆ ที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ไปแล้ว ทั้งจากการฟังบรรยาย การสัมมนากลุ่ม รวมทั้งการนำเสนองานของนักเรียนตลอดเวลา เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับวิธีการหาความรู้และการขยายผลของความรู้ที่ได้จากการอ่านและการบอกเล่าอยู่เสมอ
เมื่อครูทำเช่นนี้ไประยะหนึ่ง นักเรียนก็จะเริ่มมีทักษะในการตั้งข้อสังเกตกับเรื่องราวต่างๆ ดังเช่นที่ครูเคยทำ กับเรื่องที่ครูบรรยาย กับอ่านเอกสารที่ครูแจก กับภาพยนตร์ที่ชม และกับเรื่องราวในชีวิตประจำวัน
เมื่อถึงตอนนี้ ครูจะทำหน้าที่รับฟังทุกคำถาม เพราะสิ่งเหล่านี้เองที่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการหาความรู้ใหม่ของทั้งครูและนักเรียน ซึ่งดูไปแล้วก็คล้ายกับการได้ค้นพบหัวข้อใหม่ๆ ในการวิจัยนั่นเอง
คำถามที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นจากชั้นเรียน เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการหาความรู้ใหม่ๆ ร่วมกัน เพราะผู้เรียนจะมีความกระหายใคร่รู้และมีความพยายามที่จะหาคำตอบคำถามที่พวกเขาถามกันขึ้นมาเอง
อีกทั้งในบางคำถามที่ครูเองก็ไม่ทราบคำตอบ ทำให้ผู้เรียนที่อยู่ในวัยรุ่นรู้สึกตื่นเต้นและท้าทายที่จะช่วยกันค้นหาคำตอบ โดยไม่มีความกังวลว่าคำตอบนั้นจะผิดหรือถูก ตรงกับคำตอบที่ครูคิดหรือไม่ เพราะทั้งหมดคือความรู้ใหม่ที่ไม่มีผิด หรือถูก มีแต่ความสมเหตุสมผลว่ามากหรือน้อยเพียงใด หลักฐานที่นำมาสนับสนุนความคิดน่าเชื่อถือหรือไม่เท่านั้น
ในภาคจิตตะ นักเรียนชั้น ๑๐ได้เรียนประวัติศาสตร์โลกสมัยโบราณ ตลอด ๖ สัปดาห์ทั้งครูและนักเรียนได้นำเสนอความรู้เกี่ยวกับเมืองโบราณในที่ต่าง ๆ ของโลกมากมาย และได้ทำสัญลักษณ์ระบุตำแหน่งของเมืองเหล่านั้นไว้บนแผนที่
ในสัปดาห์ที่ ๖ นักเรียนคนหนึ่งยกมือขึ้น แล้วมองดูแผนที่อย่างแปลกใจ พร้อมกับถามขึ้นว่า “ครูครับ ที่เราเรียนนี่คือเมืองทั้งหมดแล้วใช่ไหม ยังมีอีกหรือเปล่าครับ” ครูก็ตอบว่า “ใช่ค่ะ หลักฐานที่มีในตอนนี้บอกเราว่ามีแค่นี้” แล้วก็ได้ยินเสียงพูดเบาๆ ว่า “แปลกจัง แผนที่โลกออกจะกว้าง มากระจุกตัวอยู่บริเวณแคบๆ แค่นี้เอง” จากนั้นครูก็ไม่ได้พูดอะไร ยิ้มให้ แล้วก็สอนต่อ
จากความสงสัยของนักเรียนเพียง ๑ คนนี้เอง ได้กลายเป็นโจทย์ที่นักเรียนทั้งห้องจะมาช่วยกันมอง และตั้งข้อสังเกตแบบเดียวกันกับนักเรียนที่ตั้งคำถามคนแรกว่า ทำไมแหล่งอารยธรรมที่สำคัญของโลกจึงมาเกิดขึ้นในบริเวณนี้ (เมโสโปเตเมีย อียิปต์ กรีก โรมัน อินเดีย และจีน)
นักเรียนคนนั้นยิ้มอย่างภูมิใจที่ครูเห็นว่าคำถามของตนเองเป็นคำถามที่น่าสนใจ จนครูให้เพื่อนๆ ในห้องช่วยกันหาคำตอบ หลังจากนักเรียนทุกคนได้โจทย์ที่แสนท้าทายนี้กลับไปหาคำตอบ
สัปดาห์ต่อมา มีนักเรียนมาเล่าว่าไปสอบถามจากครูหลาย ๆ ท่าน ได้คำตอบต่างๆ มากมาย และนักเรียนหลายคนบอกว่าใน internet ไม่มี มีแต่ข้อมูลมากมายว่าอารยธรรมเกิดที่ไหน แต่ไม่มีเว็บไซต์ใดบอกว่าทำไม
ครูก็เลยบอกนักเรียนว่า จากข้อมูลทั้งหมดเหล่านี้ หากเรานำมาประมวลหาลักษณะร่วมกันของแหล่งอารยธรรมแต่ละแห่งได้ ก็จะทำให้เราเห็นได้ว่าทำไมแหล่งอารยธรรมจึงเกิดขึ้นบริเวณดังกล่าว
เมื่อถึงกำหนดส่งและครูได้อ่านคำตอบของนักเรียนทุกคน มีความพยายามตอบคำถามต่างๆ มากมาย ทั้งหมดล้วนเป็นแง่มุมที่น่าสนใจที่นักเรียนชั้น ๑๐ คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ออกมาได้อย่างดี แต่ก็มีคำตอบของนักเรียนคนหนึ่ง ซึ่งประกาศตัวตั้งแต่เริ่มเรียนวิชาสังคมกับครูว่า “ผมเกลียดวิชาสังคมครับ” แต่เมื่ออ่านคำตอบของนักเรียนคนนี้ก็ต้องแปลกใจ เมื่อพบว่าเขาพยายามที่จะตอบคำถามนี้โดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เรียนในเทอมที่ผ่านมาอย่างมีขั้นตอนและเป็นระบบ
ปรากฏการณ์นี้ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า คำถามปลายเปิดจะเป็นสิ่งที่ช่วยเปิดองค์ความรู้ใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น เปิดโลกทัศน์ใหม่ ๆ ให้กับทั้งครูและนักเรียน นี่คงเป็นคุณูปการของคำถามปลายเปิดที่สร้างโอกาสให้นักเรียนได้ค้นคว้าอย่างอิสระ เปิดโลกจินตนาการให้กว้างไกล สร้างความรู้ใหม่ๆ ขึ้นด้วยความภาคภูมิใจว่า “นี่คือคำอธิบายของผม/หนู”
สวัสดีครับคุณครู
ดีมากครับ พอเด็กขึ้นมาถึงระดับอุดมศึกษา
เขาน่าจะคุ้นเคยที่จะคิดออกนอกจากสิ่งที่เขียนในตำรา
และนำไปสู่การเรียนรู้ที่ไกลออกไปที่บางทีไม่มีใครรู้
ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ อยากเรียนถามต่อว่า การเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา มีการส่งเสริมให้นักศึกษาคิดไกลๆออกไปจากกรอบของตำราอย่างไรบ้างคะ
อยากขอทราบความเป็นไปของมหาวิทยาลัยบ้าง โรงเรียนจะได้พอมองเห็นลู่ทางใหม่ๆ ว่าจะส่งพวกเขาต่อไปที่ไหน อย่างไรค่ะ
สวัสดีครับคุณครูใหม่
ขออภัยครับไม่ได้แวะเข้ามา ไม่ทราบว่าคุณครูจะถามต่อ
ผมอ่านงานของคุณครู ผมรู้เลยว่าคุณครูเป็นคนฉลาดมาก
ในระดับอุดมศึกษาก็มีส่วนของความรู้พื้นฐานระดับอุดมศึกษา ซึ่งอันนั้นแน่นอน จะยึดตำรา
ส่วนในรายวิชา เช่น สัมมนา วิชาหัวข้อปัจจุบัน (current topics) วิชาการศึกษาอิสระ (independent study) วิชาปัญหาพิเศษ (special problem) หรือบางแห่งเรียก senior project ในระดับปริญญาตรีหรือวิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษา เหล่านี้หลายครั้งเรื่องไปอยู่ที่ไม่มีใครมีคำตอบ อาจารย์อาจต้องการถามความคิดเห็น ดังนั้นนิสิตจะต้องใช้ความรู้ที่รู้แล้วในตำรามาช่วยอธิบายพร้อมกับเหตุผลอื่นที่เป็นไปได้
ถ้า ณ จุดนั้นเกิดความคิดใหม่ ก็จะนำไปสู่การพิสูจน์ ศึกษาจนเป็นความรู้ใหม่
เคยเจอว่า นิสิตจะตอบว่า ไม่มีคำตอบในตำรา
ถ้าเช่นนั้นก็จบกัน
ว
ขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะที่กรุณาเข้ามาให้ความกระจ่าง
ครูใหม่ :)