หากไฟผางมันดับลงในขณะที่บ่าวอู้สาวต้องมีการเสียผี

คืนฟ้างามยามเดือนสี่เหนือใกล้จะเป็ง(เพ็ญ)เดือนดวงเดียวลอยเด่นเดี่ยวกล๋างฟ้ากว้างดับแสงดาวหลบจ้อยหายแส้บหายสอย  หมู่บ่าวแถ่วหนุ่มใหญ่ต่างสุขใจที่ได้นำข้าวเปลือกใส่หลองไว้แล้ว ถึงเวลาที่ต้องหาคู่ให้เป็นฝั่งเป็นฝา

 หลังดาวหมูกอง(ดาวประจำเมือง)ขึ้นทางทิศตะวันตกเสียงพิณเปี๊ยะหัวจ๊างผสานเสียงสะล้อ เสียงซึงบรรเลงเพลงฤาษีหลงถ้ำ  เพลงผาสาทไหวดังแว่วลอยตามลมเย็นมาตามกอง(ถนน)ผ่านหมู่บ้านไอ้หนุ่ม  บ่าวแถ่วต่างพากันแอ่วสาวที่ตนเองหมายตาไว้  

 คืนวันนี้ไอ้หนุ่มบุญผายตั้งใจว่า "เป๋นจะไดก็เป๋นกั๋นจะต้องเอาอิหล้าคำมอยหื้อได้"

ฝ่ายอิหล้าคำมอยก็มานึกเถิงตั๋วเก่าว่า"อันว่าเฮานี้ก็เป๋นลูกสาวคนหล้า  เดือนสี่ปีแล้วพี่สาวเฮาพี่คำแปงก่อกิ๋นแขกแต่งงานไปแล้ว  คืนนี้พี่อ้ายบุญผาย ต้องมาหา  "  เสียงพิณเปี๊ยะหยุดลงหน้าบ้าน  "แม่นแล้วอ้ายบุญผาย   คืนนี้พี่อ้ายต้องมาโผดผายเฮา หื้อป๊นเป๋นสาวเคิ้นตามที่นัดหมายกันไว้ "  

 อินายคำมอยก็จ๊อยเป็นสัญญาณว่า "คืนฟ้าหนาว  ใจ๋สาวง่อมล้ำเผียบเหมือนเถื่อนถ้ำดงดำสิงขร  ดาวเดือนเคลื่อนคล้อย  น้ำย้อยตี๋นกล๋อน  ซบหัวลงนอนกอดหมอนฮ่ำไห้"

สิ้นเสียงจ๊อย เสียงซ่วยตี๋น(ล้างเท้า)ดังขึ้นพร้อมกับเสียงอะแฮมของบุญผายที่หัวกะไดด้านล่าง  อินายคำมอยรีบนำเอาผางมัน(โคมไฟน้ำมันก๊าด)เข้าหลบเงาเสาทำทีนั่งเด็ดผักแคบ(ตำลึง)เตรียมแกงแคใส่บาตรพรุ่งนี้เช้า บุญผายขึ้นบนบ้านเหมือนดั่งเคยอู้จ๋าจีบกันไปตามประสาหนุ่มสาว

"น้องกิ๋นข้าวแลงกับหยังจาหา "   

"เออ..ข้าเจ้ากิ๋นข้าวแลงกับแก๋งบ่ะฟักเจ้า"    

 คำว่าแก๋งบ่ะฟักในภาษาหนุ่มสาวล้านนาหมายถึงฮักขนาด(รักที่สุด)เมื่อสาวพูดทำนองนี้ยิ่งทำให้บุญผายมั่นใจว่าคืนนี้แหละหนาต้องให้ไฟดับ

บุญผายนึกในใจว่า" เดือนสี่ แปด  สิบสอง  เสียศุกร์ กับปุ๊ด(พุธ)"หมายความว่าเดือนสี่ แปด และเดือนสิบสองเหนือวันเสียคือวันศุกร์และวันพุธ

"แต่วันนี้เป็นวันเสาร์วันมั่นคง "   บุญผายบอกกับตัวเอง   เวลายามคืนผ่านไปจนเดือนลอยเกิ่งฟ้าค่อนคืน เพื่อนบ่าวหนุ่มต่างพากันจ๊อยลาสาวล่องกอง(ผ่านตามถนน)กลับบ้าน   หนุ่มบุญผายใช้ผ้าขาวม้าโยนผ่านเปลวไฟดับวูบ ผ้าขาวม้าตกพาดตักสาวคำมอย  พร้อมกับมือหนุ่มตั๋วป้อ(คนรักชาย)โอบกอดตั๋วแม่(คนรักหญิง)บนเติ๋นแสงเดือนเลือนลางส่องทางให้คู่บ่าวสาวรีบจูงมือกันเข้าห้อง

แม้ดวงเดือนคล้อยต่ำแต่ค้างฟ้าเกือบส้าวบนยอดอยทิศตะวันตกเสียงไก่ขันตั้งสลับกับเสียงนกจี๋แจ้บเพรียกไพร..จี๋...แจ้บ..แจ้บ....  จี๋..แจ้บ..แจ้บ   ๆๆ            ไก่ขันเลยซ้อยๆ  ดาวพะก๋าย(ดาวประกายพรึก)โผล่ขอบฟ้าด้านตะวันออกลอยเด่นท่ามกล๋างแสงเงินแสงทอง  คนล้านนาเรียกเวลายามนี้ว่า"ตี๋นฟ้ายก"  คือเวลารุ่งอรุณสีฟ้ามุ่ย อิ้น ส้ม เหลือง ห้อมคราม แซมสีออน หลากหลายสี อาบหมู่เมฆก้อนใหญ่น้อยลอยตัว    รอเวลาแสงดวงตะวันขึ้นมาบอกเวลาวันใหม่

หมอกเหมยยามเดือนสี่เหนือ(เดือนยี่ใต้)ลอยควันหม่นจับยอดดอกอ้อ-กอแขมริมฝั่งน้ำกลีบไม้ใบหญ้าริมฝั่งน้ำเปียกโชกชุ่มด้วยน้ำค้างยามคืนผ่านผัน    ผิวแม่น้ำคลายละอองหมอกควันอ้อยอิ่งล้อสายลมเย็นหน้าหนาว

หนุ่มบุญผายรีบตื่นแต่เช้ารอขอขมาพ่อแม่คำมอย และตกลงนัดหมายในการแลกขันผีปู่ย่ากันและกัน

ต่อเมื่อถึงมื้อจั๋นวันดีผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงก็ถือขันผีไปบอกผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าว

"เออ...วันนี้หมู่เฮาจะมาเอิ้นบอกกล่าวว่า เมื่อคืนก่อนควายปู๊หงานบ้านนี่ไปพังฮั้วบ้านเฮาขอหื้อคนใหญ่บ้านนี้ไปแป๋งฮั้วหื้อมันดีงามกำเน้อ..."(วันนี้พวกเราจะมาบอกว่าควายผู้บ้านนี้ไปพังรั้วบ้านเราขอให้ผู้ใหญ่หรือเจ้าของไปทำรั้วให้ใหม่ดีงามทีเถอะ)

ฝ่ายผู้ใหญ่เจ้าบ่าวก็ว่า"  เอ่อนั้น..เป๋นจะอั้นกาหา  ควายหงานบ้านนี้มันฮ้ายพ่อง แต่มันก่อฮักแต๊ เอาแต๊เน้อ เหมือนดั่งคนโบราณว่า  คนฮักแต๊มันตึงบ่ถอย บ่ะผาจนดอยบ่แตกก็บ้าง...บ่เป๋นหยังฝ่ายคนใหญ่ตางเพ้ ก็จะไปเสียผีไฟดับหื้อกับหมู่เฮา  จะได้เป็นผีเดียวกั๋นเหียกำ  จะได้เป๋นพี่น้องกั๋น "(เออ  เป็นดังนี้เหรอ..ควายหงานบ้านนี้มันเกเรอยู่บ้างแต่มันก็รักจริง เอาจริง เหมือนดั่งคนโบราณว่า คนรักจริงมันต้องไม่ถอย ก้อนผาชนดอยไม่แตกก็บิ่นบ้าง  ไม่เป็นไรผู้ใหญ่ทางนี้ก็จะไปเสียค่าผีไฟดับให้กับพวกเรา จะได้เป็นผีเชื้อสกุลเดียวกันเสียที  จะได้เป็นพี่น้องกัน )

เมื่อทุกอย่างลงเอยกันด้วยดีผู้ใหญ่ทางเจ้าบ่าวก็นำขันผีฝ่ายชายไปเสียผีไฟดับให้แก่เจ้าสาวเป็นอันว่าผีไฟดับก็เอวังเท่านี้แล....เรื่องใหม่ก็จะมาเล่าวันใหม่แล....