ผมเป็นคนชอบเรียนประวัติศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก โดยเรียนจากการอ่านหนังสือ เช่น หนังสือประวัติศาสตร์สากล แต่งโดยหลวงวิจิตรวาทการ ๑ ชุด ๕ เล่ม ผมอ่านจบตอนเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ แต่ตอนแก่ผมโชคดี พบวิธีเรียนประวัติศาสตร์ที่ง่ายและสนุกกว่ามาก คือดูหนัง และหนังที่ดีคือหนังทีวี BBC
เช้าวันมหามงคล ๕ ธ.ค. ๕๐ อากาศเย็นสบาย ผมนั่งที่ระเบียงข้างบ้าน ดูหนังทีวี BBC Four ชุด The Wonderful World of Albert Khan ที่ได้มาจาก อ. หมอปรีดา มาลาสิทธิ์ หนัง series นี้เอาพิพิธภัณฑ์ภาพของ Albert Kahn มหาเศรษฐีชาวฝรั่งเศส มาเดินเรื่อง (ท่านผู้นี้มีประวัติอยู่ในวิกิพีเดีย http://en.wikipedia.org/wiki/Albert_Kahn_%28banker%29 ) เป็นเรื่องราวของผู้คนใน ๕๐ ประเทศทั่วโลก ในช่วงเวลาเกือบ ๑๐๐ ปีมาแล้ว คือเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๐๘ โดยท่านส่งนักถ่ายภาพไปถ่ายภาพทั่วโลก ในช่วงเวลากว่า ๒๐ ปี ให้ชื่อว่า โครงการ Archive of the Planet โดยมีเป้าหมายให้ผู้คนได้เรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ ในโลก จากสิ่งที่เขาเรียกว่า Visual Archive นี้ เชื่อว่าความรู้ความเข้าใจนี้จะช่วยสร้างสันติภาพแก่โลก มรดกที่ Albert Kahn ทิ้งไว้ให้แก่โลกคือภาพชีวิตและเหตุการณ์ ๗๐ ล้านภาพ และภาพยนตร์สารคดีกว่า ๑๐๐ เรื่อง
แค่ตอนที่ ๑ ว่าด้วยเรื่องชีวิตของ Albert Khan ก็น่าสนใจสุดๆ เขาเป็นเด็กบ้านนอกเชื้อสายยิวในแคว้น อัลซ้าส ชายแดนฝรั่งเศส-เยอรมัน มาเป็นเสมียนในปารีส และเปลี่ยนชื่อจาก Abraham เป็น Albert จนร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ในฝรั่งเศส แล้วยากจนสิ้นเนื้อประดาตัวในช่วงสุดท้ายของชีวิต คือเขาร่ำรวยด้วยความสำเร็จในธุรกิจ และยากจนลงเพราะความล้มเหลวของธุรกิจ เขาไม่ได้แต่งงาน และไม่มีทายาท สิ่งที่เขาทิ้งไว้เป็นสมบัติแก่โลกคือผลงาน “บันทึก” ชีวิตผู้คนและเหตุการณ์ทั่วโลก ด้วยกล้องถ่ายรูปขาวดำ สี และภาพยนตร์ โดยบันทึกในช่วงแรกๆ ของเทคโนโลยีถ่ายภาพสี ให้เห็นภาพของสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยในหลายเมืองเขาส่งช่างภาพไปบันทึกภาพซ้ำๆ ในช่วงเวลาที่ห่างกันหลายปี
ในฐานะคนบ้า KM ผมมองว่านี่คือรูปแบบหนึ่งของ KM เพราะเป็นการที่ BBC เอาภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ที่ Albert Kahn ว่าจ้างให้ช่างภาพบันทึกไว้ เอามาตีความ ปะติดปะต่อกับเหตุการณ์บ้านเมือง เหตุการณ์ของโลก เชิญนักประวัติศาสตร์มาให้ความเห็นเป็นช่วงๆ ทำให้เกิดความเข้าใจที่ลึกและเชื่อมโยงต่อชีวิตผู้คนและสังคมในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๑ และหลังจากนั้น
นี่คือวิธีเขียนประวัติศาสตร์ยุคใหม่ ไม่ใช่ “เขียน” แต่เป็นการ “ปะติดปะต่อเรื่องราว” โดยไม่ใช้ตัวหนังสือให้อ่านประวัติศาสตร์ แต่มีภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ภาพและเสียงจากเหตุ เสียงบรรยาย และเสียงผู้ตีความเชิงวิชาการ ทำให้นักเรียนประวัติศาสตร์อย่างผมได้เรียนอย่างสนุกมีรสชาติเพิ่มขึ้นมาก เป็นการเรียนจากการ “ดู ฟัง และดื่มด่ำ”
ยิ่งกว่านั้น ภาพที่ถ่ายไว้ก็มีความงดงามอย่างไม่น่าเชื่อว่าเป็นภาพที่ถ่ายเกือบร้อยปีมาแล้ว ในช่วงเริ่มต้นของเทคโนโลยีภาพถ่ายสี
ผมฝันอยากเห็นประเทศไทยมีการสนับสนุนให้ “ปะติดปะต่อเรื่องราว” ให้เกิดการเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ ที่มีคุณภาพสูงและเข้าใจง่าย เช่นนี้บ้าง
วิจารณ์ พานิช
๕ ธ.ค. ๕๐