เมื่อตอนเย็นได้รับสายๆ หนึ่งครับ ทักทายด้วยการสลาม แล้วถามว่าใช่อาจารย์จารุวัจน์หรือเปล่า พอแน่ใจว่าใช่แล้ว ปลายสายก็แนะนำตัวครับ พร้อมกับบอกว่าเป็นนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ผมก็เลยแย้งว่า แอะ ไม่ใช่เป็นศิตย์เก่าแล้วหรือ ปลายสายก็ตอบกลับทันทีครับ ยังรับไม่ได้กับการเป็นศิตย์เก่า ยังอยากเป็นศิตย์ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ตลอดไปครับ (แหม่ คารมลูกศิตย์) ที่สำคัญปลายสายยังบอกว่า ได้อ่านบล็อกของผมและได้คอมเม้นต์แล้วด้วย ผมก็บอกว่ายังไม่เคยเห็นมีคอมเม้นต์จากศิตย์เก่าเลย คำตอบคือ ใช้นามแฝงครับ
ที่ผมอยากนำมาเขียนในบันทึกนี้ เพราะปลายสายได้ถ่ายทอดประสบการณ์ของเธอในชีวิตของการทำงานได้อย่างน่าสนใจครับ คำพูดสำคัญๆ ที่น่าสนใจคือ "เกรดเป็นใบเบิกทาง แต่กิจกรรมสมัยเรียนเป็นเครื่องมือสู่ความสำเร็จในการทำงาน" คำพูดนี้ผมชอบมากครับ เพราะผมพยายามพูดกับนักศึกษาหลายต่อหลายรุ่น แถมด้วยหลายสถาบันด้วยว่า กิจกรรมเป็นแบบจำลองที่สำคัญในการนำความรู้ที่ได้เล่าเรียนมาไปทดลองใช้ หากไม่ทำกิจกรรมก็จะขาดประสบการณ์และความมั่นใจในการทำงาน กิจกรรมสอนหลายอย่าง สอนให้ทำงานกับคนอื่นเป็น และจากปลายสายที่โทรมาคุยกับผมเป็นคนหนึ่งที่ได้ประจักษ์กับความจริงข้อนี้แล้วครับ
ปลายสายบอกว่า ปัจจุบันทำงานสองที่ครับ คือเป็นครูประจำโรงเรียนแห่งหนึ่งและได้เป็นอาจารย์พิเศษของสถาบันอุดมศึกษาอีกแห่งหนึ่งด้วย เธอเล่าให้ผมฟังว่า อีก(จำไม่ได้แล้ว) เธอ(เฉลยแล้วครับว่าเป็นหญิง) ได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรบรรยายให้กับน้องๆ นักศึกษา(ถ้าผมจำไม่ผิด) เกี่ยวกับแนวคิดเพื่อให้ประสบความสำเร็จในการทำงาน สาเหตุที่เธอถูกเชิญ อันเนื่องจากเธอเป็นมุสลิมะห์ที่ปิดหน้าครับ (หมายถึงเหลือไว้แต่ลูกกะตาครับ ฮิฮิ) แต่สิ่งนั้นไม่ได้เป็นอุปสรรค์กับการทำงานในสังคมกรุงเทพฯ เลยครับ กลับเป็นพลังพลักดันความมุ่งมั่นของเธอในการทำงานอีกด้วย
ในระหว่างคุย ผมจับประเด็นได้บ้างไม่ได้บ้างครับ เนื่องจากกำลังอุ้มเตาฟิกซึ่งกำลังใช้พละกำลังเปล่งเสียงร้องให้อยู่ครับ แล้วสายโทรศัพท์ก็หลุดไปเสียเฉยๆ และแล้วแบตเตอรี่โทรศัพท์ของผมก็หมดไปพร้อมกัน แต่ก็ได้ความรู้สึกที่ดีกับความสำเร็จหนึ่งของการทำงานของหลายๆ ส่วนหลายๆ ภาคของสถาบันอุดมศึกษาเล็กๆ อย่างมหาวิทยาลัยอิสลามยะลาแห่งนี้
ส่วนตอนใกล้เที่ยงของวันนี้ ผมก็ได้มีโอกาสพูดให้นักศึกษาทั้งคณะฟังในโครงการครอบครัวศิลปศาสตร์ฯ ครับ (แต่จริงๆ ที่เข้าฟังกลับมีนักศึกษาคณะอื่นจำนวนไม่น้อยเหมือนกันครับ แถมท้ายรายการ นักศึกษาที่แสดงความคิดเห็นกลับเป็นนักศึกษาจากคณะอื่นด้วยครับ) ผมคุยให้นักศึกษาฟังเกี่ยวกับหลักสูตรใหม่ที่จะเปิดในปีการศึกษาหน้าครับ จากนั้นเน้นย้ำถึงภาระหน้าที่ของการเป็นนักศึกษา ซึ่งผมขยายความต่อจากท่านรองคณบดีฝ่ายกิจกรรมนักศึกษาฯ พูดถึงในเรื่องของการฮิจเราะห์ (การอพยพของท่านศาสนฑูต) ว่านักศึกษาที่นั่งอยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ คือ มูฮาญีรีน (หมายถึงผู้อพยพ เฉกเช่นเดียวกับบรรดาซอฮาบะห์ที่พวกเขาอพยพตามท่านศาสนฑูตไปยังมาดีนะห์ ทั้งๆ ที่หลายท่านมีโอกาสที่ดี มีอาชีพที่ดีในนครมักกะห์) เพราะพวกเราเป็นผู้ที่อพยพจากสถานที่ที่ยังไม่มีการเรียนการสอนสิ่งดีๆ มายั่งสถานที่ที่มีการจัดการเรียนการสอนสิ่งดีๆ สิ่งที่เป็นอัลฮัก (สัจจธรรม) และหากเราดูประวัติศาสตร์จะพบว่า ท่านศาสนฑูตจะกลับไปยังมักกะห์อีกครั้งหนึ่ง ไม่ได้กลับไปยึดครอง แต่เป็นการกลับไปเพื่อนำพาสัจจธรรมและขยายสัจจธรรมดังกล่าวให้แพร่หลายไปอย่างกว้างขวาง
ดังนั้นในฐานะที่นักศึกษาทั้งหมดเป็นมูฮาญีรีนจะต้องเตรียมคำตอบให้ได้ว่า การกลับไปยังภูมิลำเนาเดิมในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ อะไรคือการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม อะไรคือสิ่งที่เราจะนำไปนำเสนอให้แก่สังคม
ผมเน้นย้ำให้นักศึกษาถึงสิ่งที่คนเป็นนักศึกษาและเป็นผู้รู้ต้องมี คือ การน้อบน้อมถ่อมตน ยอมรับการตักเตือน และคำสอนดีๆ อยู่เสมอ ความเย่อหยิ่งความลำพองจะทำให้ผู้ศึกษาไม่สามารถเรียนรู้สิ่งดีๆ ได้
ผมเน้นย้ำนักศึกษาเกี่ยวกับการให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ต่างคณะ อย่างทำให้กำแพงของความเป็นคณะกีดกันการเรียนรู้กับเพื่อนระหว่างคณะ ให้เรามีความเอื้อเฟื้อกับเพื่อนของเราที่อยู่ต่างคณะ ผมยกตัวอย่างขึ้นมาอย่างหนึ่งครับ คือ เรื่องของการให้ทุนการศึกษา ซึ่งวันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่คณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ได้มอบทุนซากาตให้กับนักศึกษาอีกครั้ง แต่ถ้านักศึกษาพิจารณาดูจะพบว่าทั้งสองครั้ง ผู้บริหารคณะฯ ไม่เคยให้ทุนเฉพาะนักศึกษาของคณะ แต่เราให้ทุนกับนักศึกษาทุกคณะ นั่นเพราะเราต้องการให้นักศึกษาได้คิดด้วยว่า เราไม่ได้ต้องการให้ความเป็นคณะเป็นกำแพงขวางกันความสัมพันธ์

(ภาพการมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษา ชื่อทุนคือ สุนีย์-บาหารี นารีเปน เป็นที่น่าเสียดายครับที่ถ่ายภาพตอนมอบไม่ทัน มาเปิดเครื่องถ่ายทันตอนนักศึกษาหญิงแล้ว ส่วนกล้องถ่ายรูปของคณะก็แบตฯ หมด)
ส่วนเรื่องของผมในด้านการเรียนจริงๆ วันนี้เป็นวันฟ้าใสครับ เสร็จจากงานเที่ยงครึ่ง ผมก็รีบเยียบรถไปมอ. เพื่อนั่งเรียนครับ แต่ที่สำคัญต้องแวะละหมาดที่มัสยิดรายอ จะบังติกอ แล้วก็เข้าเรียนสายไปสิบห้านาทีครับ สรุปว่าใช้เวลาขับรถจริงๆ ประมาณยี่สิบห้านาทีครับ ไปถึงก็ขอเวลาพักก่อน โดยให้เพื่อนร่วมชั้นนำเสนอก่อน
เหตุที่ผมว่าเป็นวันฟ้าใส เพราะวันนี้เป็นวันแรกที่ผมได้นำเสนอเค้าโครงวิทยานิพนธ์ของผมให้อาจารย์ฟัง พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากอาจารย์ หลายวิชาเมื่อเทอมที่แล้วและเทอมนี้นำเสนอให้หลายคนฟังก็ไม่มีใครให้ข้อเสนอแนะครับ พยักหน้าเฉยๆ เลยไม่รู้ว่าจะปรับเปลี่ยนตรงไหน มีครั้งหนึ่งที่ ผศ.ดร.วสันต์ คณบดีศึกษาศาสตร์ แนะนำว่า เข้าใจแล้วว่าจะทำอะไร เพียงแต่ชื่อยังไม่เห็นความท้าทาย
รอบนี้ผมเลยเปลี่ยนชื่อให้เห็นความท้าทายและชัดเจนขึ้นครับ โดยใช้ชื่อว่า "การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนในระบบอีเลิร์นนิ่งสำหรับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามโดยประยุกต์จากทฤษฏีการศึกษาในอิสลาม (The Development of Instructional Model for Islamic Private School, Applied from Islam Education Theory) "
ที่ได้รับคำแนะนำคือชื่อภาษาอังกฤษครับ อาจารย์ให้ใส่ , หลัง School และเปลี่ยนจาก Apply เป็น Applied อันนี้ได้คำชมเป็นครั้งแรกครับ
ส่วนรูปแบบวิธีการวิจัย ผมนำเสนออาจารย์ว่าเป็นงานวิจัยแบบ R&D บวกกับการวิจัยแบบมีส่วนร่วม โดยเป็นการพัฒนารูปแบบพร้อมกับการสร้างเนื้อหาบทเรียนในระบบอีเลิร์นนิ่งโดยครูที่ผ่านการอบรม แต่อาจารย์ท่านไม่เห็นด้วย เพราะดูเหมือนว่ามีวิธีการวิจัยที่ไม่สอดคล้องกันบางประการ สุดท้ายก็เลยสรุปหลักการเบื้องต้นว่า เป็นการวิจัยแบบ R&D ร่วมกับวิจัยเชิงปฏิบัติการ (ส่วนจะแบบมีส่วนร่วมหรือไม่ก็ให้ผมคิดออกแบบเองแล้วกัน)
โล่งอกครับ ที่อาจารย์ รศ.ดร.วิรัตน์ ธรรมาภรณ์ ให้ความอนุเคราะห์วิจารณ์เค้าโครงวิทยานิพนธ์ผม ไม่งั้นผมก็ไม่รู้ว่าจะเดินต่อยังงัยดี เนื่องจากผมยังหาอาจารย์ที่ปรึกษาไม่ได้ ต่างจากอีกเพื่อนร่วมชั้นอีกสองคนที่มีแล้วอย่างไม่เป็นทางการ (สัปดาห์หน้า ผมต้องนำบทที่หนึ่งไปเสนอท่านอีกครั้งหนึ่งครับ)
ออ.วันนี้มีเรื่องไม่รู้น่าเสียดายอยู่เรื่องหนึ่งครับ คิดเบื้องต้นเดาว่า เนื่องจากอาจารย์ที่ปรึกษาประจำรุ่นหนึ่งเป็นกังวลกับสภาพคล่องทางการเงินของผมกระมั่ง เพราะท่านถามผมหลายครั้งครับว่า พร้อมสำหรับการไปดูงานที่อเมริกาแล้วยัง ผมมักจะตอบท่านเสมอว่า ผมยังไม่ได้คิดถึงค่าใช้จ่ายสำหรับอเมริกาเลยครับ เพราะตอนนี้แค่มีเงินจ่ายค่าเทอมก็โอเคแล้ว ฮาฮาฮา วันนี้อาจารย์เลยบอกผมว่า มีทุนผู้ช่วยสอนอยู่ สนใจมัย ฟรีค่าเทอม แถมมีค่าสอนด้วย อาจารย์ยังพูดไม่ทันจบเลยครับผมตอบทันทีครับว่าสนใจมาก แต่พออาจารย์พูดเงื่อนไขต่อมา ผมถึงกับต้องเปลี่ยนสีหน้าเลยครับ คือ แต่เมื่อจบแล้วต้องเป็นอาจารย์ที่นี่นะ ชดใช้ทุน โอ้เหมือนฝนตก แต่บังเอิญไม่ได้ลงถังน้ำครับ ลงบนทะเลทรายเสียนี้ ผมตอบอาจารย์ไปว่า ถ้าขืนผมรับทุนนี้ ผมจะมีคนคบด้วยมัยเนี๊ยะ อาจารย์ก็เหมือนจะรู้คำตอบอยู่แล้วครับว่า ผมคงต้องตอบอย่างนี้ เลยตอบผมว่า เออ มันก็ใช่ (เรื่องเงินๆ ทองๆ นี้เรื่องสำคัญครับ ดังนั้นใครที่เก็บไว้เยอะๆ ก็อย่าลืมจ่ายซากาตด้วยนะครับ)
ถ้าถามว่า การเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอย่างมอ. ผมว่าน่าสนใจครับและที่ผ่านมารุ่นพี่ผม รุ่นน้องผมที่ผมชวนมาทำงานที่มอย. แล้วได้รับเชิญให้ไปเป็นอาจารย์มอ. เขาปรึกษาผมๆ ไม่เคยไม่สนับสนุนเลยครับ เพราะแน่นอนครับสถาบันแห่งนั่นสี่สิบปี ส่วนมอย.เพียงสิบปี เพียงแต่สำหรับผมต่างกันครับ ผมรู้สึกเสมอถึงความรับผิดชอบที่ผมต้องมีและต้องทำในสถาบันแห่งนี้ มีความท้าท้ายอีกเยอะแยะที่รอให้ผมพิชิตมัน และคนอีกจำนวนไม่น้อยที่รอคอยเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่จากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ แล้วผมจะทิ้งไปได้อย่างไร (ถึงแม้ค่าตอบแทนของที่นี้จะน้อยกว่าข้อเสนอของมอ.ก็ตาม)
ผมเคยคุยกับหลายคนครับว่า ผมทำงานในสถาบันแห่งนี้อย่างมีความสุขเพราะมีความท้าทาย ยิ่งผมมาอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารคณะ ผมก็ยิ่งมีความท้าทายมากขึ้น แต่ถ้าวันใดผมมั่นใจว่าจะไม่สามารถพิชิตความท้าทายนั่นได้แล้ว หรือหมดความท้าทายแล้ว ผมจะลงจากตำแหน่งทันทีเพื่อให้คนอื่นที่พบความท้าทายขึ้นมาทำแทน
และคำตอบของปัจจุบันคือ ผมพิชิดความท้าทายได้เพียงเสี้ยวหนึ่งเองครับ แล้วผมจะทิ้งไปได้อย่างไร
ส่วนคำถามอีกหนึ่งตอนนี้สำหรับผมคือทุนที่จะใช้ในการไปดูงานจะหาจากไหน คำตอบง่ายๆ ครับ คือ ขอดุอาอยู่ครับ ถึงเวลาคงได้มาเอง และเท่าที่จำความได้ ผมไม่เคยถึงทางตันครับ เพราะผมขอดุอาในทุกภารกิจของผมครับ และจะดียิ่งขึ้นถ้ามีคนหลายๆ คนช่วยขอดุอาให้ผมด้วย
สลามและดุอา
ภาพนี้เป็นกิจกรรมเมื่อคืนก่อนครับ ในโครงการสืบสานสายใยครอบครัวมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ที่บุคลากรทุกคนของมหาวิทยาลัยได้มานอนที่เดียวกัน ตื่นตอนใกล้รุ่ง (ตีสามครึ่ง) เพื่อการละหมาด และการชาร์ตแบตเตอรี่แห่งการทำงานครับ งานนี้ท่านอธิการย้ำถึงจุดยืนของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ที่ต้องการเป็นเราะห์มัตของประชาชาติ เป็นทางนำของมนุษยชาติ นำพาความดีไปยังทุกคน ทุกเชื้อชาติ และมหาวิทยาลัยแห่งนี้คือภาพลักษณ์ของมุสลิมในประเทศไทย เป็นหน้าตาของทุกคน เป้าหมายทั้งหมดนี้จะสำเร็จได้ก็ต้องด้วยความร่วมมือของทุกคน ซึ่งก็ด้วยการอนุมัติจากอัลลอฮ์เท่านั้น
ความพยายามอยู่ที่เรา ความสำเร็จอยู่ที่อัลลอฮ หนูเป็นกำลังใจให้นะค่ะ อาจารย์จะอยู่ในดุอาของหนูตลอดไป พระอง์อัลลอฮจะตอบรับดุอาของบ่าวเสมอตราบใดที่บ่าวยังวิงวอนขอจากพระองค์
ขอให้กำลังใจและช่วยกันดุอาอฺ สถานการณ์ที่อาจารย์เจอไม่ต่างอะไรกับผมเลยครับเพราะตอนที่อาจารย์ ม.ทักษิณจะพาไปลงพื้นที่ สถานที่ๆอาจารย์บอกมาคือจีนให้เก็บเงิน ผมคิดในใจไม่เสนออะไร ขณะนั้นอย่าว่าเก็บเลย ขนาดจะกินกินแต่ละวันก็สุดๆแล้ว แต่สุดท้ายเพื่อนก็เสนอไปแค่มาเลย์ได้ไหม ผมอัลฮัมดุลิละฮฺมากครับ เพราะถ้าไปจีนต้องเสียหลายหมื่น และข้อเสนออย่างเดียวกันคือเรื่องสอน ผมอมยิ้มเป็นคำตอบทุกครั้ง เพราะความคิดตั้งแต่แรกแล้วว่า ถ้าผมจะต้องไปทำงานที่อื่นแล้วตัวผมจะมีประโยชน์ต่อประชาชาติของพระองค์หรือเปล่า...ผมเลยอมยิ้ม เหตุผลหนึ่งที่นับถืออาจารย์ก็เพราะอาจารย์มีความสุขกับงานที่ทำทั้งๆที่ภาระงานก็ใช่ย่อย และเห็นด้วยที่ดุอาอฺจะช่วยไม่ให้เราถึงทางตันผมเรียนปริญญาตรีจน ป.โท ขณะนี้ก็ด้วยสิ่งนี้แหล่ะครับ หวังว่ามหาวิทยาลัยคงเห็น...ว่าที่ ดร.คนใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้ อามีน
ขอบคุณกำลังใจจาก kulaibah และ
เสียงเล็กๆ มากครับ
เมื่อปีที่แล้วพี่สาวผมไปดูงานที่จีน ไปแบบประหยัดครับ (โดยการลดของฝาก) ฮิฮิ ได้ผลครับ ใช้งบน้อย
เราต้องมาร่วมกันขอดุอากันแล้วนะครับ